คาถาแก้จน
ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่ค่าแรงกลับต่ำลง หลายคนอดรำพึงรำพันไม่ได้ว่า “หากินยากขึ้นทุกวัน” แม้แต่โอกาสก็ดูเหมือนจะเลือนหาย ช่องทางที่เคยเปิดกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาย การลงทุนในหุ้น หรือแม้แต่การเสี่ยงโชค ก็ใช่ว่าจะสมดังใจปรารถนาเสมอไป บางคนอาจกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับโชควาสนา บางคนก็ว่า ต้องเป็นผู้มีหัวทางการค้าโดยแท้
ก้าวเข้าสู่ปี พ.ศ. 2569 เชื่อว่าหลายท่านย่อมมีความปรารถนาคล้ายคลึงกัน คือ
1) ขออย่าให้มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน
2) ขอให้สมรักสมปรารถนาในสิ่งที่มุ่งหวัง
3) ขอให้มีฐานะมั่นคง มั่งมี และ “รวยแล้วรวยอีก”
อย่างไรก็ตาม ความปรารถนาเพียงอย่างเดียว หากไม่ลงมือปฏิบัติ ก็อาจไม่บังเกิดผลใด ๆ เลย
ย้อนกลับไปครั้งพุทธกาล คนยากจนหรือผู้มีทรัพย์น้อยย่อมมีอยู่มาก ไม่ต่างจากสังคมปัจจุบัน พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะหนทางสร้างฐานะ ให้พอมีพอกิน หรือแม้กระทั่งก้าวสู่ความเป็นเศรษฐี ด้วยหลักธรรมที่เรียกว่า
“หัวใจเศรษฐี” ในภาษาบาลีคือ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ อันเป็นหลักปฏิบัติที่นำไปสู่ความสำเร็จทางโลกได้อย่างแท้จริง เปรียบเสมือน “คาถาแก้จน” ที่ใช้ได้ผลด้วยการลงมือทำ
หัวใจเศรษฐีประกอบด้วยธรรม 4 ประการ คือ
1. อุฏฐานสัมปทา — ความขยันหมั่นเพียร เอาใจใส่ในการประกอบอาชีพ
2. อารักขสัมปทา — การรู้จักรักษาและเก็บออมทรัพย์ที่หามาได้
3. กัลยาณมิตตตา — การคบหาสมาคมกับกัลยาณมิตร ผู้ชักนำไปในทางเจริญ
4. สมชีวิตา — การเลี้ยงชีวิตอย่างพอดี รู้จักกำหนดรายรับรายจ่าย ไม่ฟุ่มเฟือย
ทั้งสี่ข้อนี้ ย่อให้จำง่ายเป็นคำว่า อุ. อา. กา. สะ. เรียกว่า “หัวใจเศรษฐี” ผู้ใดน้อมนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ย่อมสามารถตั้งตัว มีที่ยืนในสังคม หรืออย่างน้อยก็หลุดพ้นจากความยากจนได้
ในคัมภีร์ธรรมบท ยังมีนิทานสอนใจเล่าเรื่องของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งสามารถตั้งตัวเป็นเศรษฐีได้จากทุนเพียงเล็กน้อย นั่นคือ “หนูตายเพียงตัวเดียว” ชายหนุ่มผู้นี้มีปัญญาเฉียบแหลม สมองไว จนเศรษฐีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งทำนายไว้ว่า เขาจะได้เป็นเศรษฐีในภายหน้า
เรื่องราวเริ่มต้นจากชายหนุ่มที่ได้หนูตายมา 1 ตัว เขานำไปขายให้ผู้เลี้ยงแมว ได้เงินมา 1 กหาปณะ แม้จะเป็นเงินเพียงเล็กน้อย แต่ในยุคนั้นค่าของเงินยังไม่เฟ้อเหมือนปัจจุบัน เขาจึงนำเงินนั้นไปซื้องบน้ำอ้อย พร้อมหิ้วถังน้ำดื่ม ออกไปบริการชาวบ้านที่เข้าป่าหาดอกไม้ เมื่อผู้คนได้ดื่มน้ำและกินงบน้ำอ้อย ต่างก็ยินดีมอบดอกไม้ป่าเป็นค่าตอบแทน ชายหนุ่มนำดอกไม้เหล่านั้นไปขายต่อ ได้เงินมา 8 กหาปณะ
เขานำเงินที่ได้ไปต่อยอด ซื้อของมาแจกน้ำดื่มและงบน้ำอ้อยอีกครั้ง พร้อมว่าจ้างเด็ก ๆ ให้ช่วยขนกิ่งไม้ใบไม้จากสนามไปขายแก่ช่างปั้นหม้อ ทำให้เงินเพิ่มเป็น 16 กหาปณะ จากนั้นจึงตั้งตุ่มน้ำบริการคนเกี่ยวหญ้าจำนวน 500 คน และรับหญ้าเป็นค่าตอบแทนถึง 500 กำ ก่อนนำไปขายให้เจ้าของม้า ได้เงินถึง 1,000 กหาปณะ
เมื่อมีทุนมากขึ้น เขาเห็นโอกาสอยู่แค่เอื้อม จึงนำเงินไปเช่ารถ (หรือรถม้าในสมัยนั้น) ตกแต่งอย่างโอ่อ่า แห่ไปยังท่าเรือในจังหวะที่เรือสินค้ามาเทียบท่าพอดี เขามอบแหวนตราเป็นค่ามัดจำสินค้า และวางตัวเสมือนพ่อค้าใหญ่ ให้ผู้ติดต่อเข้าพบต้องผ่านด่านหลายชั้น
พ่อค้าจากเมืองพาราณสีจำนวน 100 คน ซึ่งต้องการซื้อสินค้า เมื่อทราบว่ามีผู้มัดจำไว้แล้ว จึงจำต้องติดต่อกับ “พ่อค้าใหญ่” ผู้นี้โดยตรง แต่ละคนต้องจ่ายเงินคนละ 2,000 กหาปณะ เพียงค่าผ่านประตูเท่านั้น ชายหนุ่มผู้เคยขายหนูตาย จึงมีเงินรวมถึง 200,000 กหาปณะในคราวเดียว
เศรษฐีใหม่ผู้นี้มีนามว่า จูฬกเศรษฐี เมื่อร่ำรวยแล้วก็ไม่ลืมบุญคุณเศรษฐีผู้ทำนายอนาคตให้ เขานำเงิน ๑๐๐,๐๐๐ กหาปณะไปมอบตอบแทน เศรษฐีชราซึ่งมีบุตรสาวรูปงาม เมื่อเห็นถึงปัญญา ความสามารถ และการรู้จัก “ใช้เงินต่อเงิน” ของจูฬกะ ก็ชื่นชมยิ่งนัก และยกลูกสาวให้เป็นภรรยา
ครั้นเศรษฐีชราถึงแก่กรรม ทรัพย์สมบัติทั้งหมดจึงตกเป็นของจูฬกเศรษฐีและภรรยาในที่สุด
ท้ายเรื่องมีคาถาสรรเสริญไว้ว่า
“บุคคลผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ย่อมตั้งตัวได้ แม้มีทุนเพียงเล็กน้อย เปรียบดังผู้ก่อไฟจากเชื้อเพลิงเพียงนิดเดียว แต่สามารถทำให้ลุกโชนเป็นกองไฟใหญ่ได้ฉะนั้น”