โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

Blockchain คืออะไร ? นี่คือเครือข่ายที่ปลอดภัยที่สุดในโลกจริงไหม ?

BT Beartai

อัพเดต 17 พ.ย. 2568 เวลา 11.40 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2568 เวลา 11.40 น.
Blockchain คืออะไร ? นี่คือเครือข่ายที่ปลอดภัยที่สุดในโลกจริงไหม ?

เคยคิดกันไหมว่าสกุลเงินดิจิทัลเขาโอนผ่านกันยังไงให้ปลอดภัย ?

สกุลเงินดิจิทัลต่าง ๆ ล้วนต้องใช้เทคโนโลยีในการทำธุรกรรม เพื่อเป็นการยืนยันความถูกต้อง หรือ Validate การทำธุรกรรม และสิ่งนั้นก็คือ บล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลหรือ โครงสร้างข้อมูล (Data structure) ที่ส่งผ่านกันเป็นเครือข่ายผ่านการเข้ารหัสคอมพิวเตอร์ ทำให้ยากต่อการปลอมแปลงข้อมูล มาดูกันว่าบล็อกเชนคืออะไรในฉบับเข้าใจง่าย อ่านเร็ว ๆ เพียง 4 นาที

Centralized vs Decentralized : เข้าใจทั้ง 2 คำก่อนเริ่มรู้จักบล็อกเชน

ก่อนทำความเข้าใจเรื่องบล็อกเชน เราต้องเข้าใจก่อนว่ารูปแบบของ Centralized และ Decentralized คืออะไร เพราะทั้ง 2 คำนี้คือพื้นฐานของการทำธุรกรรม

  • Centralized = การทำธุรกรรมแบบมีตัวกลาง ง่าย ๆ เลยให้นึกถึงเวลาที่เราโอนเงินเข้าบัญชีใครสักคน ก่อนที่เงินจะไปถึงอีกคนต้องผ่านตัวกลางก่อน และตัวกลางก็คือ ‘ธนาคาร’ ซึ่งถือมีอำนาจเพียงผู้เดียว ข้อมูลการโอนก็จะกระจุกอยู่กับธนาคาร หมายความว่าถ้าตัวกลางล้มเหลว หรือถูกโจมตี ข้อมูลจะตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงสูง
  • Decentralized = การทำธุรกรรมแบบไร้ตัวกลาง บล็อกเชนจะใช้ระบบนี้ เป็นการทำธุรกรรมแบบไร้ตัวกลาง ซึ่งมีขั้นตอนการยืนยันที่มากกว่าหนึ่งแห่ง พูดง่าย ๆ คือแทนที่จะมีคนกลางอย่างธนาคารมาคอยอนุมัติและบันทึกธุรกรรมเพียงคนเดียว ระบบนี้จะใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากในเครือข่าย หรือที่เรียกว่า โหนด (Nodes) มาทำหน้าที่นี้ร่วมกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะโอนสกุลเงินให้ใครสักคน ข้อมูลเกี่ยวกับการโอนตรงนั้นมันจะถูกคัดลอกและจัดเก็บแบบกระจายศูนย์ กระจายอยู่หลายที่ ดังนั้น Decentralized เลยปลอดภัยและมั่นคงกว่าการรวมอำนาจไว้แค่ที่เดียว เพราะหากต้องการแฮกก็ต้องแฮกหลาย ๆ โหนดพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก

คริปโทเคอร์เรนซี : สกุลเงินที่ใช้บล็อกเชน

‘คริปโทเคอร์เรนซี’ (Cryptocurrency) คือสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกออกแบบควบคู่มาให้ทำงานบนเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยใช้ประโยชน์จากความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบ อย่าง บิตคอยน์ (Bitcoin) และ อีเธอเรียม (Ethereum) ซึ่งทำให้เกิดอีกหลาย ๆ สกุลเงินดิจิทัลตามมา

ตัวอย่างการทำงานของบิตคอยน์บนบล็อกเชน

สำหรับขั้นตอนการทำธุรกรรมผ่านบล็อกเชน จะลองยกตัวอย่างการทำธุรกรรมของบิตคอยน์ ก่อนจะทำธุรกรรมผู้ใช้งานทุกคนจะมี ‘กุญแจ’ สำคัญ 2 อัน คือ

  • Public Key : อันนี้เป็นข้อมูลที่ทุกคนในเครือข่ายเห็น คล้ายกับที่อยู่ (Address) สำหรับรับบิตคอยน์ หรือเรียกว่า ‘Bitcoin Address’
  • Private Key : ส่วนนี้คือข้อมูลที่มีแค่ผู้ใช้คนเดียวรู้ ไม่มีใครรับรู้ด้วย คล้าย ๆ รหัสผ่าน ใช้ในการลงลายเซ็นดิจิทัล บนธุรกรรมเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของ ทำให้ผู้ที่มี Private Key เท่านั้นจึงจะสามารถ ‘ใช้จ่าย’ หรือโอนบิตคอยน์ได้

สมมติสถานการณ์คือ นาง A ต้องการส่งบิตคอยน์ไปให้นาง B จะแบ่งเป็น 4 สเต็ป คือ

  • การสร้างธุรกรรม สมมติว่าจะทำธุรกรรม นาง A จะต้องระบุข้อมูลที่ต้องการส่ง เช่น [โอน 1 BTC ไปยัง Public Key ของนาง B] พร้อมลงลายเซ็นของตนเองในการสร้างลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) เพื่อเป็นการลงนามในธุรกรรมนั้น (การใช้ Private Key คือการสร้างลายเซ็น เพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ ไม่ใช่การเข้ารหัส (Encryption) และลายเซ็นนี้จะพิสูจน์ได้ว่าธุรกรรมนี้ถูกสร้างโดยเจ้าของ Private Key จริง ๆ และไม่มีใครแก้ไขได้)
  • การเผยแพร่และการตรวจสอบธุรกรรมที่ลงลายเซ็นแล้วจะถูกส่งไปยังโหนดต่าง ๆ ทั่วทั้งเครือข่าย Bitcoin โหนดอื่น ๆ จะทำการตรวจสอบทันทีว่าลายเซ็นดิจิทัลของนาง A นั้นถูกต้องหรือไม่ โดยใช้ Public Key ของนาง A (ที่เปิดเผยอยู่แล้ว) หากลายเซ็นถูกต้องและนาง A มีเงินเพียงพอธุรกรรมนี้จะถูกส่งไปเข้าคิวรอการรวมในบล็อกต่อไป
  • การขุด (Mining) และการบรรจุบล็อกการขุดคือกระบวนการยืนยันและผนึกธุรกรรมเข้าสู่บล็อกเชนอย่างถาวร โดยจะมี นักขุด (Miners) หรือผู้ใช้งานทั่วโลกที่อยู่ในเครือข่ายเพื่อรวบรวมธุรกรรมที่รอการยืนยัน (รวมถึงธุรกรรมของนาง A) เข้าไว้ในกลุ่มที่เรียกว่าบล็อก (Block) นักขุดจะแข่งขันกันแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน (เรียกว่าการหา Proof-of-Work) ซึ่งต้องใช้พลังงานคอมพิวเตอร์มหาศาลนักขุดคนแรกที่แก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ จะส่งบล็อกของตนเองไปทั่วเครือข่าย โหนดอื่น ๆ ตรวจสอบว่าบล็อกนี้ถูกต้องหรือไม่ (รวมถึงการตรวจสอบว่าธุรกรรมทั้งหมดในบล็อกนั้นถูกต้องและมีลายเซ็นถูกต้อง) เมื่อได้รับการยอมรับบล็อกนี้จะถูกนำไปลิงก์กันเรื่อย ๆ เป็น ‘บล็อกเชน’ อย่างถาวร
  • เมื่อการยืนยันเสร็จสมบูรณ์แล้ว ธุรกรรมของนาง A จะถูกบรรจุอยู่ในบล็อกที่ถูกต้องและเพิ่มเข้าสู่บล็อกเชนได้สำเร็จ ถือว่าธุรกรรมนั้นได้รับการยืนยันแล้ว นักขุดที่หาบล็อกนี้เจอจะได้รับผลตอบแทนเป็น Bitcoin ใหม่ (Block Reward) และค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่นาง A จ่ายมาและแน่นอนว่า Bitcoin จะถูกโอนจาก Public Key ของนาง A ไปยัง Public Key ของนาง B โดยสมบูรณ์ ทำให้นาง B สามารถใช้ Private Key ของตนเองเพื่อใช้จ่าย Bitcoin จำนวนนี้ได้ต่อไป

สรุปแล้วบล็อกเชนปลอดภัยที่สุดจริงไหม ?

ในส่วนของคำถามที่ว่า บล็อกเชนคือเครือข่ายที่ปลอดภัยที่สุดในโลกจริงไหมนั้น บล็อกเชนถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรักษาข้อมูลของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับการกระจายศูนย์และการเข้ารหัสทำให้การปลอมแปลงหรือล้มระบบทำได้ยากมากในทางปฏิบัติ

อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของบล็อกเชนไม่ได้แปลว่าปลอดภัยสมบูรณ์แบบ 100% เพราะบล็อกเชนยังอาจมีความเสี่ยงอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเทคโนโลยีบล็อกเชนโดยตรง เช่น ความผิดพลาดในการดูแล Private Key ของผู้ใช้เอง, การโจมตีทางไซเบอร์ที่มุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนของซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นบนบล็อกเชน (Smart Contracts) หรือการโจมตีแบบ 51% Attack ในเครือข่ายที่มีขนาดเล็กซึ่งเป็นความพยายามรวมอำนาจการขุดเกินครึ่งหนึ่งของเครือข่ายเพื่อควบคุมการทำธุรกรรม

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าบล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีที่ให้ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในระดับสูงมาก เมื่อเทียบกับระบบแบบมีตัวกลางแบบดั้งเดิม แต่ก็ยังมีความเสี่ยงทางเทคนิคและทางมนุษย์อยู่บ้าง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...