โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เหตุใด 'เยอรมนี' จึงเป็นศูนย์กลางระดับโลก ในการพัฒนา 'ฟิสิกส์ยุคใหม่'? (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 พ.ย. 2568 เวลา 03.13 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2568 เวลา 03.13 น.

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ

เหตุใด ‘เยอรมนี’

จึงเป็นศูนย์กลางระดับโลก

ในการพัฒนา ‘ฟิสิกส์ยุคใหม่’? (1)

ทุกครั้งที่ความรู้ของมนุษย์ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ สังคมมักได้รับผลกระทบทั้งทางด้านเทคโนโลยี ความคิด และวิถีชีวิต การเปลี่ยนผ่านจากฟิสิกส์คลาสสิก (classical physics) สู่ฟิสิกส์ยุคใหม่ (modern physics) ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นทำให้ความเข้าใจพื้นฐานของเราเกี่ยวกับธรรมชาติและเอกภพถูกท้าทายอย่างลึกซึ้ง

ทฤษฎีสำคัญที่เป็นรากฐานของฟิสิกส์ยุคใหม่ ได้แก่ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relativity) และกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics)

ประเด็นพื้นฐานเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพนั้น ผมเคยเล่าไว้แล้วในบทความชื่อ “10 เรื่องน่ารู้ว่าด้วย ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพ’ ของไอน์สไตน์”

ที่ https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_728986

ส่วนกลศาสตร์ควอนตัมยังไม่ได้เล่าไว้ตรงๆ แต่ได้ให้ภาพที่กว้างกว่าคือ ประเด็นพื้นฐานเกี่ยวกับทฤษฎีควอนตัม (ซึ่งครอบคลุมกลศาสตร์ควอนตัมอยู่ด้วย) ในบทความชื่อ “10 เรื่องน่ารู้ว่าด้วย ‘ทฤษฎีควอนตัม'” ตรงนี้นะครับ https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_731856

วิลเฮ็ล์ม ฟ็อน ฮุมบ็อลท์
ที่มา : https://sco.wikipedia.org/wiki/Wilhelm_von_Humboldt

ในบทความนี้ ผมขอตั้งข้อสังเกตถึงแง่มุมที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก นั่นคือ แม้ว่าการพัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพและทฤษฎีควอนตัมจะเกิดจากการมีส่วนร่วมของนักฟิสิกส์จากหลายประเทศ แต่ถ้าถามว่าประเทศไหนที่มีบทบาทโดดเด่นจนเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางชั้นนำในการพัฒนาฟิสิกส์ยุคใหม่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แล้วละก็ คำตอบคือ เยอรมนี ครับ

ถึงตรงนี้ควรรู้ไว้สักนิดว่าประเทศเยอรมนีมีชื่อเรียกหลายชื่อขึ้นอยู่กับบริบททางการเมืองในขณะนั้น ในที่นี้จะขอนำชื่อที่เกี่ยวข้องกับช่วงที่ฟิสิกส์ยุคใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาฝาก ดังนี้

ค.ศ.1871-1918 : จักรวรรดิเยอรมัน (German Empire)

ค.ศ.1919-1933 : สาธารณรัฐไวมาร์ (Weimar Republic)

ค.ศ.1933-1945 : อาณาจักรไรช์ที่ 3 (The Third Reich) ซึ่งยังคงใช้ชื่อทางการว่า German Reich แต่เป็นยุคที่อยู่ภายใต้การปกครองของพรรคนาซี

คราวนี้มาดูรายละเอียดกันว่า ‘เยอรมนี’ มีบทบาทเด่นอย่างไร

ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ : อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขียนบทความเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ขณะทำงานเป็นเสมียนสำนักงานสิทธิบัตรอยู่ที่เมืองเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่เขาเกิดในเยอรมนีและทำงานอยู่ภายในแวดวงวิชาการที่ใช้ภาษาเยอรมัน

ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ บทความของเขาเขียนเป็นภาษาเยอรมัน และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Annalen der Physik ทั้งนี้ใน ค.ศ.1915 สำนักงานของวารสารฉบับนี้อยู่ในเมืองไลฟ์ซิก (Leipzig) ในจักรวรรดิเยอรมัน

ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป : ไอน์สไตน์นำเสนอสมการสนามที่ถูกต้องและเป็นแก่นของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเป็นครั้งแรกในการบรรยายต่อ Prussian Academy of Sciences (Sitzungsberichte der Preu?ischen Akademie der Wissenschaften) ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1915 และต่อมาในปี ค.ศ.1916 ได้ตีพิมพ์บทความในวารสาร Annalen der Physik

กำเนิดแนวคิดควอนตัม : มักซ์ พลังค์ เสนอสมมุติฐานควอนตัมซึ่งสามารถอธิบายพฤติกรรมการแผ่รังสีของวัตถุดำในปี ค.ศ.1900 และนำเสนอแนวคิดนี้ที่กรุงเบอร์ลินในจักรวรรดิเยอรมัน

กลศาสตร์เมทริกซ์ : แวร์เนอร์ ไฮเซินแบร์ค คิดวิธีการทางคณิตศาสตร์เพื่ออธิบายข้อมูลสเปกตรัมได้ที่เกาะเฮลโกลันด์ สาธารณรัฐไวมาร์ (Weimar Republic) ในปี ค.ศ.1925 ต่อมาวิธีการทางคณิตศาสตร์นี้ได้พัฒนาไปเป็นกลศาสตร์เมทริกซ์ (Matrix Mechanics) ซึ่งเป็นกลศาสตร์ควอนตัมรูปแบบแรก

กลศาสตร์คลื่น : แอร์วิน ชเรอดิงเงอร์ ในปี ค.ศ.1926 ได้พัฒนากลศาสตร์คลื่นขณะอยู่ที่รีสอร์ตในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ตีพิมพ์บทความเผยแพร่ในวารสาร Annalen der Physik

กฎของบอร์น : มักซ์ บอร์น เสนอกฎของบอร์น (Born Rule) ซึ่งเป็นการตีความฟังก์ชันคลื่นในเชิงความน่าจะเป็นในปี ค.ศ.1926 กฎข้อนี้ได้รับพัฒนาขึ้นขณะที่บอร์นอยู่ในเมืองเกิททิงเงิน สาธารณรัฐไวมาร์

ส่วนแนวคิดและผลงานอื่นๆ เกี่ยวกับทฤษฎีควอนตัม เช่น คลื่นสสารมาจากหลุยส์ เดอ บรอยล์ ซึ่งอยู่ในฝรั่งเศส และพีชคณิตเลขคิวมาจากพอล ดิแรก ซึ่งอยู่ในอังกฤษ

ที่ว่ามานี้ น่าจะทำช่วยให้เข้าใจได้ว่าแม้ว่าฟิสิกส์ยุคใหม่จะเป็นผลงานของนักคิดชั้นนำจากหลายประเทศ แต่ภาพที่ชัดเจนคือศูนย์กลางทางปัญญาอยู่ที่เยอรมนี

ความเป็นศูนย์กลางทางปัญญาที่ว่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการบรรจบกันของปัจจัยหลายอย่าง ผมลองแยกแยะสาเหตุหลักเป็นข้อๆ เพื่อให้ความคิดคมชัด พบว่ามีทั้งสิ้น 9 สาเหตุ ลองมาไล่เรียงดูกันครับ

สาเหตุที่ 1: มหาวิทยาลัยของเยอรมนีใช้ปรัชญาการศึกษาแบบฮุมบ็อลท์

วิลเฮล์ม ฟ็อน ฮุมบ็อลท์ (Wilhelm von Humboldt) เป็นนักปรัชญาและนักปฏิรูปการศึกษาชาวเยอรมัน เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของปรัสเซียในช่วงต้นศตวรรษที่ 19

ผลงานสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของเขา คือ แนวคิดปฏิรูปการศึกษาที่เน้นย้ำถึงความเป็นหนึ่งเดียวของการสอนและการวิจัย การให้เสรีภาพทางวิชาการทั้งแก่คณาจารย์และนักศึกษา รวมทั้งการส่งเสริมการวิจัยเพื่อสร้างความรู้ใหม่ให้เป็นหน้าที่หลักของมหาวิทยาลัย แนวคิดนี้จึงแตกต่างจากการฝึกอบรมด้านอาชีพแต่เพียงอย่างเดียว

ปรัชญาการศึกษาของฮุมบ็อลท์เน้นย้ำว่าการเรียนรู้ไม่ใช่แค่เพื่อสอบหรือทำงาน แต่เพื่อพัฒนาตัวเองให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในเชิงปัญญาและจริยธรรม จึงเป็นการเรียนรู้แบบสหวิทยาการ ครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์

แนวคิดดังกล่าวมีชื่อเรียกเป็นภาษาเยอรมันในเวลาต่อมาว่า Humboldtsches Bildungsideal ซึ่งอาจแปลแบบเก็บความได้ว่า ‘อุดมคติการบ่มเพาะปัญญาแบบฮุมบ็อลท์’ หรือ ‘อุดมการณ์การศึกษาแบบฮุมบ็อลท์’

ส่วนในภาษาอังกฤษ เรียกว่า Humboldtian educational ideal (อุดมคติด้านการศึกษาแบบฮุมบ็อลท์) หรือ Humboldtian model of education (แนวคิดการศึกษาแบบฮุมบ็อลท์) บางครั้งเรียกสั้นๆ ว่า Humboldtian model (แนวคิดแบบฮุมบ็อลท์) ซึ่งหมายถึงแนวคิดการศึกษาที่เน้นการพัฒนาปัญญาอย่างรอบด้าน การเรียนรู้เพื่อความรู้ และการบูรณาการการเรียนกับการวิจัยนั่นเองครับ

วิลเฮล์ม ฟ็อน ฮุมบ็อลท์ มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน (University of Berlin) โดยอิงตามปรัชญาการศึกษาที่เขาเสนอไว้ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของมหาวิทยาลัยวิจัยสมัยใหม่ทั่วโลก โดยมีอิทธิพลต่อการออกแบบระบบมหาวิทยาลัยในยุโรปและสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา

น่ารู้ด้วยว่ามหาวิทยาลัยเบอร์ลินเดิมมีชื่อในภาษาเยอรมันว่า Friedrich-Wilhelms-Universit?t zu Berlin เพื่อเป็นเกียรติแก่กษัตริย์ฟรีดิช วิลเฮล์มที่ 3 (Friedrich Wilhelm III) แต่ในปี ค.ศ.1949 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Humboldt-Universit?t zu Berlin เพื่อยกย่องทั้งวิลเฮล์ม ฟ็อน ฮุมบอลท์ และน้องชายของเขาคือ อเล็กซันเดอร์ ฟ็อน ฮุมบอลท์ (Alexander von Humboldt) ซึ่งเป็นนักสำรวจและนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงระดับโลก

เมื่อมหาวิทยาลัยในเยอรมนีดำเนินการตามปรัชญาของฮุมบ็อลท์ก็ส่งผลให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดนักศึกษาเก่งๆ เข้ามาเรียนและทำวิจัยอย่างเข้มข้น มีความเป็นเลิศทางวิชาการ เช่น มหาวิทยาลัยเกิททิงเงินโดดเด่นทางด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ทฤษฎีภายใต้การนำของนักวิชาการชั้นยอด เช่น เฟลิกซ์ ไคลน์, ดาฟิด ฮิลแบร์ท และมักซ์ บอร์น ส่วนมหาวิทยาลัยเบอร์ลินก็มีชื่อเสียงด้านฟิสิกส์ทฤษฎีภายใต้การนำของมักซ์ พลังค์

สาเหตุที่ 1 นี้สรุปง่ายๆ ได้ว่า เมื่อเริ่มด้วยสัมมาทิฐิก็ย่อมมีโอกาสก้าวหน้าอย่างสร้างสรรค์นั่นเอง

สาเหตุที่ 2 มีการจัดตั้งฟิสิกส์ทฤษฎีขึ้นเป็นการจำเพาะ

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีการจัดตั้งตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ทฤษฎีในมหาวิทยาลัยเยอรมัน การทำเช่นนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ระดับโลก กล่าวคือ แยกบทบาทระหว่างนักฟิสิกส์ทฤษฎีกับนักฟิสิกส์ทดลองอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้เกิดสภาพแวดล้อมทางปัญญาที่เอื้อต่อการพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ

มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน – ซึ่งปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยฮุมบ็อลท์แห่งเบอร์ลิน (Humboldt University of Berlin) – มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยเชิงทฤษฎี โดยมักซ์ พลังค์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ทฤษฎีในปี ค.ศ.1889 และต่อมาเขาได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการแผ่รังสีของวัตถุดำ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดทฤษฎีควอนตัมในปี ค.ศ.1900

มหาวิทยาลัยเกิททิงเงินก็เป็นศูนย์กลางที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง โดยวอลเดมาร์ ฟอคท์ (Woldemar Voigt) ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ในปี ค.ศ.1883 และต่อมา มักซ์ บอร์น ได้พัฒนาศูนย์วิจัยฟิสิกส์ทฤษฎีที่มีอิทธิพลระดับโลก โดยมีลูกศิษย์คนสำคัญอย่างแวร์เนอร์ ไฮเซินแบร์ค และโรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์

แม้แต่มหาวิทยาลัยขนาดเล็กอย่างมหาวิทยาลัยคีล (University of Kiel) ก็มีบทบาทในช่วงเริ่มต้น โดยมักซ์ พลังค์เคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ในปี ค.ศ.1885 สะท้อนถึงการยอมรับฟิสิกส์ทฤษฎีในระดับสถาบันอย่างแพร่หลาย

ผลจากการจัดตั้งตำแหน่งศาสตราจารย์เฉพาะทางด้านฟิสิกส์ทฤษฎีได้ทำให้นักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์ที่มีความสามารถจำนวนหนึ่งมุ่งเน้นศึกษากฎทางฟิสิกส์ในเชิงคณิตศาสตร์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างสู่ต่อการพัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพและกลศาสตร์ควอนตัมนั่นเอง

สาเหตุที่ 2 นี้สรุปได้ว่าแม้ว่าจะมาถูกทางแล้ว (ใช้ปรัชญาการศึกษาแบบฮุมบ็อลท์) ก็ยังไม่พอ จำเป็นต้องโฟกัสประเด็นสำคัญให้คมชัด คือเน้นฟิสิกส์ทฤษฎีให้ลุ่มลึกอีกด้วย

สาเหตุที่ 3 เสถียรภาพทางการเมืองของจักรวรรดิเยอรมัน

การรวมชาติของเยอรมนีในปี ค.ศ.1871 ภายใต้การนำของอ็อทโท ฟอน บิสมาร์ค (Otto von Bismarck) ได้สร้างจักรวรรดิเยอรมันที่มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง ความมั่นคงนี้เอื้อให้สามารถวางแผนระยะยาวทั้งด้านการศึกษาและวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ รัฐบาลกลางสามารถจัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่องให้แก่มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย

การที่จักรวรรดิเยอรมันมีเสถียรภาพทำให้การพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแบบฮุมบ็อลท์เป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ รัฐบาลของรัฐท้องถิ่น เช่น ปรัสเซียและบาวาเรีย ก็ยังแข่งขันกันพัฒนามหาวิทยาลัยของตนเองเพื่อดึงดูดนักวิทยาศาสตร์และทุนวิจัย การแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ดังกล่าวเป็นตัวเร่งสำคัญในการพัฒนาฟิสิกส์ให้ก้าวหน้าโดยรวม

อุดมคติด้านการศึกษาแบบฮุมบ็อลท์ยังมอบอำนาจและอิสรภาพทางวิชาการให้แก่ศาสตราจารย์ระดับ Ordinarius ซึ่งสามารถจัดตั้งสถาบันของตนเองและกำหนดทิศทางงานวิจัยพื้นฐานในระยะยาวได้โดยไม่ถูกรบกวนจากนโยบายรัฐมากนัก ผลก็คือการจัดสรรงบประมาณสำหรับการวิจัยพื้นฐานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

น่าสังเกตว่าประเทศอื่น เช่น อังกฤษและฝรั่งเศส ก็มีระบบมหาวิทยาลัยและการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่งเช่นกัน แต่เยอรมนีได้เปรียบในด้านการจัดสรรงบประมาณสำหรับการวิจัยพื้นฐานและการสร้างสถาบันวิจัยที่มีโครงสร้างอิสระมากกว่า

สาเหตุที่ 4 การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วของเยอรมนี

การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเยอรมันในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะในด้านไฟฟ้า (เช่น บริษัท Siemens และบริษัท AEG) และเคมีภัณฑ์ (เช่น บริษัท BASF และบริษัท Bayer) ได้สร้างความต้องการองค์ความรู้เชิงลึกในทางวิทยาศาสตร์อย่างมหาศาล เนื่องจากความรู้เชิงลึกนี้เป็นรากฐานของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อุตสาหกรรมต้องพึ่งพา

ความต้องการดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในงานวิจัยพื้นฐาน แม้ว่าจะยังไม่ให้ผลตอบแทนในทันทีก็ตาม

นอกจากนี้ สถาบันวิจัยที่มีความเข้มแข็งในทางเทคโนโลยียังได้ร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างสำคัญคือ สถาบันฟิสิกส์และเทคนิคแห่งจักรวรรดิ (Physikalisch-Technische Reichsanstalt) หรือ PTR ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้งรัฐและนักอุตสาหกรรม เช่น แวร์เนอร์ ฟอน ซีเมนส์ (Werner von Siemens) สถาบันแห่งนี้ไม่เพียงแต่ผลิตองค์ความรู้ใหม่ แต่ยังช่วยถ่ายโอนปัญหาเชิงเทคนิคจากโรงงานอุตสาหกรรมไปยังห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัย ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการวิจัยพื้นฐานในสาขาใหม่ๆ เพื่อหาคำตอบให้กับโจทย์ทางเทคนิคเหล่านั้น

กรณีที่สำคัญที่สุดคือ การกำเนิดแนวคิดควอนตัมซึ่งเริ่มจากความพยายามในการทำให้หลอดไฟมีประสิทธิภาพสูงขึ้น กล่าวคือ ส่องสว่างได้ดีขึ้นและประหยัดพลังงานมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรจึงต้องการวิธีการวัดค่าอุณหภูมิและความสว่างของไส้หลอดที่แม่นยำที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อุณหภูมิสูงมาก แต่ในขณะนั้นยังไม่มีมาตรฐานการวัดที่เชื่อถือได้

สถาบัน PTR ได้รับมอบหมายให้แก้ปัญหานี้ นักฟิสิกส์ที่ PTR คือ อ็อทโท ลูเมอร์ (Otto Lummer) และวิลเฮล์ม วีน (Wilhelm Wien) จึงสร้างอุปกรณ์ที่เรียกว่า Cavity Radiator เพื่อใช้เป็นแหล่งกำเนิดที่สามารถให้ค่าอุณหภูมิและความเข้มของรังสีความร้อนที่เที่ยงตรงที่สุด กล่าวคือ อุปกรณ์นี้เป็นเครื่องมืออ้างอิงสำหรับการสอบเทียบมาตรวัดอุณหภูมิและมาตรวัดความสว่าง

ในทางฟิสิกส์ถือได้ว่า Cavity Radiator เป็นวัตถุดำ (black body) และพบว่าข้อมูลการกระจายตัวของพลังงานรังสีของวัตถุดำที่อุณหภูมิต่างๆ จากอุปกรณ์นี้ขัดแย้งกับคำทำนายโดยทฤษฎีฟิสิกส์ดั้งเดิม

ความล้มเหลวในการอธิบายผลการทดลองดังกล่าวได้ผลักดันให้ มักซ์ พลังค์ (จำใจ) เสนอแนวคิดระดับปฏิวัติวงการในปี ค.ศ.1900 ว่าตัวสั่นในสสารปลดปล่อยพลังงานออกมาได้เพียงแค่บางค่าเท่านั้น พลังค์เรียกแนวคิดนี้ว่า ควอนตัม (quantum)

เมื่อมองภาพกว้าง อุตสาหกรรมเยอรมันประสบความสำเร็จในการนำผลการวิจัยในห้องปฏิบัติการมาใช้ในการผลิตจริง นำไปสู่การเกิดวงจรป้อนกลับเชิงบวก กล่าวคือ

ความสำเร็จทางอุตสาหกรรม ? ความมั่งคั่ง ? เงินทุน ? การขยายห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวัด ? การจ้างบุคลากรคุณภาพ ? การค้นพบใหม่

นี่เองมีส่วนสำคัญที่ทำให้เยอรมนีมีทั้งทรัพยากรทางการเงินและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจในการรักษาความเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์

พื้นที่หมดพอดี ไว้มาเล่าให้ฟังต่อในตอนที่ 2 (จบ) ครับ โปรดอดใจรอ!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เหตุใด ‘เยอรมนี’ จึงเป็นศูนย์กลางระดับโลก ในการพัฒนา ‘ฟิสิกส์ยุคใหม่’? (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...