“อินโดนีเซีย” รักษาอัตราการเติบโต 5% ได้ แม้เผชิญการประท้วง-ดีมานด์ในประเทศอ่อนแรง
"อินโดนีเซีย" รักษาอัตราการเติบโต 5% ได้ แม้ได้รับแรงกดดันจากการประท้วงใหญ่–ค่าครองชีพพุ่ง และความไม่แน่นอนทางการค้าโลก รัฐมนตรีคลังคนใหม่ตั้งเป้าเร่งโตแตะ 5.5% ในไตรมาส 4
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.33 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียในไตรมาส 3 ปี 2568 เติบโต 5.04% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของนักวิเคราะห์ แม้จะชะลอลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 5.12% โดยได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางสังคมและความไม่แน่นอนทางการค้าโลกที่กดดันการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนเอกชน
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติอินโดนีเซีย ระบุว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน GDP ของประเทศเพิ่มขึ้น 1.4% จากไตรมาสก่อนหน้า (แบบไม่ปรับฤดูกาล) ซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ หลังประกาศข้อมูล เงินรูเปียห์ยังคงอ่อนค่าเล็กน้อย 0.1% อยู่ที่ 16,722 รูเปียต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ดัชนีหุ้นหลักของตลาดอินโดนีเซียปรับขึ้น 0.3%
การชะลอตัวของเศรษฐกิจเกิดจาก การใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่อ่อนแรงลง หลังจากเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งมีสาเหตุมาจาก ความไม่พอใจเรื่องอัตราว่างงานในกลุ่มเยาวชนและค่าครองชีพที่พุ่งสูง ขณะเดียวกันความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุนเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐยังคงชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน
ข้อมูลเศรษฐกิจระบุว่าภาคอุตสาหกรรมการผลิต เกษตรกรรม และการค้า ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ขณะที่ภาค การศึกษา บริการทางธุรกิจ และการท่องเที่ยว เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดในไตรมาสนี้
ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีความยืดหยุ่นสูงท่ามกลางสงครามการค้าโลก โดยได้รับแรงหนุนจากภาคบริการและการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ โดยเวียดนามตั้งเป้า GDP โตมากกว่า 8% ในปีนี้ หลังโรงงานเร่งส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐก่อนที่ภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม ขณะที่ไทยปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตปี 2568 จาก 2.2% เป็น 2.4% เนื่องจากการส่งออกดีกว่าคาด
รัฐบาลอินโดนีเซียยังคงเชื่อมั่นว่าโมเมนตัมการเติบโตจะดีขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ เปอร์บายา ยูดิ ซาเดวา คาดว่าเศรษฐกิจอาจขยายตัวได้ถึง 5.5% พร้อมประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ เช่น โครงการเงินอุดหนุนและช่วยเหลือค่าครองชีพ การอัดฉีดเงินสด 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าธนาคารรัฐเพื่อส่งเสริมสินเชื่อ
อย่างไรก็ตามความเสี่ยงยังคงมีอยู่จากสงครามการค้าโลกและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งอาจกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในเดือนตุลาคม หลังปรับลดไปแล้ว 1.25% ในปีนี้ โดย ผู้ว่าการเพอร์รี วาร์จิโย ระบุว่า ยังมีพื้นที่สำหรับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของค่าเงินรูเปียห์และประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงิน ในระบบเศรษฐกิจ
อ้างอิง : www.bloomberg.com