CPF กำไร Q3/68 ที่ 5,186.50 ลบ. ลดลง 29% จากปีก่อน
#CPF #ทันหุ้น-บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ไตรมาส 3/68 มีกำไร 5,186.50 ล้านบาท ลดลง 29% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 7,308.98 ล้านบาท สาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ชีวภาพมีผลขาดทุนที่ 1,115 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 3/67 ที่มีผลกำไร 733 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของสุกรในเวียดนามและไทย
นอกจากนี้ส่วนได้ในกำไรของบริษัทร่วมและการร่วมค้าจำนวน 2,463 ล้านบาท ลดลง 33% โดยหลักมาจากผลการดำเนินงานที่ลดลงของบริษัทร่วมในจีน จากปัญหาราคาสุกรตกต่ำ และผลกระทบจากการลดลงของมูลค่ายุติธรรมของสุกรเป็นหลัก
ในส่วนของรายได้จากการขายในไตรมาส 3/68 จำนวน 138,565 ล้านบาท ลดลง 3% จากงวดเดียวกันปีก่อน โดเยป็นผลจากการแปลงค่าของงบการเงินกิจการต่างประเทศจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น หากไม่นับรวมผลกระทบดังกล่าว รายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 2% โดยรายได้จากการขายแบ่งเป็นส่วนของกิจการต่างประเทศ 61% และกิจการในประเทศไทย 39%
ด้านกำไรขั้นต้นไตรมาส 3/68 อยู่ที่ 22,910 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 15.4% ในไตรมาส 3/67 เป็น 16.5% จากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และราคากากถั่วเหลืองโลกที่ลดลงจากปีก่อน ประกอบกับให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยในการผลิตและการป้องกันโรคระบาดอย่างเข้มงวด
**เผย 9 เดือนแรกกำไรโต 57%
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รายงานกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2568 อยู่ที่ 24,112 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรส่วนใหญ่มาจากกิจการในต่างประเทศ ซึ่งมียอดขาย 2 ใน 3 ของยอดขายรวม
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ปัจจุบันยอดขายของบริษัทมาจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนยอดขายจากกิจการในต่างประเทศประมาณ 62% และมีการส่งออกไปต่างประเทศอีกจำนวน 5% นับรวมประมาณ 2 ใน 3 ของยอดขายที่มาจากต่างประเทศที่บริษัทมีการลงทุนและร่วมลงทุนรวม 16 ประเทศ มีการค้าระหว่างประเทศที่จำหน่ายในร้านค้าปลีกค้าส่งชั้นนำในอีกมากกว่า 50 ประเทศ
ทั้งนี้ ยอดขาย 9 เดือนแรกปีนี้ อยู่ที่ 430,335 ล้านบาท ซึ่งหากไม่รวมผลจากการแปลงค่าของงบการเงินของกิจการต่างประเทศจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น บริษัทฯ จะมียอดขายเติบโตประมาณ 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปีนี้ที่ 24,112 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 57% จากการบริหารด้านประสิทธิภาพการดำเนินการตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิผล รวมถึง ต้นทุนที่ลดลงจากราคากากถั่วเหลืองในหลายประเทศทั่วโลกที่อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา
นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่มีปัจจัยหลากหลายประการกระทบการดำเนินงาน ทั้งเรื่องโรคระบาดในการเลี้ยงสัตว์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา กำลังซื้อที่ยังไม่ดีขึ้นในหลายประเทศ บริษัทฯจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ระมัดระวังการลงทุน พยายามปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปีนี้ บริษัทมีรายได้จากการขาย 138,565 ล้านบาท หากไม่นับรวมผลกระทบจากการแปลงค่าเงิน รายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 2 % จากงวดเดียวกันของปีก่อน มีอัตรากำไรขั้นต้น 16.5% ดีขึ้นจากปีก่อนที่ระดับ 15.4% จากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และราคากากถั่วเหลืองโลกที่ลดลง อย่างไรก็ตามด้วยมาตรฐานการบันทึกบัญชีเรื่องการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ของสุกรมีผลขาดทุนที่ 1,115 ล้านบาท และส่วนได้ในกำไรของบริษัทร่วมและการร่วมค้าจำนวน 2,463 ล้านบาท ที่ลดลง 33% ทำให้กำไรสุทธิในไตรมาส 3 อยู่ที่ 5,186 ล้านบาท ลดลง 29% จากปีก่อน
นายประสิทธิ์ ยังได้กล่าวถึง แนวโน้มของธุรกิจว่าด้วยสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็ว ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต รวมถึงสถานการณ์โลกร้อนที่เห็นผลกระทบชัดเจน ณ ปัจจุบัน บริษัทจึงให้ความสำคัญเรื่องการบริหารความเสี่ยง การสร้างความสามารถในการแข่งขันในทุกประเทศ พร้อมต่อยอดการลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพเติบโตสูง เช่น ฟิลิปปินส์และเวียดนาม