SME D Bank รับนโยบายกระทรวงอุตฯเปิด “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” อัดฉีด 3 หมื่นล้าน อุ้ม SMEs
“ธนกร” รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ประกาศภารกิจใหม่ไม่จำกัดแค่ดูแลโรงงานขนาดใหญ่ แต่ต้องช่วย SMEs “อยู่รอด” และ “ปรับโครงสร้างธุรกิจ” สั่ง SME D Bank เปิด “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” เติมทุนเสริมสภาพคล่อง 3 หมื่นล้านบาท พร้อม “เติมความรู้” และ “แก้หนี้” ยั่งยืนรับลูกนโยบาย Quick Big Win รัฐบาลอนุทิน
12 พฤศจิกายน 2568 - นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษ “ขับเคลื่อนนโยบาย ฝ่า ฟัน ดึง ดัน หนุน SMEs” โดยระบุว่า ภารกิจของกระทรวงอุตสาหกรรมในปัจจุบันได้ขยายขอบเขตจากเพียงการดูแลอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และโรงงานเท่านั้น แต่ต้องให้การสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถ “อยู่รอด” ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน และ “ปรับโครงสร้างธุรกิจ” เพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้กำหนดนโยบายสำคัญ 4 ด้าน ภายใต้ชื่อ “ฝ่า ฟัน ดึง ดัน” เพื่อขับเคลื่อนการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้:
- ฝ่า: การฝ่าวิกฤตความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกและปัญหามาตรการภาษี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องของ SMEs โดยเน้นการเสริมสภาพคล่องทางการเงินเป็นหลัก
- ฟัน: การจัดระเบียบอุตสาหกรรมใหม่ โดยยอมรับว่ามีโรงงานอุตสาหกรรมที่ผิดกฎหมายอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้จัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อเข้าตรวจสอบและสั่งปิดโรงงานที่กระทำผิดกฎหมายชั่วคราวไปแล้วกว่า 20 แห่งภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน เพื่อให้โอกาสในการแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย
- ดึง: การดึงดูดการลงทุนสมัยใหม่เข้าสู่ประเทศ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม BCG และพลังงานสะอาด
- ดัน: การผลักดันอุตสาหกรรมไปสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต อาทิ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor), ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการทำงานของรัฐบาลภายใต้นโยบาย Quick Big Win ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเร่งด่วนในระยะสั้น เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในระยะยาว และสร้างการกระจายตัวทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
รมว.อุตสาหกรรม เน้นย้ำว่า SMEs เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยปัจจุบันมี SMEs กว่า 3 ล้านราย สร้างการจ้างงานรวม 13 ล้านคน และมีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและความผันผวนทางเศรษฐกิจในประเทศ แต่ SMEs จะยังคงเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักของ SMEs ส่วนใหญ่คือการขาดสภาพคล่องและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ หลังเข้ารับตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เพื่อปรับปรุงนโยบายและเงื่อนไขการให้สินเชื่อ เพื่อให้ SME เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งนำมาสู่การเปิดตัว “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ทั้งด้านการเงินและการพัฒนาศักยภาพ
อย่างไรก็ดีรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ได้เข้ามาบริหารประเทศในช่วงที่ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโลกและมาตรการภาษีระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของ SMEs โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบาย Quick Win และ Big Win ที่ถือว่ามาถูกทาง
สำหรับภาค SMEs ได้มีการหารือกับ SME D Bank เพื่อจัดทำโครงการ “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” โดยมีการเติมทุนด้วยวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 30,000 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการเสริมความรู้และทักษะ (Up Skill/Re-Skill) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการแก้หนี้อย่างยั่งยืน โดยยอมรับว่า SMEs ส่วนใหญ่มีภาระหนี้สิน ดังนั้นจึงต้องมีแนวทางการช่วยเหลือที่เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน และพร้อมให้คำปรึกษาแก่ SMEs ที่ไม่มีศักยภาพในการกู้ยืม เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจต้องล้มหายตายจากไป ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการประคองเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้
SME D Bank ชู “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” ด้วย “3 เติม” พาถึงเงินทุน-ความรู้-แก้หนี้ยั่งยืน
นายเดชา จตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการ SME D Bank กล่าวว่า SME D Bank เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ มีภารกิจหลักในการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยให้เข้าถึงแหล่งทุนและการพัฒนาธุรกิจเพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
การเปิด “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” ครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสร้างความยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย ฝ่า ฟัน ดึง ดัน ของ รมว.อุตสาหกรรม และนโยบาย Quick Win และ Big Win ของรัฐบาล โดยหัวใจสำคัญคือการผนึกกำลังของหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชนกว่า 15 แห่ง เพื่อให้ความช่วยเหลือ SMEs อย่างดีที่สุด
ด้าน นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank กล่าวเสริมว่า “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” เปิดให้บริการ ณ สาขาของ SME D Bank ทั้ง 96 สาขาทั่วประเทศ โดยมีจุดเด่นคือการรวมศักยภาพของหน่วยงานพันธมิตรเข้าไว้ในรูปแบบ One Stop Service เพื่อความช่วยเหลือที่เป็นระบบ รวดเร็ว และติดตามผลได้ต่อเนื่อง โดยให้บริการ 3 ด้านสำคัญ ดังนี้:
1. “เติมทุน” (สินเชื่อพิเศษ)
สนับสนุนผู้ประกอบการ SME เข้าถึงสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระสูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง ลงทุน หรือยกระดับกิจการ ผ่านโครงการสินเชื่อ เช่น:
- สินเชื่อ “SME Green Productivity”: วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการติดตั้งเครื่องจักรหรือระบบพลังงานสะอาด
- สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME”: วงเงินสูงสุด 1.5 แสนล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งทุนเสริมสภาพคล่อง หรือการเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ โดยอาจไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
- สินเชื่อ “Beyond SME”: วงเงินกู้ 15 ล้านบาทต่อราย เพื่อสนับสนุนการต่อยอด เพิ่มศักยภาพการลงทุน และเสริมสภาพคล่อง
2. “เติมความรู้” (พัฒนาธุรกิจดิจิทัล)
พัฒนาธุรกิจแบบครบวงจรผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล และเชื่อมโยงขีดความสามารถของภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และสถาบันการศึกษา เพื่อตอบสนองความต้องการในรูปแบบ Total Solution โดยมีฟีเจอร์สำคัญ เช่น:
- ระบบ “Business Health Check” ตรวจสุขภาพทางธุรกิจ
- ระบบ “E-Learning” รวบรวมหลักสูตรความรู้สำคัญ
- ระบบ “SME D Activity” สำหรับเข้าร่วมกิจกรรมเติมความรู้
- ระบบ “SME D Coach” บริการโค้ชและที่ปรึกษาธุรกิจมืออาชีพ
- ระบบ “SME D Market” ช่วยขยายตลาดด้วย E-marketplace
- ระบบ “SME D Privilege” มอบสิทธิประโยชน์และเครื่องมือเสริมแกร่งธุรกิจ
3. “เติมโอกาส” (แก้ไขหนี้อย่างยั่งยืน)
ดูแลและฟื้นฟูกิจการกลุ่มเปราะบางด้วยมาตรการ “3 ลด ปลดหนี้” ได้แก่:
- ลดผ่อน: ปรับวงเงินการผ่อนชำระให้สอดคล้องกับความสามารถของกิจการ
- ลดเงินต้น: ปรับโครงสร้างหนี้ เพิ่มความยืดหยุ่นทางธุรกิจ
- ลดดอกเบี้ยค้างชำระ: เพื่อลดภาระทางการเงินและสร้างโอกาสในการพลิกฟื้นกิจการ
“เราเชื่อว่าศูนย์ฝ่าฟันดัน SME จะเป็นส่วนสำคัญในการเติมศักยภาพให้ SME อยู่รอดและต่อยอด เติบโตอย่างมั่นคง โดยพิจารณาเป็นรายกรณี ทั้งจากความสามารถของลูกค้าแต่ละราย ความเดือดร้อน และกติกาที่เกี่ยวข้อง หากลูกค้าต้องการแก้ไขหรือฟื้นฟูกิจการ เราพร้อมที่จะหารือและหาแนวทางในการช่วยเหลือ เพื่อให้ SME อยู่รอดอย่างมั่นคงแข็งแรง และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล”นายพิชิตกล่าวทิ้งท้าย