โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เพื่ออะไร! ทหารกัมพูชา พาเมีย-ลูกขวบเศษ อาศัยในบังเกอร์แนวหน้า เข้าข่ายใช้พลเรือนเป็น “โล่มนุษย์”

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 21 ธ.ค. 2568 เวลา 03.45 น.

เพื่ออะไร! ทหารกัมพูชา พาเมีย-ลูกขวบเศษ อาศัยในบังเกอร์แนวหน้า เข้าข่ายใช้พลเรือนเป็น “โล่มนุษย์” ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

วันที่ 21 ธ.ค. 2568 มีรายงานว่า ทหารกัมพูชา พาเมีย และลูกน้อยวัยขวบเศษ เข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกันภายในบังเกอร์ ระหว่างผัวจับปืนสู้รบกับทหารไทยในแนวหน้า พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า กองทัพกัมพูชากำลังใช้พลเรือนเป็น "โล่มนุษย์" (Human Shields) เพื่อหวังผลในการปกป้องฐานที่มั่นของตนเองและขัดขวางปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมและละเมิดหลักสากลในการทำสงครามอย่างชัดเจน

การกระทำดังกล่าวขัดต่อ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law - IHL) อย่างชัดเจน มีดังต่อไปนี้

1. อนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) ตามอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 (ปี 1949) มาตรา 28 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า

"ห้ามใช้บุคคลที่ได้รับความคุ้มครอง (พลเรือน) มาเป็นเครื่องมือในการทำให้จุดยุทธศาสตร์หรือพื้นที่ทางการทหาร รอดพ้นจากการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายตรงข้าม"

2. พิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 (Additional Protocol I - 1977) ในมาตรา 51(7) ได้ขยายความชัดเจนขึ้นว่าห้ามใช้พลเรือนเพื่อบดบังเป้าหมายทางทหาร ห้ามบังคับทิศทางการเคลื่อนที่ของพลเรือนเพื่อใช้เป็นเกราะคุ้มกันกองทัพ การนำลูกเมียมาอยู่ในบังเกอร์กลางสนามรบ เข้าข่ายการใช้ "โล่มนุษย์" (Human Shields)

3. เข้าข่าย "อาชญากรรมสงคราม" (War Crimes) ตามธรรมนูญกรุงโรม (Rome Statute) ของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) การใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ถือเป็น อาชญากรรมสงคราม ประเภทหนึ่ง เพราะเป็นการจงใจดึงผู้บริสุทธิ์เข้ามาเสี่ยงอันตรายเพื่อหวังผลทางยุทธวิธี

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...