CES 2026 ส่งสัญญาณว่า งานของคนกำลังเปลี่ยน เพราะ AI เข้ามารับช่วงต่อมากขึ้น
หากมองเพียงผิวเผิน งาน CES 2026 ที่จัดขึ้นในเมืองลาสเวกัส สหรัฐ คือมหกรรมเทคโนโลยีผู้บริโภคที่ใหญ่ที่เต็มไปด้วยแกดเจ็ตใหม่ หุ่นยนต์ล้ำยุค และอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับบ้าน แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปในรายละเอียดของสิ่งที่ถูกนำมาแสดง กำลังสะท้อนอนาคตของ “การทำงาน” โดยไม่จำเป็นต้องพูดคำว่าการทำงานออกมาโดยตรง
CES ไม่ใช่งานด้านองค์กร ไม่ใช่งานทรัพยากรบุคคล และไม่ใช่งานประชุมผู้บริหาร แต่ทุกปี เทคโนโลยีจากงานนี้จะค่อยๆ ไหลจากบ้าน ไปสู่สำนักงาน โรงงาน โรงพยาบาล และสถานที่ทำงานรูปแบบใหม่ และ CES 2026 ก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่รอบนี้ การเปลี่ยนแปลงดูจะลึกกว่าเดิม เพราะปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมืออีกต่อไป แต่เริ่มขยับเข้าใกล้บทบาทของผู้ช่วยตัดสินใจและผู้จัดการกิจวัตร
ตลอดพื้นที่จัดแสดงในปีนี้ ภาพที่เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่เข้ามาดูแลงานประจำวัน ตั้งแต่หุ่นยนต์พับผ้า เดินขึ้นบันได ไปจนถึงระบบจัดการบ้านอัจฉริยะที่ควบคุมอุปกรณ์หลายสิบชิ้นพร้อมกัน ขณะเดียวกัน ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ถูกออกแบบมาให้คาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า ไม่ใช่แค่รอรับคำสั่งจากมนุษย์
เมื่อมองภาพเหล่านี้ผ่านเลนส์ของ “กรุงเทพธุรกิจ” สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ของเล่นใหม่ แต่คือการย้ายต้นทุนแรงงานจากมนุษย์ไปสู่เครื่องจักร
(REUTERS/Steve Marcus)
งานที่เคยต้องใช้เวลา ความใส่ใจ และแรงคน ถูกทำให้เป็นอัตโนมัติ สิ่งที่มนุษย์เหลือไว้ คือการกำหนดทิศทาง ตัดสินใจ และควบคุมระบบเหล่านั้น นี่คือการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ลงมือทำ ไปสู่ผู้จัดการการตัดสินใจอย่างเป็นรูปธรรม
อีกสัญญาณหนึ่งที่เห็นชัดจาก CES 2026 คือ คอมพิวติ้งเริ่มหลุดออกจากโต๊ะทำงานและหน้าจอแบบเดิม อุปกรณ์จำนวนมากในงานปีนี้ไม่ต้องการการกดปุ่ม ไม่ต้องจ้องหน้าจอ และไม่ต้องนั่งอยู่กับที่ เทคโนโลยีแบบสั่งงานด้วยเสียง อุปกรณ์สวมใส่ และระบบที่รับรู้บริบทแวดล้อม กลายเป็นแกนหลักของนวัตกรรม
ระบบไฟอัจฉริยะรุ่นใหม่จากบริษัท Govee เป็นหนึ่งในตัวอย่างนวัตกรรมที่สามารถปรับแสงตามกิจกรรมและสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติ รวมถึงแว่นตาอัจฉริยะและอุปกรณ์สวมศีรษะที่พัฒนาต่อจากแนวคิดเดิม ให้ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันมากขึ้น เทคโนโลยีเหล่านี้สะท้อนว่าการทำงานในอนาคตอาจไม่ต้องผูกติดกับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสำนักงานแบบเดิมอีกต่อไป
เมื่อคอมพิวติ้งกลายเป็นสิ่งที่ล้อมรอบตัวเรามากกว่าตั้งอยู่ตรงหน้า รูปแบบการทำงานก็เปลี่ยนตามไปด้วย การทำงานทางไกล การทำงานภาคสนาม หรือการทำงานแบบผสมผสาน กลายเป็นเรื่องปกติที่เทคโนโลยีรองรับได้จริง ไม่ใช่แค่แนวคิดเชิงนโยบายขององค์กร
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีสุขภาพกลายเป็นหนึ่งในหมวดที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดใน CES 2026 และนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะสุขภาพกำลังถูกนิยามใหม่จากเรื่องส่วนตัว ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของการทำงาน อุปกรณ์สุขภาพในงานปีนี้ ไม่ได้หยุดอยู่ที่การนับก้าวหรือวัดชีพจร แต่ขยับไปสู่การคาดการณ์สุขภาพระยะยาว
(NuraLogix)
กระจกอัจฉริยะ Longevity Mirror จากบริษัท NuraLogix ใช้การวิเคราะห์รูปแบบการไหลเวียนของเลือดบนใบหน้า เพื่อประเมินสุขภาพหัวใจ ระดับความเครียด ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด สุขภาพระบบเผาผลาญ และอายุชีวภาพ เทคโนโลยีลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ว่า สุขภาพไม่ใช่สิ่งที่ตรวจเมื่อป่วย แต่เป็นข้อมูลที่ควรถูกติดตามอย่างต่อเนื่อง
ในทิศทางเดียวกัน เครื่องชั่งอัจฉริยะ Body Scan 2 จากบริษัท Withings ถูกออกแบบให้วัดตัวชี้วัดทางชีวภาพมากกว่าหกสิบรายการ รวมถึงสุขภาพระดับเซลล์ และส่งสัญญาณเตือนเมื่อพบความผิดปกติ แนวคิดนี้สอดคล้องกับโลกการทำงานที่ต้นทุนการลาป่วย การขาดงาน และประสิทธิภาพของแรงงาน กลายเป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจที่องค์กรให้ความสำคัญมากขึ้น
อุตสาหกรรมความงามก็ขยับเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน L'Oréal เปิดตัวหน้ากากแสงไดโอดเปล่งแสงเพื่อดูแลผิว และอุปกรณ์จัดแต่งผมที่ใช้แสงอินฟราเรด เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้พูดถึงการทำงานโดยตรง แต่สะท้อนภาพสังคมที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ สุขภาพ และอายุทางชีวภาพ ซึ่งล้วนส่งผลต่อโอกาสทางอาชีพในโลกจริง
ด้านโภชนาการ เทคโนโลยีจากบริษัท Garmin และบริษัท Abbott นำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ช่วยวิเคราะห์ผลของอาหารต่อร่างกาย ขณะที่กล้องอาหารต้นแบบจากบริษัท Amazfit ถูกออกแบบให้บันทึกพฤติกรรมการกินโดยอัตโนมัติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ข้อมูลสุขภาพกำลังกลายเป็นข้อมูลสำคัญไม่ต่างจากข้อมูลการทำงานหรือข้อมูลการเงิน
แนวโน้มที่น่าสนใจอีกด้าน คือ การลดการพึ่งพาหน้าจอในอุปกรณ์สุขภาพ อุปกรณ์สวมข้อมือ Luna Band ถูกออกแบบให้ไม่มีหน้าจอ ไม่มีค่าบริการรายปี และใช้การสั่งงานด้วยเสียงผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ LifeOS เพื่อให้ผู้ใช้บันทึกข้อมูลสุขภาพโดยไม่ต้องจ้องหน้าจอ ขณะที่ระบบการนอนอัจฉริยะจากบริษัท Stareep แสดงให้เห็นการใช้ข้อมูลเพื่อปรับสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติ
เทคโนโลยีสุขภาพผู้หญิงก็ได้รับพื้นที่ชัดเจนในอุปกรณ์บรรเทาอาการปวดประจำเดือนจากบริษัท OhmBody แผ่นอนามัยตรวจฮอร์โมน FlowPad จากบริษัท Vivoo และอุปกรณ์สวมใส่ Peri จากบริษัท Peri เชื่อมโยงกับโลกการทำงานของผู้หญิงโดยตรง
แม้แต่ห้องน้ำ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สุด ก็ถูกดึงเข้าสู่ระบบข้อมูลสุขภาพ บริษัท Kohler บริษัท Throne และบริษัท Vovo นำเสนอเทคโนโลยีวิเคราะห์ปัสสาวะและพฤติกรรมการใช้งาน เพื่อติดตามสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ใช้
CES 2026 อาจไม่ได้พูดถึงโลกการทำงานตรงๆ แต่สิ่งที่ถูกนำมาแสดงทั้งหมด กำลังบอกอย่างชัดเจนว่า อนาคตของการทำงานจะขับเคลื่อนด้วยข้อมูล สุขภาพ การตัดสินใจ และความสามารถในการอยู่ร่วมกับเครื่องจักรมากกว่าการทำงานหนักแบบเดิม
นี่คือสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่นักลงทุน ธุรกิจ และแรงงาน ไม่อาจมองข้ามได้
อ้างอิง: The Independent CNET และ Forbes