โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

CES 2026 ส่งสัญญาณว่า งานของคนกำลังเปลี่ยน เพราะ AI เข้ามารับช่วงต่อมากขึ้น

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หากมองเพียงผิวเผิน งาน CES 2026 ที่จัดขึ้นในเมืองลาสเวกัส สหรัฐ คือมหกรรมเทคโนโลยีผู้บริโภคที่ใหญ่ที่เต็มไปด้วยแกดเจ็ตใหม่ หุ่นยนต์ล้ำยุค และอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับบ้าน แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปในรายละเอียดของสิ่งที่ถูกนำมาแสดง กำลังสะท้อนอนาคตของ “การทำงาน” โดยไม่จำเป็นต้องพูดคำว่าการทำงานออกมาโดยตรง

CES ไม่ใช่งานด้านองค์กร ไม่ใช่งานทรัพยากรบุคคล และไม่ใช่งานประชุมผู้บริหาร แต่ทุกปี เทคโนโลยีจากงานนี้จะค่อยๆ ไหลจากบ้าน ไปสู่สำนักงาน โรงงาน โรงพยาบาล และสถานที่ทำงานรูปแบบใหม่ และ CES 2026 ก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่รอบนี้ การเปลี่ยนแปลงดูจะลึกกว่าเดิม เพราะปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมืออีกต่อไป แต่เริ่มขยับเข้าใกล้บทบาทของผู้ช่วยตัดสินใจและผู้จัดการกิจวัตร

ตลอดพื้นที่จัดแสดงในปีนี้ ภาพที่เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่เข้ามาดูแลงานประจำวัน ตั้งแต่หุ่นยนต์พับผ้า เดินขึ้นบันได ไปจนถึงระบบจัดการบ้านอัจฉริยะที่ควบคุมอุปกรณ์หลายสิบชิ้นพร้อมกัน ขณะเดียวกัน ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ถูกออกแบบมาให้คาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า ไม่ใช่แค่รอรับคำสั่งจากมนุษย์

เมื่อมองภาพเหล่านี้ผ่านเลนส์ของ “กรุงเทพธุรกิจ” สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ของเล่นใหม่ แต่คือการย้ายต้นทุนแรงงานจากมนุษย์ไปสู่เครื่องจักร

(REUTERS/Steve Marcus)

งานที่เคยต้องใช้เวลา ความใส่ใจ และแรงคน ถูกทำให้เป็นอัตโนมัติ สิ่งที่มนุษย์เหลือไว้ คือการกำหนดทิศทาง ตัดสินใจ และควบคุมระบบเหล่านั้น นี่คือการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ลงมือทำ ไปสู่ผู้จัดการการตัดสินใจอย่างเป็นรูปธรรม

อีกสัญญาณหนึ่งที่เห็นชัดจาก CES 2026 คือ คอมพิวติ้งเริ่มหลุดออกจากโต๊ะทำงานและหน้าจอแบบเดิม อุปกรณ์จำนวนมากในงานปีนี้ไม่ต้องการการกดปุ่ม ไม่ต้องจ้องหน้าจอ และไม่ต้องนั่งอยู่กับที่ เทคโนโลยีแบบสั่งงานด้วยเสียง อุปกรณ์สวมใส่ และระบบที่รับรู้บริบทแวดล้อม กลายเป็นแกนหลักของนวัตกรรม

ระบบไฟอัจฉริยะรุ่นใหม่จากบริษัท Govee เป็นหนึ่งในตัวอย่างนวัตกรรมที่สามารถปรับแสงตามกิจกรรมและสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติ รวมถึงแว่นตาอัจฉริยะและอุปกรณ์สวมศีรษะที่พัฒนาต่อจากแนวคิดเดิม ให้ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันมากขึ้น เทคโนโลยีเหล่านี้สะท้อนว่าการทำงานในอนาคตอาจไม่ต้องผูกติดกับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสำนักงานแบบเดิมอีกต่อไป

เมื่อคอมพิวติ้งกลายเป็นสิ่งที่ล้อมรอบตัวเรามากกว่าตั้งอยู่ตรงหน้า รูปแบบการทำงานก็เปลี่ยนตามไปด้วย การทำงานทางไกล การทำงานภาคสนาม หรือการทำงานแบบผสมผสาน กลายเป็นเรื่องปกติที่เทคโนโลยีรองรับได้จริง ไม่ใช่แค่แนวคิดเชิงนโยบายขององค์กร

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีสุขภาพกลายเป็นหนึ่งในหมวดที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดใน CES 2026 และนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะสุขภาพกำลังถูกนิยามใหม่จากเรื่องส่วนตัว ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของการทำงาน อุปกรณ์สุขภาพในงานปีนี้ ไม่ได้หยุดอยู่ที่การนับก้าวหรือวัดชีพจร แต่ขยับไปสู่การคาดการณ์สุขภาพระยะยาว

(NuraLogix)

กระจกอัจฉริยะ Longevity Mirror จากบริษัท NuraLogix ใช้การวิเคราะห์รูปแบบการไหลเวียนของเลือดบนใบหน้า เพื่อประเมินสุขภาพหัวใจ ระดับความเครียด ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด สุขภาพระบบเผาผลาญ และอายุชีวภาพ เทคโนโลยีลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ว่า สุขภาพไม่ใช่สิ่งที่ตรวจเมื่อป่วย แต่เป็นข้อมูลที่ควรถูกติดตามอย่างต่อเนื่อง

ในทิศทางเดียวกัน เครื่องชั่งอัจฉริยะ Body Scan 2 จากบริษัท Withings ถูกออกแบบให้วัดตัวชี้วัดทางชีวภาพมากกว่าหกสิบรายการ รวมถึงสุขภาพระดับเซลล์ และส่งสัญญาณเตือนเมื่อพบความผิดปกติ แนวคิดนี้สอดคล้องกับโลกการทำงานที่ต้นทุนการลาป่วย การขาดงาน และประสิทธิภาพของแรงงาน กลายเป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจที่องค์กรให้ความสำคัญมากขึ้น

อุตสาหกรรมความงามก็ขยับเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน L'Oréal เปิดตัวหน้ากากแสงไดโอดเปล่งแสงเพื่อดูแลผิว และอุปกรณ์จัดแต่งผมที่ใช้แสงอินฟราเรด เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้พูดถึงการทำงานโดยตรง แต่สะท้อนภาพสังคมที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ สุขภาพ และอายุทางชีวภาพ ซึ่งล้วนส่งผลต่อโอกาสทางอาชีพในโลกจริง

ด้านโภชนาการ เทคโนโลยีจากบริษัท Garmin และบริษัท Abbott นำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ช่วยวิเคราะห์ผลของอาหารต่อร่างกาย ขณะที่กล้องอาหารต้นแบบจากบริษัท Amazfit ถูกออกแบบให้บันทึกพฤติกรรมการกินโดยอัตโนมัติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ข้อมูลสุขภาพกำลังกลายเป็นข้อมูลสำคัญไม่ต่างจากข้อมูลการทำงานหรือข้อมูลการเงิน

แนวโน้มที่น่าสนใจอีกด้าน คือ การลดการพึ่งพาหน้าจอในอุปกรณ์สุขภาพ อุปกรณ์สวมข้อมือ Luna Band ถูกออกแบบให้ไม่มีหน้าจอ ไม่มีค่าบริการรายปี และใช้การสั่งงานด้วยเสียงผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ LifeOS เพื่อให้ผู้ใช้บันทึกข้อมูลสุขภาพโดยไม่ต้องจ้องหน้าจอ ขณะที่ระบบการนอนอัจฉริยะจากบริษัท Stareep แสดงให้เห็นการใช้ข้อมูลเพื่อปรับสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติ

เทคโนโลยีสุขภาพผู้หญิงก็ได้รับพื้นที่ชัดเจนในอุปกรณ์บรรเทาอาการปวดประจำเดือนจากบริษัท OhmBody แผ่นอนามัยตรวจฮอร์โมน FlowPad จากบริษัท Vivoo และอุปกรณ์สวมใส่ Peri จากบริษัท Peri เชื่อมโยงกับโลกการทำงานของผู้หญิงโดยตรง

แม้แต่ห้องน้ำ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สุด ก็ถูกดึงเข้าสู่ระบบข้อมูลสุขภาพ บริษัท Kohler บริษัท Throne และบริษัท Vovo นำเสนอเทคโนโลยีวิเคราะห์ปัสสาวะและพฤติกรรมการใช้งาน เพื่อติดตามสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ใช้

CES 2026 อาจไม่ได้พูดถึงโลกการทำงานตรงๆ แต่สิ่งที่ถูกนำมาแสดงทั้งหมด กำลังบอกอย่างชัดเจนว่า อนาคตของการทำงานจะขับเคลื่อนด้วยข้อมูล สุขภาพ การตัดสินใจ และความสามารถในการอยู่ร่วมกับเครื่องจักรมากกว่าการทำงานหนักแบบเดิม

นี่คือสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่นักลงทุน ธุรกิจ และแรงงาน ไม่อาจมองข้ามได้

อ้างอิง: The Independent CNET และ Forbes

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...