เชลยศึกสงครามลาว (7)
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (7)
ปิดล้อม
พันเอกเหงียน ชวง นักรบผ่านศึกเดียนเบียนฟูอธิบายรายละเอียดแผนการปิดล้อมทหารไทยที่บ้านนาไว้ดังนี้…
“พื้นที่ส่วนกลางของบ้านนา ประกอบด้วยที่มั่นแข็งแรงเป็นจำนวนมาก เป้าหมายสำคัญคือกลุ่มที่ตั้งของปืนใหญ่กระสุนวิถีโค้ง 105 ม.ม. และเครื่องยิงระเบิด 4.2 นิ้ว คลังสิ่งอุปกรณ์ พื้นที่ขึ้นลงเฮลิคอปเตอร์ พื้นที่สูงของสันเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือประกอบด้วยกลุ่มที่มั่นแข็งแรง 4 แห่ง พื้นที่นี้มีหน่วยระดับกองร้อยเพิ่มเติมกำลังจากกองพันทหารไทย และหน่วยทหารลาวรับผิดชอบ บริเวณสันเขาสูงข่มทางใต้ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองพันทหารลาวฝ่ายขวา SGU มีที่มั่นแข็งแรง 4 แห่งเช่นเดียวกัน
ข้าพเจ้าได้ขอให้ผู้บังคับหน่วยทุกคนแทรกซึมเล็ดลอดเข้าไปให้ใกล้ที่หมายที่สุด ทำการสำรวจแต่ละที่หมายอย่างละเอียดและใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจต่อที่หมายอย่างชัดเจนสำหรับการจัดทำแผนเข้าตีต่อแต่ละที่หมายต่อไป
แผนการปฏิบัติต่อที่หมายซึ่งมีการดัดแปลงที่มั่นอย่างแข็งแรงของทหารไทยที่บ้านนา จะเริ่มด้วยการวางกำลังปิดล้อมอย่างเหนียวแน่นด้วยกำลังของเราทั้งสิ้นที่มีอยู่ จากนั้นก็บีบกระชับวงล้อมให้แน่นขึ้นตามลำดับด้วยการขุดแนวคูรบรุกคืบเข้าประชิดที่หมายให้แน่นขึ้นเพื่อบีบรัดข้าศึกในวงล้อมที่เล็กลง เมื่อขุดสนามเพลาะรุกคืบหน้าเข้าไปประชิดขอบหน้าที่ตั้งทหารไทยได้แล้วให้ตัดลวดหนามตามวงรอบแนวป้องกันและสร้างช่องว่างให้เกิดขึ้น อาวุธหนักให้ระดมยิงและทำลายที่ตั้งยิงและกำจัดกำลังทหารไทยตามแนวเจาะนี้
หน่วยอาวุธหนักให้มุ่งขัดขวางและป้องกันมิให้เฮลิคอปเตอร์ลงจอดในที่มั่นของทหารไทยอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ทหารคนใดเล็ดลอดออกไปและไม่ให้มีทหารคนใดเข้ามาในพื้นที่ที่หมายได้
ให้กองร้อยเครื่องยิงระเบิด 120 ม.ม.ระดมยิงที่มั่นในส่วนกลางของบ้านนา ด้วยความมุ่งหมายหลักคือการกดดันไม่ให้ปืนใหญ่ข้าศึกสามารถยิงสนับสนุนได้ รวมทั้งการยิงทำลายที่หมายกองบังคับการกองพันทหารไทย
เราต้องทำให้ข้าศึกตกอยู่ในวงล้อม ให้ข้าศึกประสบกับความยากลำบากในการดำรงชีพ กินไม่ได้ นอนไม่ได้ และต้องอยู่ร่วมกับซากศพของผู้เสียชีวิต”
ยุทธวิธีต่อที่หมายบ้านนาของทหารไทยครั้งนี้ ไม่แตกต่างจากวิธีการที่กองทัพเวียดนามเหนือเคยใช้เผด็จศึกทหารฝรั่งเศสเมื่อ 18 ปีที่แล้ว
กลางวงล้อม
การปิดล้อมของฝ่ายเวียดนามเหนือเป็นไปตามแผน ที่ตั้งทหารไทยทั้งฐานยิงปืนใหญ่และทหารราบถูกทำลายอย่างหนัก การสูญเสียกำลังพลจากการยิงอาวุธหนักของข้าศึกมีอยู่ตลอดเวลา การส่งกำลังบำรุงทางอากาศเพื่อเพิ่มเติมกระสุนและเสบียงอาหารแทบจะทำไม่ได้ ทหารไทยต้อง “ประสบกับความยากลำบากในการดำรงชีพ กินไม่ได้ นอนไม่ได้ และต้องอยู่ร่วมกับซากศพของผู้เสียชีวิต” ขณะที่ บก.ฉก.วีพีมีคำสั่งให้ยืนหยัดป้องกันที่มั่นต่อไป
ร้อยโทประจักษ์ วิสุตกุล “หัวหน้าใจ” บันทึกไว้ใน “นรกบ้านนา” หลังถูกทหารเวียดนามเหนือปิดล้อมและกดดันด้วยการยิงของอาวุธหนักตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม พ.ศ.2514 ว่า
“ฮ.และเครื่องบินที่เคยลงมาส่งกำลังบำรุงทำได้ยากลำบากมาก ฮ.และเครื่องบินที่เคยลงมาส่งกำลังให้เราก็แทบจะไม่ค่อยได้เห็น นานๆ จะมาสักครั้ง เสบียงอาหารเราไม่ได้กินอาหารสดมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว กินแต่อาหารกระป๋องวนเวียนไปมาเพื่อความอยู่รอด ยังดีที่เรายังมีอาหารกระป๋องสะสมอยู่มากเพราะสามารถส่งโดยทิ้งร่มลงมาได้ หรือสามารถถีบลงมาจาก ฮ.ได้ไม่ต้องเสี่ยงมาก ที่แย่และทำให้ขวัญและกำลังใจของกำลังพลไม่ดีนัก คือผู้บาดเจ็บที่ต้องรอการส่งกลับต้องทรมานมาก แต่ทาง บก.พัน ก็พยายามเสี่ยงทำ เพื่อขวัญและกำลังใจของพวกเรา
มีเครื่องบิน C-123 มาทิ้งร่มให้เรา มีทั้งเสบียง กระสุนปืนใหญ่ และกระสุนปืนอื่นๆ รวมทั้งยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นให้เราหลายเที่ยว กองพันคงขอความช่วยเหลือไปยัง บก.หน่วยเหนือเพื่อมาเพิ่มเติมเสบียง กระสุนให้เรา อย่างน้อยก็เพื่อขวัญและกำลังใจให้เราทนอยู่ต่อไป ผมทราบข่าวจากกองพันว่าเมื่อวานเราสูญเสียไปเกือบ 10 คนทั้งเจ็บและตาย
เราต้องวัดดวงอย่างนี้ทุกวัน อาวุธ กระสุน และเสบียงอาหารถูกส่งลงมาให้เราหลายเที่ยว บางร่มน่าเสียดายไปตกห่างมากคงไม่มีใครไปเอา บางร่มก็ลงหุบลึก ส่วนใหญ่ที่เราจะไปเอาได้คงตกบริเวณพื้นที่โล่ง บริเวณบ้านนาคือบริเวณสนามบิน นอกจากนั้นคงไม่มีใครเสี่ยงไปเอา ข้าศึกคงได้เสบียงของเราไปบ้างไม่มากก็น้อย ผมสั่งให้ลูกน้องรีบไปเอาเสบียงและกระสุนปืนเล็ก กระสุนเอ็ม 60 และระเบิดขว้างมาให้มากที่สุด
ระหว่างที่หลายกลุ่มพวกเรากำลังขนลากและลำเลียงยุทโธปกรณ์บนที่โล่งที่ทิ้งของและสัมภาระอยู่ รู้สึกว่าเสียงจาก บ.โจมตี เงียบหายไป ทันใดนั้นเสียงบึ้มตามด้วยกรี้มทันทีจาก ปรส.ข้าศึกที่ตั้งอยู่บนเขาสูงด้านทิศใต้ เป้าหมายคือพวกทหารเราที่กำลังลากขนสิ่งของอยู่ในพื้นที่โล่งทำให้กลุ่มทหารพวกเราแตกกระจาย คงต้องมีพวกเราโดนบ้างแน่ ไม่เจ็บก็ตาย เพราะมันเล็งตรงจากที่สูงลงมาเห็นที่หมายชัดเจน มันคงเลือกเป้าที่เป็นกลุ่มก้อนหลายๆ คน เรามองเห็นที่ตั้งของมันชัดเจนจากกลุ่มควันที่พุ่งออกมา ไม่กี่อึดใจ ปรส.75 ของเราก็ยิงตอบโต้ออกไปประมาณ 2 นัดเสียงบึ้ม บึ้ม กระสุนระเบิดใกล้กับกลุ่มควันที่เราเห็นจากการยิงของมัน หลังจาก ปรส.ของเรายิงตอบโต้ไปแล้ว เราก็ได้ยินเสียงแชด แชดของ ค.82
แน่นอน มันยิงจากที่ตั้งยิงตรงเนินเขาด้านทิศตะวันตก เป็นช่องว่างระหว่างกองร้อยสุรินทร์กับเนินตรวจการณ์ มันไม่ต้องการให้เราขนเสบียงและยุทธภัณฑ์อีกต่อไป”
ปรับแผนเข้าตี
การปิดล้อมบ้านนาของฝ่ายเวียดนามเหนือได้ผลตามแผน แต่เพียงอีก 4 วันก่อนเข้าตีแตกหักตามแผนที่กำหนดไว้ กองบัญชาการกองพล 316 ก็สั่งปรับแผนการเข้าตีใหม่ ให้โยกย้ายกองพันที่ 5 และ 6 ซึ่งเป็นกำลังหลักในการเข้าตีของพันเอกเหงียน ชวง ไปเป็นกองหนุนสำหรับกำลังที่จะเข้าตีล่องแจ้ง กำลังของกรม 165 จึงขาดหายไปถึง 2 กองพัน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของกำลังทั้งสิ้น ในขณะที่ภารกิจมิได้ลดลง
พันเอกเหงียน ชวง ผู้บังคับการกรม จึงได้เรียกประชุมผู้บังคับหน่วยจนถึงระดับผู้บังคับกองร้อย รวมทั้งฝ่ายอำนวยการกรมเพื่อหารือการปรับแผนการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกำลังที่เหลืออยู่
ในที่สุดที่ประชุมก็ตกลงใจเปลี่ยนแผนการปฏิบัติจากการเอาชนะอย่าง “รวดเร็ว” เป็นปฏิบัติการที่ “ยาวนาน” ขึ้น จากการเข้าตีทุกที่หมายพร้อมกันตลอดแนว เป็นการเข้าตี “ครั้งละที่หมาย-ครั้งละพื้นที่” ด้วยยุทธวิธี “ปิดล้อมและเข้าตี” ตามเดิม โดยยังคงยึดหลักรวมกำลังที่เหนือกว่าในการเข้าตีอย่างรุนแรงเพื่อบดขยี้แต่ละที่หมายไปตามลำดับ แล้วนำไปสู่การทำลายล้างข้าศึกทั้งหมดในที่สุด
หลังปรับแผนการปฏิบัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวเท่านั้นก่อนเริ่มปฏิบัติการตามแผน
2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2514 หลังการปิดล้อมยาวนานเดือนเศษ เมื่อทุกอย่างพร้อมตามแผนการรบที่ปรับใหม่ ก็ถึงขั้นการเข้าตี
สภาพ บก.พัน
ร้อยโทประจักษ์ วิสุตกุล “หัวหน้าใจ” บันทึกสภาพ บก.พัน ศูนย์สั่งการฐานบ้านนาหลังถูกทหารเวียดนามเหนือปิดล้อมและกดดันด้วยการยิงของอาวุธหนักตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม พ.ศ.2514 และกำลังจะถูกเข้าตีแตกหักว่า
“สภาพ บก.พัน ของเราเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของสิ่งของ ยุทธภัณฑ์มากมายกระจายอยู่เต็มไปหมดจากการถูกข้าศึกโจมตีด้วย ป.และจรวด ตั้งแต่เริ่มมาอยู่ที่บ้านนา มีเพียงแนวป้องกัน หลุมบังเกอร์เท่านั้นที่มีการซ่อมแซมดัดแปลงให้แข็งแรงมากขึ้น ส่วนใหญ่จะทำหลังคาเป็น 2 ชั้นเป็นอย่างน้อยเพื่อป้องกันอาวุธหนักของข้าศึก พวกเราส่วนมากกำลังเสริมและป้องกันเพื่อป้องกันการโจมตีของอาวุธหนัก ความสนใจเรื่องอื่นคงมาทีหลัง ต้องเอาตัวรอดก่อน
ผมมาถึง บก.พัน บังเกอร์ บก.พัน ใหญ่พอสมควร ขุดลงลึกไปมิดหัว 2 เมตรกว่า มีหลังคาบังเกอร์ 2 ชั้นเพื่อป้องกันลูกปืนใหญ่และจรวดไม่ให้ลงไประเบิดในบังเกอร์ รอบๆ บก.พัน ชั้นในมีลวดหนามล้อมรอบอย่างแข็งแรงอีกชั้นหนึ่ง สังเกตดูใน บก.พัน เจ้าหน้าที่หรือทหารแทบทุกคนกำลังขะมักเขม้นดัดแปลงหลุมหลบภัยให้ลึกจากพื้นบังเกอร์ลงไปเพื่อให้ปลอดภัยเมื่อถูกโจมตีด้วย ป.และจรวดจากข้าศึก
ทุกคนรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าจะรอดชีวิตได้อย่างไรในสถานการณ์คับขันเช่นนี้
ผมตะโกนถามเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่อยู่ในหลุมและกำลังขุดดินว่าจะพบผู้พันได้ที่ไหน เขามองหน้าผมและบอกว่าท่านอยู่หน้าบังเกอร์ กำลังขุดหลุมอยู่ตรงนั้น เขาชี้มือบอกทิศทาง
ผมก็มองไปมีทหารคนหนึ่งกำลังขุดหลุมอยู่หน้าบังเกอร์ซึ่งเป็นบังเกอร์ที่ทำอย่างดีและดูแข็งแรงเหมือนห้องอยู่ภายในบังเกอร์ บก.พัน อีกชั้นหนึ่ง คงจะเป็นผู้พันแน่ตามที่บอกกำลังขุดหลุมหลบภัยให้ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง
ทราบว่าทางหน่วยเหนือยังคงต้องการให้เรายึดพื้นที่บ้านนาไว้ให้นานที่สุด ทางหน่วยเหนือกำลังเตรียมการเสริมกำลังให้เราซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นเตรียมการ ต้องใช้เวลานานพอสมควร ภายหลังทราบว่าคือกองกำลังทหารเสือพราน ขอให้พวกเราอดทน เราต้องอดทนตามคำสั่งอย่างแน่นอน แต่จะทนได้ขนาดไหน เท่าไหร่ ไม่สามารถบอกได้”
กงล้อประวัติศาสตร์ที่เดียนเบียนฟูกำลังจะหมุนซ้ำรอยที่บ้านนา ฝ่ายรุกยังคงเป็นทหารเวียดนามเหนือแต่ฝ่ายรับเปลี่ยนจากทหารฝรั่งเศสเป็นทหารไทย
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (7)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly