โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เชลยศึกสงครามลาว (7)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 03 ธ.ค. 2568 เวลา 02.01 น. • เผยแพร่ 03 ธ.ค. 2568 เวลา 02.00 น.

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (7)

ปิดล้อม

พันเอกเหงียน ชวง นักรบผ่านศึกเดียนเบียนฟูอธิบายรายละเอียดแผนการปิดล้อมทหารไทยที่บ้านนาไว้ดังนี้…

“พื้นที่ส่วนกลางของบ้านนา ประกอบด้วยที่มั่นแข็งแรงเป็นจำนวนมาก เป้าหมายสำคัญคือกลุ่มที่ตั้งของปืนใหญ่กระสุนวิถีโค้ง 105 ม.ม. และเครื่องยิงระเบิด 4.2 นิ้ว คลังสิ่งอุปกรณ์ พื้นที่ขึ้นลงเฮลิคอปเตอร์ พื้นที่สูงของสันเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือประกอบด้วยกลุ่มที่มั่นแข็งแรง 4 แห่ง พื้นที่นี้มีหน่วยระดับกองร้อยเพิ่มเติมกำลังจากกองพันทหารไทย และหน่วยทหารลาวรับผิดชอบ บริเวณสันเขาสูงข่มทางใต้ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองพันทหารลาวฝ่ายขวา SGU มีที่มั่นแข็งแรง 4 แห่งเช่นเดียวกัน

ข้าพเจ้าได้ขอให้ผู้บังคับหน่วยทุกคนแทรกซึมเล็ดลอดเข้าไปให้ใกล้ที่หมายที่สุด ทำการสำรวจแต่ละที่หมายอย่างละเอียดและใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจต่อที่หมายอย่างชัดเจนสำหรับการจัดทำแผนเข้าตีต่อแต่ละที่หมายต่อไป

แผนการปฏิบัติต่อที่หมายซึ่งมีการดัดแปลงที่มั่นอย่างแข็งแรงของทหารไทยที่บ้านนา จะเริ่มด้วยการวางกำลังปิดล้อมอย่างเหนียวแน่นด้วยกำลังของเราทั้งสิ้นที่มีอยู่ จากนั้นก็บีบกระชับวงล้อมให้แน่นขึ้นตามลำดับด้วยการขุดแนวคูรบรุกคืบเข้าประชิดที่หมายให้แน่นขึ้นเพื่อบีบรัดข้าศึกในวงล้อมที่เล็กลง เมื่อขุดสนามเพลาะรุกคืบหน้าเข้าไปประชิดขอบหน้าที่ตั้งทหารไทยได้แล้วให้ตัดลวดหนามตามวงรอบแนวป้องกันและสร้างช่องว่างให้เกิดขึ้น อาวุธหนักให้ระดมยิงและทำลายที่ตั้งยิงและกำจัดกำลังทหารไทยตามแนวเจาะนี้

หน่วยอาวุธหนักให้มุ่งขัดขวางและป้องกันมิให้เฮลิคอปเตอร์ลงจอดในที่มั่นของทหารไทยอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ทหารคนใดเล็ดลอดออกไปและไม่ให้มีทหารคนใดเข้ามาในพื้นที่ที่หมายได้

ให้กองร้อยเครื่องยิงระเบิด 120 ม.ม.ระดมยิงที่มั่นในส่วนกลางของบ้านนา ด้วยความมุ่งหมายหลักคือการกดดันไม่ให้ปืนใหญ่ข้าศึกสามารถยิงสนับสนุนได้ รวมทั้งการยิงทำลายที่หมายกองบังคับการกองพันทหารไทย

เราต้องทำให้ข้าศึกตกอยู่ในวงล้อม ให้ข้าศึกประสบกับความยากลำบากในการดำรงชีพ กินไม่ได้ นอนไม่ได้ และต้องอยู่ร่วมกับซากศพของผู้เสียชีวิต”

ยุทธวิธีต่อที่หมายบ้านนาของทหารไทยครั้งนี้ ไม่แตกต่างจากวิธีการที่กองทัพเวียดนามเหนือเคยใช้เผด็จศึกทหารฝรั่งเศสเมื่อ 18 ปีที่แล้ว

กลางวงล้อม

การปิดล้อมของฝ่ายเวียดนามเหนือเป็นไปตามแผน ที่ตั้งทหารไทยทั้งฐานยิงปืนใหญ่และทหารราบถูกทำลายอย่างหนัก การสูญเสียกำลังพลจากการยิงอาวุธหนักของข้าศึกมีอยู่ตลอดเวลา การส่งกำลังบำรุงทางอากาศเพื่อเพิ่มเติมกระสุนและเสบียงอาหารแทบจะทำไม่ได้ ทหารไทยต้อง “ประสบกับความยากลำบากในการดำรงชีพ กินไม่ได้ นอนไม่ได้ และต้องอยู่ร่วมกับซากศพของผู้เสียชีวิต” ขณะที่ บก.ฉก.วีพีมีคำสั่งให้ยืนหยัดป้องกันที่มั่นต่อไป

ร้อยโทประจักษ์ วิสุตกุล “หัวหน้าใจ” บันทึกไว้ใน “นรกบ้านนา” หลังถูกทหารเวียดนามเหนือปิดล้อมและกดดันด้วยการยิงของอาวุธหนักตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม พ.ศ.2514 ว่า

“ฮ.และเครื่องบินที่เคยลงมาส่งกำลังบำรุงทำได้ยากลำบากมาก ฮ.และเครื่องบินที่เคยลงมาส่งกำลังให้เราก็แทบจะไม่ค่อยได้เห็น นานๆ จะมาสักครั้ง เสบียงอาหารเราไม่ได้กินอาหารสดมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว กินแต่อาหารกระป๋องวนเวียนไปมาเพื่อความอยู่รอด ยังดีที่เรายังมีอาหารกระป๋องสะสมอยู่มากเพราะสามารถส่งโดยทิ้งร่มลงมาได้ หรือสามารถถีบลงมาจาก ฮ.ได้ไม่ต้องเสี่ยงมาก ที่แย่และทำให้ขวัญและกำลังใจของกำลังพลไม่ดีนัก คือผู้บาดเจ็บที่ต้องรอการส่งกลับต้องทรมานมาก แต่ทาง บก.พัน ก็พยายามเสี่ยงทำ เพื่อขวัญและกำลังใจของพวกเรา

มีเครื่องบิน C-123 มาทิ้งร่มให้เรา มีทั้งเสบียง กระสุนปืนใหญ่ และกระสุนปืนอื่นๆ รวมทั้งยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นให้เราหลายเที่ยว กองพันคงขอความช่วยเหลือไปยัง บก.หน่วยเหนือเพื่อมาเพิ่มเติมเสบียง กระสุนให้เรา อย่างน้อยก็เพื่อขวัญและกำลังใจให้เราทนอยู่ต่อไป ผมทราบข่าวจากกองพันว่าเมื่อวานเราสูญเสียไปเกือบ 10 คนทั้งเจ็บและตาย

เราต้องวัดดวงอย่างนี้ทุกวัน อาวุธ กระสุน และเสบียงอาหารถูกส่งลงมาให้เราหลายเที่ยว บางร่มน่าเสียดายไปตกห่างมากคงไม่มีใครไปเอา บางร่มก็ลงหุบลึก ส่วนใหญ่ที่เราจะไปเอาได้คงตกบริเวณพื้นที่โล่ง บริเวณบ้านนาคือบริเวณสนามบิน นอกจากนั้นคงไม่มีใครเสี่ยงไปเอา ข้าศึกคงได้เสบียงของเราไปบ้างไม่มากก็น้อย ผมสั่งให้ลูกน้องรีบไปเอาเสบียงและกระสุนปืนเล็ก กระสุนเอ็ม 60 และระเบิดขว้างมาให้มากที่สุด

ระหว่างที่หลายกลุ่มพวกเรากำลังขนลากและลำเลียงยุทโธปกรณ์บนที่โล่งที่ทิ้งของและสัมภาระอยู่ รู้สึกว่าเสียงจาก บ.โจมตี เงียบหายไป ทันใดนั้นเสียงบึ้มตามด้วยกรี้มทันทีจาก ปรส.ข้าศึกที่ตั้งอยู่บนเขาสูงด้านทิศใต้ เป้าหมายคือพวกทหารเราที่กำลังลากขนสิ่งของอยู่ในพื้นที่โล่งทำให้กลุ่มทหารพวกเราแตกกระจาย คงต้องมีพวกเราโดนบ้างแน่ ไม่เจ็บก็ตาย เพราะมันเล็งตรงจากที่สูงลงมาเห็นที่หมายชัดเจน มันคงเลือกเป้าที่เป็นกลุ่มก้อนหลายๆ คน เรามองเห็นที่ตั้งของมันชัดเจนจากกลุ่มควันที่พุ่งออกมา ไม่กี่อึดใจ ปรส.75 ของเราก็ยิงตอบโต้ออกไปประมาณ 2 นัดเสียงบึ้ม บึ้ม กระสุนระเบิดใกล้กับกลุ่มควันที่เราเห็นจากการยิงของมัน หลังจาก ปรส.ของเรายิงตอบโต้ไปแล้ว เราก็ได้ยินเสียงแชด แชดของ ค.82

แน่นอน มันยิงจากที่ตั้งยิงตรงเนินเขาด้านทิศตะวันตก เป็นช่องว่างระหว่างกองร้อยสุรินทร์กับเนินตรวจการณ์ มันไม่ต้องการให้เราขนเสบียงและยุทธภัณฑ์อีกต่อไป”

ปรับแผนเข้าตี

การปิดล้อมบ้านนาของฝ่ายเวียดนามเหนือได้ผลตามแผน แต่เพียงอีก 4 วันก่อนเข้าตีแตกหักตามแผนที่กำหนดไว้ กองบัญชาการกองพล 316 ก็สั่งปรับแผนการเข้าตีใหม่ ให้โยกย้ายกองพันที่ 5 และ 6 ซึ่งเป็นกำลังหลักในการเข้าตีของพันเอกเหงียน ชวง ไปเป็นกองหนุนสำหรับกำลังที่จะเข้าตีล่องแจ้ง กำลังของกรม 165 จึงขาดหายไปถึง 2 กองพัน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของกำลังทั้งสิ้น ในขณะที่ภารกิจมิได้ลดลง

พันเอกเหงียน ชวง ผู้บังคับการกรม จึงได้เรียกประชุมผู้บังคับหน่วยจนถึงระดับผู้บังคับกองร้อย รวมทั้งฝ่ายอำนวยการกรมเพื่อหารือการปรับแผนการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกำลังที่เหลืออยู่

ในที่สุดที่ประชุมก็ตกลงใจเปลี่ยนแผนการปฏิบัติจากการเอาชนะอย่าง “รวดเร็ว” เป็นปฏิบัติการที่ “ยาวนาน” ขึ้น จากการเข้าตีทุกที่หมายพร้อมกันตลอดแนว เป็นการเข้าตี “ครั้งละที่หมาย-ครั้งละพื้นที่” ด้วยยุทธวิธี “ปิดล้อมและเข้าตี” ตามเดิม โดยยังคงยึดหลักรวมกำลังที่เหนือกว่าในการเข้าตีอย่างรุนแรงเพื่อบดขยี้แต่ละที่หมายไปตามลำดับ แล้วนำไปสู่การทำลายล้างข้าศึกทั้งหมดในที่สุด

หลังปรับแผนการปฏิบัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวเท่านั้นก่อนเริ่มปฏิบัติการตามแผน

2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2514 หลังการปิดล้อมยาวนานเดือนเศษ เมื่อทุกอย่างพร้อมตามแผนการรบที่ปรับใหม่ ก็ถึงขั้นการเข้าตี

สภาพ บก.พัน

ร้อยโทประจักษ์ วิสุตกุล “หัวหน้าใจ” บันทึกสภาพ บก.พัน ศูนย์สั่งการฐานบ้านนาหลังถูกทหารเวียดนามเหนือปิดล้อมและกดดันด้วยการยิงของอาวุธหนักตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม พ.ศ.2514 และกำลังจะถูกเข้าตีแตกหักว่า

“สภาพ บก.พัน ของเราเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของสิ่งของ ยุทธภัณฑ์มากมายกระจายอยู่เต็มไปหมดจากการถูกข้าศึกโจมตีด้วย ป.และจรวด ตั้งแต่เริ่มมาอยู่ที่บ้านนา มีเพียงแนวป้องกัน หลุมบังเกอร์เท่านั้นที่มีการซ่อมแซมดัดแปลงให้แข็งแรงมากขึ้น ส่วนใหญ่จะทำหลังคาเป็น 2 ชั้นเป็นอย่างน้อยเพื่อป้องกันอาวุธหนักของข้าศึก พวกเราส่วนมากกำลังเสริมและป้องกันเพื่อป้องกันการโจมตีของอาวุธหนัก ความสนใจเรื่องอื่นคงมาทีหลัง ต้องเอาตัวรอดก่อน

ผมมาถึง บก.พัน บังเกอร์ บก.พัน ใหญ่พอสมควร ขุดลงลึกไปมิดหัว 2 เมตรกว่า มีหลังคาบังเกอร์ 2 ชั้นเพื่อป้องกันลูกปืนใหญ่และจรวดไม่ให้ลงไประเบิดในบังเกอร์ รอบๆ บก.พัน ชั้นในมีลวดหนามล้อมรอบอย่างแข็งแรงอีกชั้นหนึ่ง สังเกตดูใน บก.พัน เจ้าหน้าที่หรือทหารแทบทุกคนกำลังขะมักเขม้นดัดแปลงหลุมหลบภัยให้ลึกจากพื้นบังเกอร์ลงไปเพื่อให้ปลอดภัยเมื่อถูกโจมตีด้วย ป.และจรวดจากข้าศึก

ทุกคนรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าจะรอดชีวิตได้อย่างไรในสถานการณ์คับขันเช่นนี้

ผมตะโกนถามเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่อยู่ในหลุมและกำลังขุดดินว่าจะพบผู้พันได้ที่ไหน เขามองหน้าผมและบอกว่าท่านอยู่หน้าบังเกอร์ กำลังขุดหลุมอยู่ตรงนั้น เขาชี้มือบอกทิศทาง

ผมก็มองไปมีทหารคนหนึ่งกำลังขุดหลุมอยู่หน้าบังเกอร์ซึ่งเป็นบังเกอร์ที่ทำอย่างดีและดูแข็งแรงเหมือนห้องอยู่ภายในบังเกอร์ บก.พัน อีกชั้นหนึ่ง คงจะเป็นผู้พันแน่ตามที่บอกกำลังขุดหลุมหลบภัยให้ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

ทราบว่าทางหน่วยเหนือยังคงต้องการให้เรายึดพื้นที่บ้านนาไว้ให้นานที่สุด ทางหน่วยเหนือกำลังเตรียมการเสริมกำลังให้เราซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นเตรียมการ ต้องใช้เวลานานพอสมควร ภายหลังทราบว่าคือกองกำลังทหารเสือพราน ขอให้พวกเราอดทน เราต้องอดทนตามคำสั่งอย่างแน่นอน แต่จะทนได้ขนาดไหน เท่าไหร่ ไม่สามารถบอกได้”

กงล้อประวัติศาสตร์ที่เดียนเบียนฟูกำลังจะหมุนซ้ำรอยที่บ้านนา ฝ่ายรุกยังคงเป็นทหารเวียดนามเหนือแต่ฝ่ายรับเปลี่ยนจากทหารฝรั่งเศสเป็นทหารไทย

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (7)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...