โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ระงับสแกนม่านตาแลกคริปโตฯ พบไม่ถูกหลัก PDPA สั่ง World ประเทศไทยลบข้อมูล 1.2 ล้านราย ภายใน 7 วัน

Thairath Money

อัพเดต 24 พ.ย. 2568 เวลา 11.49 น. • เผยแพร่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 11.48 น.
ภาพไฮไลต์

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC สั่ง“World โครงการสแกนม่านตาเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์” ระงับการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตาและให้ลบหรือทำลายข้อมูลทั้งหมดของประชาชนจำนวน 1,200,000 รายการ ภายใน 7 วัน หลังตรวจสอบและพบว่าการดำเนินการของ World ในประเทศเป็นไปโดยไม่ถูกต้องตามหลัก PDPA

คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้พิจารณารายละเอียดธุรกิจ “สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต” ซึ่งมีลักษณะเป็นการเก็บรวบรวม “ข้อมูลม่านตา” ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภท "ข้อมูลชีวภาพ" (Biometric Data) รวมถึงพยานหลักฐาน และคำชี้แจงของผู้ให้บริการธุรกิจดังกล่าว ซึ่งพบว่า

การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเก็บรวบรวม "ข้อมูลชีวภาพ" ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทข้อมูลอ่อนไหว มิได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ผู้ให้บริการได้ใช้วิธีจูงใจประชาชนด้วยการมอบเหรียญคริปโตเคอเรนซีเป็นค่าตอบแทน เพื่อแลกกับการให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการขอความยินยอมที่ไม่เป็นไปโดยอิสระตามที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนั้นการแจ้งวัตถุประสงค์ในขั้นตอนการขอความยินยอมแจ้งว่าเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่จากการตรวจสอบพบว่า ผู้เคยสแกนม่านตาไปแล้วไม่สามารถสแกนซ้ำได้ จึงชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันถึงตัวบุคคลที่สแกนไปแล้วด้วย การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวจึงเกินขอบเขตวัตถุประสงค์ที่ขอความยินยอมตั้งแต่แรก

สั่งระงับและทำลายข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านราย

ด้าน พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า ภายหลังจากการพิจารณาพยานเอกสาร พยานวัตถุ และคำชี้แจงของผู้ให้บริการ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ได้มีคำสั่งทางปกครอง ดังนี้

1. ให้ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลม่านตา ระงับหรืองดการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบการสแกนม่านตาเพื่อรับเหรียญคริปโตเคอเรนซีเพิ่มเติมโดยทันที และรายงานผลการดำเนินการดังกล่าวต่อสคส. ภายใน 7 วัน
2. ให้ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ลบทำลายข้อมูลม่านตาและข้อมูลส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องของประชาชนจำนวน 1.2 ล้านคนทั้งหมด เพื่อป้องกันการโอนย้ายถ่ายเทข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปยังต่างประเทศ โดยผิดกฎหมาย

การมีคำสั่งให้ดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่รั่วไหลและไม่ให้นำเอาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปใช้โดยไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่การซื้อขาย หรือใช้ประโยชน์ทางพาณิชย์โดยไม่ถูกต้อง การระงับการดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ผิดกฎหมาย

นอกจากนี้จากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากการตรวจพบการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวแล้วยังมีประเด็นที่น่าสงสัยอื่นๆ เช่น กรณีมีขบวนการจ้างคนมาสแกนม่านตาแลกเหรียญเพื่อนำไปให้บุคคลอื่นใช้

ก่อนหน้านี้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางออนไลน์ (บช.สอท.) ได้เข้าทำการจับกุมผู้ต้องหา มีพฤติกรรมเป็นนายหน้ารับซื้อเหรียญ World Coin จากประชาชนที่แห่ไปลงทะเบียนสแกนม่านตาผ่านเครื่อง Orb เพื่อรับเหรียญ World Coin นายหน้าคนดังกล่าวให้การว่ารับซื้อเหรียญดังกล่าวในราคา 28 บาทต่อ 1 เหรียญ ซึ่งคนที่ไปลงทะเบียนสแกนม่านตาจะได้รับเหรียญดิจิทัลจำนวน 30 เหรียญ หรือคิดเป็นเงิน 840 บาท เป็นค่าสแกนม่านตาโดยไม่มีใบอนุญาต

โดยการตรวจสอบขยายผลของ ก.ล.ต. และตำรวจไซเบอร์ได้ตรวจพบและมีการจับกุมผู้รับแลกเหรียญดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตมาแล้วหลายราย จึงเป็นเหตุสงสัยว่าอาจมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายอื่นๆ อีกซึ่งในส่วนนี้จะได้มีการสืบสวนขยายผลโดยเจ้าหน้าที่ DSI และเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญกำลังพิจารณาโทษตามคำสั่งปกครอง มูลค่าปรับต่อข้อมูลชีวภาพ 1 รายการหรือบัญชี (ID) ซึ่งตาม PDPA สามารถปรับได้ สูงสุด 5 ล้านบาทต่อ 1 รายการหรือบัญชี (ID) เนื่องจากข้อมูลม่านตาถือเป็นข้อมูลอ่อนไหวสูงสุดเทียบเท่ากับ DNA ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า อย่างไรก็ตามยังมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนสรุปยอดค่าปรับ ซึ่งคาดว่าจะทราบภายในไม่เกิน 2 สัปดาห์

ไทม์ไลน์การติดตามและตรวจสอบโดย PDPC

  • 17 พฤษภาคม 2568 ทีมหน่วยงานสืบสวน PDPC Eagle Eye ตรวจพบความเสี่ยงโครงการ World ชวนประชาชนสแกนม่านตาผ่านเครื่อง Orb เพื่อแลกรับเหรียญดิจิทัล โดยมีการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบรวบรวมข้อมูลและพบการจ้างรับคนมาสแกน
  • 22 กรกฎาคม 2568 PDPC เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุม (ครั้งที่1) รับฟังการชี้แจงจากบริษัทฯ โดยให้บริษัทดำเนินการและส่งชี้แจงเพิ่มเติม
  • 4 กันยายน 2568 มีการจัดประชุมรับฟังการชี้แจงและแสดงหลักฐานจากบริษัท (ครั้งที่2) พบว่าเอกสารหลักฐานยังไม่ชัดเจนเพียงพอ
  • 19 กันยายน 2568 Tool for Humanity จัดงาน Orb Technical Deep Dive พิสูจน์หลักฐานต่อสาธารณชน พบระบบสามารถย้อนระบุตัวบุคคลนั้นได้ มีการแจ้งเตือนการขอการใช้ข้อมูลผู้ใช้โดยไม่แจ้งวัตถุประสงค์ดังกล่าว ซึ่งผิดหลัก PDPA นอกจากนี้บริษัทฯ ยังคงโฆษณาชวนประชาชนสแกนม่านตา โดยไม่แก้ไข ไม่มีการแจ้งวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน
  • วันที่ 3 ตุลาคม 2568 PDPC เสนอเรื่องต่อ กชช. ตาม ม.76 และมีการพิจารณาข้อเท็จจริงในวันที่ 22 ตุลาคม และได้มีการออกหนังสือคำสั่งปกครองเพื่อสั่งระงับและให้ลบข้อมูลในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568

ก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน Tool for Humanity ได้จัดงานแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงหลังมีประเด็นถกเถียงสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลและการหลอกลวงผู้ใช้ให้สแกนม่านตาเพื่อแลกกับเงิน โดยภายในงานได้มีการยืนยันความปลอดภัยการให้บริการ ระบุ บริษัทฯ ไม่ได้ซื้อ เก็บ และขายข้อมูลชีวมิติ นอกจากนี้ บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด โดยมีการปรึกษากับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งก่อนและหลังเข้ามาดำเนินงานในประเทศไทยและยังคงขอคำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC)

เช้าวันที่ 24 พฤศจิกายน World ประเทศไทย ได้ประกาศระงับการให้บริการในประเทศไทย หลังได้รับคำสั่งทางปกครองผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง โดยระบุว่า “ตามที่ได้รับจดหมายจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) บริษัทฯ ได้ระงับกระบวนการยืนยันความเป็นมนุษย์จริงในประเทศไทยชั่วคราว คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ แม้บริษัทฯ จะได้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของประเทศไทยอย่างครบถ้วน รวมถึงผ่านกระบวนการตรวจสอบและปฏิบัติตามข้อบังคับมาโดยตลอด โดยบริษัทฯ ได้ให้ข้อมูลและความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรงไปตรงมาในทุกขั้นตอน”

อย่างไรก็ตามทาง PDPC และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยืนยันว่า Tool for Humanity ได้มีการยื่นขอใบอนุญาตมายังสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) แต่ไม่ได้อนุญาตการให้บริการ ซึ่งถือว่าไม่เข้าเกณฑ์ แม้จะมีการติดต่ออีกรอบผ่าน PDPC เพื่อขออนุญาตเก็บข้อมูล แต่ก็ไม่ได้รับการอนุญาตเพราะไม่เข้าเกณฑ์เช่นเดียวกัน

ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า จากการสืบสวนผ่านความร่วมมือทั้งตำรวจไซเบอร์และเจ้าหน้าที่ PDPC ฝังตัวตรวจสอบเป็นเวลาหลายเดือน พบว่า ประชาชนจำนวนมากไม่ทราบชัดเจนว่าข้อมูลม่านตาจะถูกเก็บและนำไปใช้อย่างไร รวมถึงระบบคริปโตฯ และเหรียญตอบแทนทำงานอย่างไร

บางพื้นที่พบมีการตั้งจุดสแกนแบบลับๆ และมีการเกณฑ์คนเป็นกลุ่ม โดยใช้อุปกรณ์มือถือที่ไม่ใช่ของประชาชนเองและให้สแกนบนเครื่องที่จัดเตรียมไว้ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนจำนวนมากได้รับผลตอบแทนเพียงครั้งแรก แต่เหรียญดังกล่าวที่ถูกโอนเป็นรายเดือนนั้นไม่ได้เข้าวอลเล็ตของเจ้าตัวจริง ซึ่งมีความเสี่ยงด้านการถูกนำข้อมูลไปใช้ในเชิงผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ PDPC ได้มีการส่งข้อมูลทั้งหมดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบสวนต่อ ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) , สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และจะรายงานต่อคณะกรรมการตาม พ.ร.ก. มาตรา 13 ต่อไป รวมถึงการยกระดับมาตรการเพิ่มเติมในอนาคต โดยเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองข้อมูลอ่อนไหวของประชาชน และการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่ปิดกั้นการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ แต่อย่างใด

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ระงับสแกนม่านตาแลกคริปโตฯ พบไม่ถูกหลัก PDPA สั่ง World ประเทศไทยลบข้อมูล 1.2 ล้านราย ภายใน 7 วัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...