โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จากศิลปิน สู่ผู้บริหาร โอ๊ค Big Ass - สมเมย์ Labanoon กับภารกิจปั้น VOM RECORDS และ Rock Alarm

Thairath Money

อัพเดต 19 ธ.ค. 2568 เวลา 10.57 น. • เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2568 เวลา 10.51 น.
ภาพไฮไลต์

หากเอ่ยถึงเพลงฮิตติดหูอย่าง “ก่อนตาย”, “เล่นของสูง”, “ยาม” หรือ“เชือกวิเศษ” เชื่อว่าทำนองและเนื้อร้องเหล่านี้คงวนเวียนอยู่ในความทรงจำของใครหลายคนจนสามารถร้องตามได้อย่างขึ้นใจ แต่เบื้องหลังความสำเร็จของบทเพลงระดับตำนานเหล่านี้ สิ่งที่เป็นกลไกสำคัญคือประสบการณ์ที่โชกโชนของสมาชิกวงร็อกระดับแนวหน้าของเมืองไทย

ซึ่งคงไม่มีใครไม่รู้จัก “พงษ์พันธ์ พลสิทธิ์” หรือโอ๊ค Big Ass มือเบสมากฝีมือผู้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์เพลงร็อกอมตะ และ “ณัฐนนท์ ศรีศรานนท์” หรือสมเมย์ Labanoon มือกลองจังหวะจัดจ้าน ที่ต่างก็เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนวงให้ประสบความสำเร็จผ่านบทเพลงฮิตมากมาย

วันนี้ทั้งสองไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่แค่บนเวทีคอนเสิร์ตอีกต่อไป แต่ได้ก้าวเข้ามาขับเคลื่อนวงการเพลงในฐานะผู้บริหาร ที่มีจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ มาจากการปรารถนาจะจัดคอนเสิร์ตเพื่อรื้อฟื้นบรรยากาศดนตรีร็อก และเมทัลยุค 2000 ได้นำไปสู่การก่อตั้ง “VOM RECORDS” (วอม เรคคอร์ด) ค่ายเพลงที่ไม่ได้มุ่งหวังธุรกิจตั้งแต่ต้น แต่ขับเคลื่อนด้วย “Passion” และความสุขในการทำสิ่งที่รัก จนกลายมาเป็นค่ายเพลงที่น่าจับตามองที่สุดในพุทธศักราชนี้

และนี่คือเส้นทางที่น่าสนใจของ “สมเมย์ Labanoon” และ“โอ๊ค Big Ass” สองนักดนตรีผู้เปลี่ยนจากศิลปินบนเวที มาสู่ผู้บริหาร!

เมื่อศิลปินต้องสวมหมวก "ผู้บริหาร"

แน่นอนว่าการเปลี่ยนบทบาทจากคนเบื้องหน้ามาอยู่เบื้องหลังไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งคู่ยอมรับว่าต้องเริ่มต้นจากศูนย์ในแง่ของธุรกิจ แต่สิ่งที่พวกเขามีเหนือใครคือ "ความเข้าใจในหัวอกคนดนตรี"

“ข้อดีคือเรารู้ใจคนดนตรีด้วยกันว่าต้องการอะไรเพื่อให้โชว์ออกมาสมบูรณ์ที่สุด แต่ข้อเสียคือเราสปอยศิลปินหนักมาก เพราะเราอยากให้ทุกคนที่มาเล่นงานเราได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อส่งต่อพลังนั้นไปยังคนดู”สมเมย์ ณัฐนนท์ กล่าวถึงความท้าทาย

Branding ต้องชัด รายได้ต้องมี

เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ทั้งสองจึงต้องเรียนรู้เรื่องการตลาด การประชาสัมพันธ์ และการบริหารจัดการศิลปิน โดยวางโครงสร้างให้ Vom Records เป็น Ecosystem ที่ครบวงจร ตั้งแต่การเป็นค่ายเพลงที่มีศิลปินในสังกัด 9 วง ไปจนถึงการเป็น Production House และโปรโมเตอร์จัดคอนเสิร์ต

โดยเน้นการลงทุนกับอุปกรณ์และสตูดิโอของตัวเองเพื่อควบคุมต้นทุน และนำงบประมาณไปทุ่มเทกับภาพลักษณ์ (Branding) และคุณภาพของมิวสิกวิดีโอแทน และเมื่อนั้นคนจะนึกถึง Vom Records เมื่อต้องการฟังเพลงร็อก/เมทัล และนึกถึง Rock Alarm เมื่อต้องการดูงาน Rock Festival ระดับอินเตอร์

จุดเริ่มต้นจาก "ความรัก" สู่การสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง

ทั้งนี้เมื่อกล่าวถึง Rock Alarm เส้นทางสายใหม่นี้เริ่มต้นขึ้นจากจุดเล็ก ๆ ที่เรียกว่า "Passion" และความปรารถนาที่จะรื้อฟื้นบรรยากาศดนตรีร็อกและเมทัลยุค 2000 ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ณัฐนนท์ ศรีศรานนท์ (สมเมย์) มือกลอง Labanoon / Co-Founder Vom Records, Rock Alarm, Vorm Team เล่าย้อนกลับไปในปี 2018 ถึงที่มาของโปรเจกต์ “Rock Alarm” ว่าเกิดจากความโหยหาในยุคที่ดนตรีสายเดือดเฟื่องฟูสุดขีด เขาเพียงอยากปลุกพลังเหล่านั้นให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง จนไม่น่าเชื่อว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ Rock Alarm ได้เดินทางมาถึงครั้งที่ 7 และกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของชาวร็อกไปแล้ว

ขณะที่ พงษ์พันธ์ พลสิทธิ์ (โอ๊ค) มือเบสวง Big Ass / Co-Founder Vom Records, Rock Alarm, Vorm Team เสริมว่า Rock Alarm ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ตทั่วไป แต่คือคอมมูนิตี้เฉพาะกลุ่มที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะแฟนเพลงกลุ่มนี้มี “ใจ” และมีกำลังสนับสนุนที่พร้อมจะจ่าย เพื่อให้ได้เห็นสิ่งที่หาดูยากหรือโชว์ที่หาดูไม่ได้จากที่ไหน นั่นทำให้เราไม่ต้องไปแข่งกับใคร แต่เราแข่งกับตัวเองในการสร้างสรรค์งานที่ “โดนใจ”ผู้ฟังมากที่สุด

ก้าวใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม กับหัวใจที่ "เด็กลง"

ในปีนี้ Rock Alarm ขยายสเกลงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้นด้วย 4 เวที และทัพศิลปินกว่า 36 วง ในราคาบัตรที่จับต้องได้และสมเหตุสมผลตามยุคสมัย และที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือเราเริ่มเห็นกลุ่มคนฟังที่เด็กลงเรื่อยๆ จากเดิมที่ฐานแฟนคลับเป็นรุ่นใหญ่ (20-50 ปี) ตอนนี้กลุ่มวัยรุ่นอายุ 18 ปีก็เริ่มเข้ามาร่วมสนุกมากขึ้น คาดว่าปีนี้พื้นที่ของงานจะคึกคักไปด้วยผู้คนกว่า 10,000 คน

เพราะที่นี่… ทุกคนมีตัวตน

สมเมย์ ณัฐนนท์ กล่าวต่อไปว่า พฤติกรรมคนฟังรุ่นใหม่เปลี่ยนไปมาก พวกเขาไม่ได้แค่มาดูคอนเสิร์ต แต่เขาเลือกงานที่ไปแล้วรู้สึกว่า “ตัวเองมีตัวตน” งานที่สะท้อนรสนิยมและให้ความคุ้มค่ากับเงินทุกบาทที่เสียไป ถ้าเราทำให้เขารู้สึกได้ว่า “นี่คือที่ของเขา” งานก็ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก เพราะคนรักดนตรีร็อกในเมืองไทยนั้นมีอยู่มหาศาล และพวกเขาพร้อมจะออกมาปลดปล่อยพลังเสมอ

จุดขายของงาน Rock Alarm

  • Community Rock: เป็นงานที่คอมมูนิตี้คนรักเพลงร็อก เมทัล ได้มาอยู่รวมกัน ทุกคนกล้าแต่งตัวตามแฟชั่นได้อย่างเต็มที่
  • Shopping: มีสินค้าของวงดนตรีให้เลือกซื้อมากมาย
  • ศักยภาพของวงดนตรีไทย: ผู้ชมจะได้เห็นวงดนตรีไทยที่มีศักยภาพไม่แพ้ประเทศเพื่อนบ้าน
  • เปิดโอกาสให้เด็กยุคใหม่: มีเวทีสำหรับศิลปินร็อกรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเวทีที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่รู้ว่ามีเวทีใหญ่ที่พร้อมให้โอกาสและมีคนดูพร้อมสนับสนุน รวมถึงได้ดูวงรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการพบปะกันระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องในงานอย่างเป็นกันเอง ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ดี

“สำหรับเป้าหมายสูงสุด คือการทำให้ Rock Alarm เป็น Rock Festival ระดับอินเตอร์ที่ไม่แพ้ชาติใดในอาเซียน" เพื่อให้คนไทยไม่ต้องเดินทางไปดูเทศกาลดนตรีร็อกต่างประเทศอีกต่อไป และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรอบด้วย” สมเมย์ ณัฐนนท์ กล่าว

ล้วงกระเป๋า Rock Star

เมื่อถามถึงความมั่นคงของอาชีพนักดนตรีในปัจจุบัน พวกเขาเห็นว่ากระแสดนตรีและเงินเฟ้อทำให้ต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดี โดย สมเมย์ ณัฐนนท์ มองว่า จะไม่โฟกัสแค่ดนตรีอย่างเดียว แต่จะนำเงินที่ได้ไปต่อยอดในการลงทุนทำธุรกิจอื่น ๆ ด้วย เช่น เป็น Developer อสังหาริมทรัพย์ (สร้างบ้านขาย), ทำค่ายเพลง และทำสตูดิโอ เพื่อให้มีรายได้หลายทาง

สำหรับ โอ๊ค พงษ์พันธ์ แบ่งการลงทุน 2 ส่วน คือ 1. ลงทุนทรัพย์สิน เช่น Bitcoin และทองคำ และ 2. ลงทุนความรู้ โดยพยายามไปเรียนเสริมเรื่องซาวด์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อนำมาเสริมการทำงาน และนำเงินส่วนหนึ่งไปทำในสิ่งที่ชอบ เช่น เปิด Studio สำหรับซ้อมดนตรี พร้อมกับแบ่งสัดส่วนรายได้มาออมไว้อย่างน้อย 10-30%

การบริหารเงินในฐานะหุ้นส่วน ของ 2 นักบริหาร

  • จัดการทุกอย่างแบบ 50/50
  • ทำ PNL รายงานทางการเงินที่สรุปรายรับ-รายจ่ายของธุรกิจ เพื่อให้รู้ต้นทุนที่ชัดเจน และประเมินความสมเหตุสมผลของผลกำไรที่จะได้กลับมา
  • มี "ภรรยา" เป็นหลังบ้านที่แข็งแรง คอยดูระบบบัญชีและการใช้จ่ายทั้งหมด คอยห้ามและเตือนไม่ให้ใช้เงินตามอารมณ์ของศิลปิน
  • หากมีการขาดทุน ก็ต้องมองว่าได้ “Branding” หรือสิ่งอื่น ๆ กลับมาหรือไม่ หากได้แบรนดิ้งที่ดีกลับมา ก็ยังถือว่าคุ้มค่า

ทั้งโอ๊ค Big Ass และ สมเมย์ Labanoon สะท้อนให้เห็นว่า เบื้องหลังเสียงดนตรีและแสงไฟบนเวที ความสุขที่แท้จริงของนักดนตรีสายร็อกคือการได้เชื่อมต่อความรู้สึกกับผู้ชม การได้เห็นรอยยิ้มและพลังจากคนที่ตั้งใจมาดูคือรางวัลที่มีค่ามากกว่าตัวเงิน สิ่งสำคัญคือการได้ทำในสิ่งที่รักควบคู่ไปกับการเห็นคนรอบข้างและทีมงานมีความสุข โดยมีความสำเร็จสูงสุดคือการสามารถดูแลครอบครัวได้จากการเดินบนเส้นทางสายนี้

ในแง่ของการประคองชีวิตให้มั่นคง การบริหาร “อารมณ์” และ “การเงิน” เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน เนื่องด้วยนักดนตรีมักใช้ความรู้สึกนำทางในการตัดสินใจ การมีคู่คิดหรือครอบครัวที่ช่วยดึงสติให้อยู่ในร่องในรอย จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตสมดุล ขณะเดียวกันวินัยทางการเงินก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ การรู้จักแบ่งสัดส่วนรายได้มาออมไว้อย่างน้อย 10-30% ไม่ใช่แค่เพื่อการเกษียณในอนาคตเท่านั้น แต่ยังเป็นทุนสำรองสำหรับการหาความรู้และต่อยอดงานสร้างสรรค์ เพื่อให้จิตวิญญาณร็อกสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกแห่งความเป็นจริง

ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/business_marketing

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จากศิลปิน สู่ผู้บริหาร โอ๊ค Big Ass - สมเมย์ Labanoon กับภารกิจปั้น VOM RECORDS และ Rock Alarm

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...