โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การฮีลใจให้ยังคงเข้มแข็งและชอบตัวเองอยู่ในทุกขวบปีที่เติบโตของ ‘น้องอินเตอร์ รุ่งรดา’ นักแสดงเด็กวัย 14 ที่ถูกบูลลี่บนอินเทอร์เน็ต

Mirror Thailand

อัพเดต 12 ม.ค. เวลา 09.17 น. • เผยแพร่ 12 ม.ค. เวลา 09.17 น.
ภาพไฮไลต์

รู้ว่าเวลาผ่านไปไว แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะไวถึงขนาดนี้ เมื่อรู้ว่า ‘น้องอินเตอร์’ รุ่งรดา รุ่งลิขิตเจริญ นักแสดงเด็กคนเก่งได้เล่นบท ‘น้องเฌอ’ ในซิตคอม ‘สุภาพบุรุษสุดซอย’ ต่อเนื่องเข้าปีที่ 9 แล้ว และภาพจำเด็กแก้มป่องคนนั้น ก็โตมาเป็นเด็กอายุ 14 ที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น เรียนมัธยมฯ มีความคิดของตัวเอง เลือกรับงานเอง เริ่มรักสวยรักงามจนคุณแม่แซวว่าเครื่องสำอางเยอะกว่าแล้ว! เธอยังรักการเต้น (เรียนมา 8 ปีแล้วด้วย) เพราะนอกเหนือจากงานแสดง สิ่งที่เธออยากเป็นคือหมอและศิลปิน โดยมีพี่ๆ วง PiXXiE และ 4EVE เป็นไอดอล ซึ่งที่ตอนนี้เห็นเธอเข้าเฝือกที่แขนอยู่ ก็เพราะลื่นจากคลาสเต้น แม้จะเป็นอุบัติเหตุที่ไม่อยากให้เกิด แต่ก็เป็นอุบัติเหตุที่สะท้อนแพสชันในตัวเธอได้ดี

แม้เด็กคนนั้นที่โลดแล่นอยู่บนจอแก้วซึ่งทำให้หลายคนเอ็นดู เธอจะโตขึ้นมาเป็นเธอในวันนี้ แต่เธอก็ยังเป็น ‘คนเดิม’ ที่ยังคงความน่ารักสดใส เพิ่มเติมคือมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ตามวันเวลาที่เดินไปข้างหน้า ซึ่งสอนให้เธอ ‘เข้มแข็ง’ ขึ้นในทุกๆ วัน

และความเข้มแข็งนั้นก็ถูกหยิบมาใช้ทุกครั้งที่อินเตอร์โดนใครก็ไม่รู้บนโลกอินเทอร์เน็ต ‘บูลลี่’ หน้าตาของเธอ เด็กคนนี้ถูกคนใจร้ายหลายคนคอมเมนต์ว่า “หน้าแปลก” บ้างก็เอาเธอตอนนี้ไปเปรียบเทียบกับเธอตอนเด็ก เพื่อบอกว่า “ไม่น่าโตเลย ตอนเด็กน่ารักกว่า” ลามไปจนถึงบอกว่า “เธอมั่นใจเกินไป” และถึงตอนเวลาลงรูปบนโซเชียลฯ เธอจะชอบตัวเองและมองว่าตัวเองน่ารัก แต่เมื่อเห็นสารพัดคอมเมนต์เชิงลบ ก็ทำให้เธอเสียความมั่นใจไปช่วงหนึ่ง และหันกลับไปถามคุณพ่อคุณแม่ว่า “มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ? มันแปลกขนาดนั้นเลยเหรอ?”

แต่ครอบครัวแสนอบอุ่นที่เป็นดั่งหมอนอิงให้เธอพักพิง ก็จะบอกเธอเสมอว่า มันเป็นเรื่องปกติของการเติบโตที่คนเราจะหน้าเปลี่ยนไปบ้าง แต่เมื่อไม่สามารถอธิบายให้คนทั้งโลกเข้าใจได้ หรือรักเราได้ทุกคน สิ่งสำคัญที่อินเตอร์จดจำไว้คือ…“ถ้าเราชอบตัวเองตอนนี้ โอเคกับตัวเองตอนนี้ และสิ่งที่เราเป็นไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ปล่อยผ่านคำพูดเหล่านั้นไปดีกว่าค่ะ ไม่งั้นเราจะไม่มีความสุขเลย เขารู้สึกไม่โอเคกับเรา นั่นก็ให้เป็นความทุกข์ของเขาเอง”

ถึงอย่างนั้น “แม้จะรับมือได้ แต่เราก็ไม่ได้มีความสุขกับการที่เขามาคอมเมนต์แย่ๆ กับเรา ไม่ได้รู้สึกดีอยู่แล้วค่ะ”

เนื่องในเดือนแห่งวันเด็กแห่งชาติ ชวนอ่านบทสัมภาษณ์ ‘อินเตอร์’ สาวน้อยที่สนุกกับการเล่นคอนเทนต์ TikTok ตัด Vlog ไปเที่ยวเองกับมือ ควบคู่ไปกับการเป็นนักแสดงที่ยังคงไปต่อในเส้นทางนี้ และการพยายามใช้ชีวิตให้ดีที่สุดท่ามกลางสังคมที่ผู้คนต่าง ‘ตัดสิน’ กันเร็วเกินไป

เด็กที่คนชอบทักว่า ‘น้องเฌอ’

และใช่ ตอนเจอกัน เราก็เกือบทักน้องอินเตอร์ว่า ‘น้องเฌอ’ เช่นกัน ซึ่งเธอบอกว่าเป็นธรรมดามากๆ เพราะคนส่วนใหญ่ก็รู้จักเธอจากบทน้องเฌอ เวลาไปไหนมาไหนหลายคนจึงเดินเข้ามาทักว่าน้องเฌอ แต่จริงๆ แล้ว เธอคิดว่าก็ยังมีอีกบทบาทหนึ่งที่ทำให้คนรู้จักมากขึ้นเช่นกัน นั่นคือ นุดา จากเรื่อง เมีย 2018

แต่การเล่นบทน้องเฌอยาวนานมาถึง 9 ปี เธอไม่ค้านเลยสักนิดว่าตัวละครนี้เป็นบทบาทที่เธอรู้สึกผูกพันที่สุด และเธอก็คิดว่า ตัวน้องเฌอก็แทบจะถอดแบบมาจากน้องอินเตอร์ ใครอยากรู้ว่าชีวิตน้องอินเตอร์เป็นอย่างไร ให้เปิดดูสุภาพบุรุษสุดซอย เธอบอกว่าแทบจะคล้ายคลึงกันอย่างมากเลยทีเดียว

“พอเป็นซิตคอม หนูรู้สึกว่า 9 ปี มันผ่านไปเร็วมากเลยค่ะ เหมือนเป็นอีกครอบครัวหนึ่งของหนูเลย ด้วยความที่ฉากมันเป็นบ้าน นี่ก็เหมือนเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งของหนู พอไปถ่ายก็จะได้เจอกับพี่ชายทั้งสามคน สนุกมาก และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ไป”

“ตอนแรกๆ ที่เล่นเป็นบทน้องเฌอ ก็จะมีความเป็นเด็ก คนดูก็จะได้เห็นว่าพี่ๆ สามคนจะเลี้ยงน้องสาวคนนี้ยังไง แต่พอน้องเฌอเริ่มโตขึ้น เริ่มมีความเป็นวัยรุ่นขึ้น มีความคิดเป็นของตัวเอง ทำให้บทเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง แต่ก่อนบทจะเป็นเด็กๆ พี่สอนอะไรน้องก็ทำตาม แต่พอโตขึ้น เขาก็จะมีความคิดเป็นของตัวเอง มีทะเลาะกับพี่ๆ บ้าง คนที่ได้ดูก็จะรู้สึกว่า น้องก็มีมุมดื้อเหมือนกันนะ พี่ๆ จะรับมือกับน้องที่เริ่มโตเป็นวัยรุ่นยังไง เหมือนเราได้โตไปพร้อมๆ กับตัวละครค่ะ”

“พี่ๆ คนเขียนบทเขาก็จะถามว่าตอนนี้ชีวิตเราเป็นยังไงบ้าง เพราะน้องเฌออยู่ในวัยเดียวกับหนู เขาก็จะถามว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรอยากอัปเดตไหม ใครได้ดูสุภาพบุรุษสุดซอยก็เหมือนได้เห็นชีวิตของอินเตอร์ไปด้วย เพราะตัวละครค่อนข้างคล้ายคลึงกับหนูมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน พี่ๆ เขาก็จะเขียนมาจากชีวิตหนู ที่หนูสนใจสายวิทย์ อยากเป็นหมอ น้องเฌอก็เลยมีความฝันอยากเป็นหมอ หรือการสะท้อนความคิดว่าเด็กยุคนี้เขาคิดอะไร รู้สึกยังไงกับเหตุการณ์รอบตัว เขาชอบอะไร การที่พี่ชายต้องเข้าใจน้องมากขึ้นเมื่อน้องเริ่มรักสวยรักงาม พี่ก็คอยซัพพอร์ต พาไปซื้อเครื่องสำอาง ดูแลตัวเองเป็นเพื่อนน้อง ซึ่งชีวิตจริง หนูก็ได้ลองแต่งหน้าเองเวลาไปข้างนอก หรือมีงานก็แต่งหน้าเองเป็นบางครั้ง เพราะเป็นคนชอบแต่งหน้า และเป็นคนชอบดูด้วย แล้วพอดูเราก็ช้อปปิ้งลองเอามาแต่งบ้าง ไอเท็มที่ขาดไม่ได้คงเป็นลิป เชื่อว่าทุกคนน่าจะมีมากกว่า 1 แท่งอยู่แล้ว (หัวเราะ)”

“หรือการปล่อยให้น้องได้ไปเล่นกับเพื่อน ไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง ชีวิตจริงเราก็เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น ด้วยความที่เราอยากจะอธิบายความคิดของเรา ที่อาจไม่ตรงกับคุณพ่อคุณแม่บ้าง อยากจะบอกว่าเราคิดอะไรอยู่ ตอนเด็กกว่านี้เราอาจจะเคยทำตามที่คุณพ่อคุณแม่บอกทั้งหมด แต่พอโตขึ้นเราสามารถบอกกันได้ว่าเราคิดว่าแบบนี้ดีกว่า หรือเราเริ่มขอไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง เปิดโลกมากค่ะ เมื่อก่อนคุณพ่อคุณแม่จะไปส่ง แต่ตอนนี้ได้นั่งรถไฟฟ้าไปเองแล้ว ได้ลองใช้ชีวิตเองบ้าง”

“อย่างเมื่อก่อนแม่จะจัดหนังสือ จัดตารางอ่านหนังสือให้ ทำช็อตโน้ตให้ตอนประถม แต่พอโตขึ้นเราก็รับผิดชอบตัวเองมากขึ้น อ่านเอง จดโน้ตเอง รู้ว่าตัวเองจะต้องอ่านอะไรก่อน แม่แค่ซัพพอร์ตข้างหลัง แต่ให้เราได้ลองตัดสินใจด้วยตัวเอง หนูคิดว่ายิ่งโตก็ยิ่งต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นค่ะ”

แต่เมื่อภาพจำของ ‘น้องเฌอ’ ในหัวของบางคนยังเป็นเด็กน้อยคนเดิม ทว่าความเป็นจริง เด็กน้อยคนนั้นต้องเติบโตขึ้นในทุกๆ วัน มันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่ออินเตอร์ได้เห็นคอมเมนต์ที่บอกว่า อยากให้เธอดูเป็นเด็กตลอดเวลาหรือเหมือนเดิมอยู่ตลอดเวลา เพราะยึดติดกับภาพจำบางอย่าง ความคาดหวังนั้น อินเตอร์ยอมรับว่า “เวลาเห็นคนบอกว่าชอบเราตอนเด็กๆ มากกว่า มันส่งผลกับหนูเหมือนกัน มันทำให้หนูมาถามตัวเองว่า ถ้ายิ่งโตไปเขาจะไม่ชอบเราแล้วเหรอ เวลามีละครรีรัน เราเห็นตัวเองตอนเด็กๆ เราก็รู้ว่าทำไมตอนนั้นเขาถึงชื่นชอบเรา เพราะเราน่ารักจริงๆ แต่หนูก็อยากให้ทุกคนรักหนูในตอนที่หนูโตขึ้นด้วย หนูยังคงเป็นคนเดียวกับเด็กน้อยคนนั้น แค่มีรูปร่างเปลี่ยนไป หน้าเปลี่ยนไป แต่หนูยังเป็นคนเดิมที่เล่นละครได้ หนูพยายามโตตามวัย โตไปตามอายุของหนู”

และเมื่อถามถึงการเลือกรับบทต่างๆ ในวัยที่เติบโตขึ้น อินเตอร์บอกว่า “พอเป็นช่วงกำลังวัยรุ่น มันเหมือนเป็นช่วงคาบเกี่ยวว่า ถ้าเป็นบทลูกพระเอก-นางเอก อาจจะดูโตไปหรือเปล่า หรือถ้าเล่นบทที่โตไปเลย เราก็ยังไม่ได้โตขนาดนั้น บางคนเลยอาจจะยังนึกไม่ออกว่าเราควรจะเล่นเป็นอะไรในอายุประมาณนี้ ทำให้อาจจะยังไม่ค่อยมีบทที่ตรงกับเราในช่วงนี้ แต่ถ้าถามว่าหนูอยากลองรับบทอะไร จริงๆ หนูอยากลองเล่นหนังดูบ้าง หรือมิวสิคัลก็ได้ แล้วก็อยากเล่นบทที่มันต่างจากตัวเราอย่างบทดราม่า มันคงยาก แต่ท้าทายดีค่ะ”

เด็กที่ชอบที่ตัวเอง ‘มีความรับผิดชอบ’

คุณแม่ที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอยอมรับว่าเคยมีความกังวลว่า ถ้าอินเตอร์เข้าวงการเร็ว น้องจะพลาดชีวิตวัยเด็กของตัวเองไปหรือเปล่า แต่พอได้เห็นการแบ่งเวลาของลูกสาว ที่ทั้งทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย และ ‘เล่น’ กับเพื่อนไปด้วย ก็ทำให้รู้ว่า อินเตอร์ยังได้ใช้ชีวิตตามวัย เพียงแต่โลกของการทำงานได้ฝึกให้เธอมีความรับผิดชอบตั้งแต่เด็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าตัวเองบอกว่า “ชอบที่สุดในตัวเอง”

“ตอนนี้หนูขึ้น ม.2 แล้ว สิ่งที่หนูชอบในตัวเองมากที่สุดน่าจะเป็นความรับผิดชอบ หนูอดทน หนูขยัน ซึ่งพอโตขึ้น มันก็เหมือนมีสิ่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย หนูคิดว่าการมีความรับผิดชอบตั้งแต่เด็กมันส่งผลดีมากๆ ทำให้หนูสามารถจัดการอะไรได้ดีขึ้น ทั้งการเรียน การทำงาน อย่างจริงๆ เนื้อหาการเรียนมันก็ยากขึ้นตามวัยของเรา ถ้าเรามีความรับผิดชอบ เราจะรู้จักจัดการเวลาของตัวเอง จัดลำดับความสำคัญ บางทีหนูก็จะเอาหนังสือไปอ่านหรือเอาการบ้านไปทำที่กอง”

“จริงๆ มีคนคอยถามบ่อยๆ ว่า ไปเรียนด้วย ไปทำงานด้วย ไม่เหนื่อยเหรอ? มีงอแงบ้างไหม? เพราะมันดูหนักมาก ถ้าถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อยค่ะ แต่เรารู้ว่า ทั้งสองงานนี้ ทั้งการเรียนและการแสดงเป็นหน้าที่ของเรา เวลาเราจะไปแสดง เราจะตัดสินใจว่าเราจะแสดงเรื่องนี้ไหมหรือเล่นเรื่องนี้ไหม ทั้งหมดเราตัดสินใจด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าเราตัดสินใจไปแล้ว เราก็ต้องทำสิ่งที่เราเลือกให้ได้ดีที่สุด แม้กระทั้่งการเรียนที่สนใจสายวิทย์-คณิต หนูก็เลือกด้วยตัวเอง ไม่ได้มีใครบังคับ พอเลือกด้วยตัวเอง เราก็ต้องทำสิ่งที่เราเป็นคนเลือกให้มันดีที่สุด มันก็เหนื่อยแหละ แต่เราก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่ของเรา ก็เลยชอบที่เรามีความอดทนและขยัน”

พอเข้าวงการมาตั้งแต่ประมาณ 3 ขวบ จนตอนนี้ปี 2026 นั่นแปลว่าอินเตอร์ทำงานต่อเนื่องมานานถึง 10 ปี เธอคิดว่ามันมีส่วนทำให้เธอโตเร็ว เพราะ “ตั้งแต่เด็กๆ เราต้องขยันกว่าคนอื่น ตอนประถมฯ เพื่อนๆ อาจจะทำการบ้านที่เขาสั่งที่โรงเรียนเสร็จกันตั้งแต่ในห้อง แต่เราต้องตามเขาให้ทัน ทั้งการบ้านที่โรงเรียน และการบ้านที่สั่งให้กลับมาทำที่บ้าน หรือพอมีงานปุ๊บก็จะรีบทำให้เสร็จ จะไม่ดองงาน เพราะต้องถ่ายละคร ต้องเคลียร์งานให้เสร็จ เพราะถ้าเก็บไว้จะไปหนักตอนหลัง แล้วจะทำไม่ทัน มันทำให้หนูต้องรู้จักมีความรับผิดชอบ กลายเป็นว่าบางครั้งเวลาไปเที่ยวกับเพื่อน เราจะชอบชินกับการมีเวลาจำกัด และรู้สึกว่าต้องควบคุมเวลาให้เป็นไปตามแพลน ซึ่งพอเห็นว่าเพื่อนเขาอาจจะมีความยืดหยุ่นมากกว่า เราก็ได้ฝึกว่าจริงๆ เราไม่ต้องแพลนให้เป๊ะในทุกๆ เรื่องหรือตลอดเวลาก็ได้ หนูเลยไม่รู้สึกว่าหนูพลาดวัยเด็กไป เพราะหนูยังเข้ากับเพื่อนได้ และปรับตัวเก่ง หนูเป็น extrovert ค่ะ ชอบชวนคุย ชอบคุยกับทุกคน”

เด็กที่ต้องรับมือกับการ ‘ถูกบูลลี่’

อินเตอร์แฮปปี้กับการแทนตัวเองว่าเป็น ‘เด็กยุคติ๊กต็อก’ เธอพูดด้วยตาเป็นประกายว่า “หนูชอบเล่นติ๊กต็อกมากกกกก การเล่นคอนเทนต์เป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุข เพราะเวลาเราได้เต้นหรือได้เล่นคอนเทนต์มันเหมือนทำให้เราไม่ห่างหายไปจากหน้าจอ ทำให้แฟนคลับเราได้ติดตามเรา นอกเหนือจากเจอเราในละคร แต่ได้ดูชีวิตประจำวันเราไปด้วย เวลาไปเที่ยวหนูเลยจะชอบตัด vlog ซึ่งสนุกมากที่ได้ถ่ายแล้วเอามาตัดให้คนอื่นดู มีทั้งคลิปอัปเดตชีวิต คลิปเที่ยว คลิปงาน ที่หนูคิดเองเลยว่าถ่ายที่ไหน ถ่ายยังไง ตัดยังไง แล้วเอามาตัดเองทั้งหมด เรียนรู้เองเลยค่ะ”

พอได้ยินพูดถึงการเต้น เราถามอินเตอร์ทันทีถึงความชอบในการเต้นของเธอ เพราะเฝือกที่แขนตอนนี้ก็เป็นร่องรอยของแพสชันที่เธอบอกว่าตอนเต้นมันมีความสุขจริงๆ

“หนูชอบเต้นมาก จริงๆ อยากเรียนเต้นเพิ่มอีก แต่ตอนนี้เวลาได้เต้นในติ๊กต็อกก็มีความสุขแล้ว ซึ่งที่แขนหัก จริงๆ ก็เพราะเรียนเต้นค่ะ หนูเรียนเต้นแจ๊สมา 8 ปี เรียนทุกอาทิตย์ ที่เริ่มเรียนเพราะแจ๊สมันเป็นพื้นฐานของการเต้นทั่วไป มีทั้งเต้นเร็ว เต้นช้า มีการยืดขา มีการแยกส่วนของร่างกาย มันเหมือนเป็นเบสิกของการเต้นทุกอย่าง ถ้าเรามีพื้นฐานตรงนี้เราก็สามารถเอาไปประยุกต์กับการเต้นอื่นๆ ได้” อินเตอร์ยังบอกอีกว่าเธอมีฝันอยากจะเพอร์ฟอร์มให้ทุกๆ คนได้เห็น และมีวง PiXXiE และ 4EVE เป็นแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เธอชอบร้อง ชอบเต้น และชอบฟัง T-Pop

แต่เมื่อเติบโตในยุคอินเทอร์เน็ต บวกกับเป็นบุคคลสาธารณะ ปฏิเสธไม่ได้ว่าอินเตอร์สามารถเห็นข้อความต่างๆ ที่บางครั้งก็ ‘ใจร้าย’ ต่อเด็กคนหนึ่งไม่น้อย และข้อความเหล่านั้นก็เข้าข่ายการบูลลี่ ที่ส่งผลต่อใจของคนที่โดน

“เมื่อก่อนเวลาเราเห็นคอมเมนต์ที่เขาเข้ามาว่าเรา เราจะไม่ค่อยเข้าใจว่า เขามาว่าเราทำไม คุณพ่อคุณแม่ก็จะคอยบอกว่า ไม่เป็นอะไร มันเป็นความคิดของแต่ละคน ทุกคนมีความคิดไม่เหมือนกัน เรารับฟังได้ เราอ่านได้ เราเห็นได้ ถ้าเป็นเรื่องจริงให้รับฟังแล้วเอามาปรับปรุง แต่ถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์ เราก็ควรปล่อยผ่านมันไป ไม่อย่างนั้นมันจะทำให้เราไม่มีความสุข ยิ่งอ่านยิ่งเครียด ยิ่งไม่มีความสุขจริงๆ ค่ะ”

“มีช่วงหนึ่งที่หนูกำลังโต เรามีความเปลี่ยนแปลง สูงขึ้น เริ่มใส่คอนแทคเลนส์เพราะว่าสายตาสั้น ช่วงนั้นคนก็บอกว่า ทำไมหน้าแปลกๆ หน้าแหลมๆ มันทำให้เรามีความไม่มั่นใจ ก็เลยมาถามคุณพ่อคุณแม่ว่าเราควรเปลี่ยนแปลงอะไรดีไหม มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ? มันแปลกขนาดนั้นเลยเหรอ? เพราะตอนลงรูปเราก็มองว่าเราน่ารักในแบบของเรา คนรอบตัวก็ไม่ได้ทักว่าหน้าเปลี่ยนไป คุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่า มันเป็นการเติบโตของเรา อาจมีหน้าเปลี่ยนบ้าง ไม่เหมือนเดิมบ้าง เมื่อก่อนหน้ากลม ตอนนี้หน้าอาจจะยืดขึ้น และเขาก็อาจจะจำภาพที่หนูเด็กๆ ตัวน้อย แก้มป่อง ตาโต พอมาเห็นอีกทีคนก็มองว่าไม่เหมือนเดิม”

“ที่บ้านจะบอกหนูเสมอว่า ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบคนหน้ากลม บางคนชอบคนมีคาง ตอนแรกที่โดนเราก็มีกังวล ไม่มั่นใจ รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเรา เขามาคอมเมนต์เรื่องหน้าตาหรือรูปลักษณ์เราเลยนะ แต่จริงๆ เราไม่สามารถไปอธิบายให้คนทุกคนฟังได้ หรือเข้าใจว่ามันเป็นการเติบโตตามปกติของเรา เราเลยต้องกลับมาอยู่กับตัวเองว่าเราจะคิดกับคอมเมนต์แบบนั้นยังไง…ถ้าเราชอบตัวเองตอนนี้ โอเคกับตัวเองตอนนี้ และสิ่งที่เราเป็นไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ปล่อยผ่านคำพูดเหล่านั้นไปดีกว่าค่ะ ไม่งั้นเราจะไม่มีความสุขเลย เขารู้สึกไม่โอเคกับเรา นั่นก็ให้เป็นความทุกข์ของเขาเอง หม่าม้าบอกหนูว่าถึงเขาจะไม่ได้ชอบหน้าตาแบบเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าหน้าตาเราแย่ ถ้าเราส่องกระจกแล้วเราแฮปปี้กับหน้าตาของเรา กับสิ่งที่เห็น มันก็โอเคแล้วจริงๆ ค่ะ”

“พอคุณแม่สอนแบบนี้ จริงๆ ก็ปรับความคิดเราว่ามันก็จริงนะ เขาอาจจะชอบแบบนี้ หรือไม่ชอบแบบนี้ เพราะทุกคนชอบไม่เหมือนกัน ขนาดเราชอบคนนี้ แต่คนนั้นเราอาจจะไม่ชอบ ถึงแม้จริงๆ มันจะไม่ควรไปคอมเมนต์แย่ๆ ใส่คนอื่น แต่เราก็ไม่สามารถไปบอกคนอื่นให้เขาไม่พิมพ์ได้ ที่เราทำได้คือการบอกตัวเอง…การคอมเมนต์แบบนี้มันไม่ดีอยู่แล้ว เพราะคนที่เห็นหรือคนที่โดน ถึงแม้จะรับมือได้ แต่เราก็ไม่ได้มีความสุขกับการที่เขามาคอมเมนต์แย่ๆ กับเรา ไม่ได้รู้สึกดีอยู่แล้วค่ะ”

คุณแม่ที่นั่งข้างๆ ลูกสาวแชร์ให้เราฟังว่า “บางทีเขาก็มาถามว่าทำไมคนถึงชอบไปคอมเมนต์ไม่ดีกับคนอื่น เราเลยถามเขาว่าแวบแรกที่อ่านคอมเมนต์หนูรู้สึกยังไงกับคนที่คอมเมนต์แบบนั้น”

อินเตอร์ตอบให้เราฟังว่า “หนูรู้สึกว่าเขาคอมเมนต์แบบที่ไม่ได้หวังดีกับเรา คอมเมนต์ให้เราตั้งใจรู้สึกแย่ ถ้าเรายิ่งอ่าน เราก็จะยิ่งได้รับความไม่หวังดีของเขา หม่าม้าก็จะบอกว่า ที่เขาคอมเมนต์ไม่ดี แสดงว่าความคิดเขาคือไม่ต้องการให้เราดีขึ้น เขาแค่อยากจะคอมเมนต์เฉยๆ เพราะสนุก ดังนั้นวิธีการแก้ของหนูคือ ปล่อยผ่าน ถ้าเราไปอ่านเยอะๆ มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นอยู่แล้ว”

“การบูลลี่มันไม่ใช่การชม มันคือการทำให้คนอื่นเขาไม่มั่นใจ หนูว่ามันส่งผลต่อคนที่โดนอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าเกิดเขาไม่ชอบเรา เขาก็จะบูลลี่อยู่ดี ซึ่งการบูลลี่มันขึ้นอยู่กับความคิดของคนที่เขาทำ เราก็ห้ามความคิดใครไม่ได้หรอกว่าจะให้เขาคิดดีต่อเรานะ เราไม่สามารถไปบังคับเขาได้ มันเลยอยู่ที่การรับมือของเราว่า เราจะรับมือกับคำพูดนั้นยังไง”

ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตาที่อินเตอร์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่บางครั้งเธอก็โดนบอกว่า “มั่นใจเกินไป” บ้างก็ตัดสินเธอว่าเป็นเด็กไม่น่ารักเร็วเกินไป ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รู้จักเธอจริงๆ เลยด้วยซ้ำ

“คนยุคนี้ตัดสินคนเร็วค่ะ ดูนิดหนึ่งก็ตัดสินแล้ว บางคนไม่ได้ติดตามเรามาตลอด แต่ไปเห็นคลิปสัมภาษณ์บางคลิปแล้วไม่ได้ดูจนจบ เขาก็คอมเมนต์ลงไปแล้ว สมมติว่าเขาพูดเกี่ยวกับเราด้านบุคลิกภาพ ทำไมน้องไม่ชอบพูดค่ะ พูดคะ เราก็ต้องมาดูว่าจริงหรือเปล่า เหมือนเขาดูคลิปสั้นๆ แต่ไม่ได้ดูเต็มๆ ก็จะมีคอมเมนต์ว่าทำไมพูดไม่น่ารัก ดูมั่นใจเกินไป ทั้งที่คลิปเต็มหลายนาทีมาก แต่ก็มีคอมเมนต์อีกด้านที่มาช่วยว่า ดูให้จบ น้องพูดอยู่ มันก็กลายเป็นการบ้านให้เราว่า เวลาสัมภาษณ์หรือพูดคุยกับพี่ๆ เรายังต้องคงความสุภาพ ความน่ารัก อ่อนน้อม ถ่อมตน ถ้าเขาบังเอิญได้ผ่านมาเห็นคลิปต่อๆ ไปของเรา เขาจะได้รู้ว่าสิ่งที่เขาตัดสินในวันนั้น มันอาจไม่ใช่ทั้งหมด”

“สมัยนี้คนตัดสินกันเร็ว แต่มันก็เป็นการเตือนตัวเองด้วยว่า มีคนโฟกัสเราเรื่องการพูดนะ เขาตั้งใจฟังเราพูดมาก โอเค ทุกคนตั้งใจฟังเราพูด ฉะนั้นทุกครั้งที่เราจะพูดออกไป เราก็ต้องคิดให้ดีๆ ก่อนพูด เพื่อที่ว่าครั้งหน้าจะได้ไม่เกิดอะไรแบบนี้ขึ้นอีก เราก็ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นเท่าที่เราทำได้”

เด็กที่นิยาม ‘ความสวย’ ด้วยตัวเองโดยไม่เปรียบเทียบกับใคร

ไม่ว่าอินเตอร์จะถูกพูดถึงในรูปแบบที่บั่นทอนจิตใจ แต่เราที่เห็นเธอในวันนี้เติบโตมาเป็นคนที่เข้มแข็ง แถมยังไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร ในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง ก็อยากปรบมือและชื่นชมเธอจริงๆ ที่โตมาพร้อมการเคารพคุณค่าของตัวเองแม้จะเจอถ้อยคำเชิงลบมากมาย

สำหรับอินเตอร์ส่วนที่เธอคิดว่าสวยที่สุดคือ ‘รอยยิ้ม’ เพราะ “หนูชอบยิ้ม เวลายิ้ม หรือถ่ายรูป เห้ย มันน่ารักดี และอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้หลายๆ คนชื่นชอบตั้งแต่เด็กๆ แล้ว แต่จริงๆ หนูก็ยังอยากสวยขึ้นนะคะ เวลาเห็นพี่ๆ ดาราหลายคนเขาสวยมาก หรือรุ่นพี่ของเราที่ห่างกันไม่กี่ปีเขาสวยจังเลย เราก็อยากจะสวยขึ้นบ้าง”

แต่เธอย้ำว่าเธอไม่ได้อยากสวยโดยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร เธอแค่อยากสวยเพราะตัวเองอยากสวยในแบบของตัวเองก็เท่านั้น

“หนูอยากสวยขึ้นไปอีกค่ะ แต่หนูไม่ได้เปรียบเทียบว่าเขาสวยกว่าเรา แค่เรามองตัวเองแล้วคิดว่าเรายังสวยกว่านี้ได้อีก ยังสวยไม่สุด (หัวเราะ) เพราะเรายังโตได้อีก ซึ่งพอเราไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร แต่มองเขาเป็นแรงบันดาลใจมากกว่า ว่าเขาทำแบบนี้แล้วเขาสวยขึ้นนะ เราลองทำกับเราบ้างดีไหม เผื่อเราจะสวยขึ้น มันก็จะทำให้เราไม่รู้สึกแย่กับตัวเอง ถ้าเปรียบเทียบเมื่อไหร่ เราจะไม่มีความสุขเหมือนเดิม เวลาเราลองดูแลตัวเองตามเขา เราก็ทำดู ถ้ามันไม่โอเคกับเรา เราก็แค่ไม่ทำต่อ มันคือการค้นหาตัวเองให้เรารู้สึกชอบตัวเองจริงๆ มากขึ้นค่ะ”

นิยามความสวยที่อินเตอร์อธิบายไว้ เธอคิดว่ามันคือ “ถ้าเรามองตัวเองแล้วคิดว่าสวย ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แค่นั้นก็โอเคแล้ว เดี๋ยวนี้หนูว่ามันจะยังมีอยู่แหละพวกบิวตี้สแตนดาร์ด แต่ถ้าเราคิดว่าเราจะสวยในแบบนี้ เราชอบแล้ว เราชอบตัวเองที่สวยแบบนี้ แค่นั้นมันก็เรียกว่าความสวยแล้วค่ะ และนอกจากหน้าตาแล้ว การกระทำของเรา บุคลิกภาพของเรา ความคิดของเรา ที่ไม่ได้ทำร้ายคนอื่น แบบนั้นก็คือความสวยจากทั้งภายในและภายนอกค่ะ”

“แต่ที่ทำให้เราแข็งแรงได้คือครอบครัว บางทีเราตัดสินใจเอง เราอาจจะสับสนว่าเราควรจะรู้สึกกับคอมเมนต์นั้นๆ ยังไง ด้วยความที่สนิทกับคุณพ่อคุณแม่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเรื่องที่โรงเรียน ข้างนอก หรือในโซเชียลฯ หนูก็จะเอามาปรึกษาว่าหนูควรจะรับมืออย่างไร คุณพ่อคุณแม่จึงสำคัญมาก สมมติเจอเรื่องไม่ดีมา หนูก็ยังได้รับกำลังใจตลอด และที่สำคัญคือประสบการณ์ ครั้งแรกๆ มันก็รับมือยาก ไม่เข้าใจว่าทำไม อาจจะมีสงสัยอยู่ว่าทำไมเขาทำอย่างนี้ แต่พอเราได้รับประสบการณ์หลายๆ ครั้ง เราก็ได้เรียนรู้มากขึ้นว่าสถานการณ์แบบนี้ เราควรรับมือกับมันอย่างไรดี บวกกับได้ข้อคิดจากคุณพ่อคุณแม่ ก็ยิ่งทำให้เราเข้มแข็งขึ้นในทุกๆ ครั้ง”

“เมื่อเราเข้มแข็งขึ้น เราจะเลือกได้ว่าจะทำให้เรื่องแย่ๆ ที่เจอเป็นเรื่องใหญ่ไหม ตอนแรกๆ ก็อาจจะเป็นเรื่องใหญ่หน่อย แต่พอเจอเรื่อยๆ เราอาจจะมองมันเป็นเรื่องเล็กลง เพราะยังไงเรื่องยากๆ หรือคอมเมนต์แย่ๆ มันจะมีมาตลอด มันไม่มีวันหมดไปหรอกค่ะ”

เด็กที่อยากส่งต่อ ‘กำลังใจ’ ให้กับเด็กคนอื่นๆ

ตั้งแต่ตอนแรกๆ ที่ได้เข้ามาในวงการจนถึงตอนนี้ เธอมองการทำงานเป็นเรื่องสนุก เพราะมันทำให้เธอได้พบเจอเพื่อนใหม่ๆ อยู่เสมอ และยังได้ทำอะไรที่ชีวิตปกติไม่ได้ทำ เธอจึงเลือกจะทำมันต่อไป

เราถามอินเตอร์ว่าอยากโตไปเป็นคนแบบไหน คำตอบของเธอคือ “อยากโตไปเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ไม่อยากเจ็บป่วย อยากใช้ชีวิตให้มีความสุข เรารู้ว่าการที่เรามีความรับผิดชอบ ขยัน อดทน มันทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นมากๆ ถ้าเราไม่มีความรับผิดชอบ เราจะไม่รู้ว่าจะจัดการแต่ละเรื่องยังไง และเราอาจจะไม่มีความสุข”

“หนูยังคงอยากจะทำอะไรใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ อยากออกไปเที่ยว หนูมีความฝันอยากไปเที่ยวประเทศนู้น ประเทศนี้ เรายังไม่ได้กินขนมอันนั้นเลย เราอยากไปที่นั่นจังเลย ก็คืออยากเป็นผู้ใหญ่ที่ได้ใช้ชีวิตนั่นแหละค่ะ (ยิ้ม)”

วิธีเรียกความมั่นใจ หรือชื่นชมตัวเองให้กลับมาเข้มแข็งขึ้นในแบบฉบับของอินเตอร์ เธอแชร์ว่า “เราต้องถามตัวเองว่าการที่เราเป็นแบบนี้ เรารู้สึกโอเคกับตัวเองหรือยัง เราฝืนไหม เขาบอกให้เราปรับแบบนี้ เราลองปรับดู แล้วมันไม่ใช่ตัวเราเลย มันฝืนมาก เราจึงต้องดูตัวเองก่อนว่าตอนนี้เราแฮปปี้ที่เราเป็นอย่างนี้หรือยัง ความคิดเราโอเคไหม”

“อย่างหนูเองก็จะปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่ด้วย คอยให้เขาเช็กตลอดว่าหนูทำอะไรผิดพลาดไปไหม เพราะเขาจะไม่ได้คอมเพลนเราเหมือนในโซเชียลมีเดีย แต่จะบอกด้วยความหวังดีจริงๆ เราก็จะพร้อมรับฟังว่าอะไรที่หนูต้องปรับแก้ แล้วส่วนไหนที่ดีแล้วให้คงไว้”

เนื่องในเดือนแห่งวันเด็กแห่งชาติ นี่คือกำลังใจและสิ่งที่อินเตอร์อยากฝากถึงเด็กคนอื่นๆ ที่ไม่มั่นใจในตัวเองเพราะถูกคนอื่นพูดจาไม่ดีใส่

“เราต้องชอบตัวเองก่อน ต้องรักตัวเองก่อน ให้โฟกัสตัวเองเป็นหลักก่อน ว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้ หรือเป็นอยู่ตอนนี้ เราโอเคหรือยังสำหรับตัวเอง เรารักตัวเองหรือยัง เราชอบในตัวเองที่เป็นเวอร์ชันแบบนี้หรือยัง ถ้าชอบก็ให้เรามั่นใจไปเลยว่าสิ่งที่เราทำมันโอเคนะ”

“หรือจะปรึกษาคนในครอบครัวก็ได้ว่าตอนนี้เราไม่โอเคนะ ช่วยสร้างความมั่นใจให้เราหน่อย หรืออยากทำอะไรก็ลองทำในสิ่งที่ตัวเองชอบเลยค่ะ ชอบร้องเพลง ชอบเต้น ฝึกฝนเพิ่มเติม เพื่อให้เรารู้สึกชอบตัวเองจังเลย”

“ถ้ามีคนมาว่า มาพูดไม่ดีใส่เรา ถ้าเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำมันโอเค สิ่งที่เราเป็นมันโอเค ถ้าคนอื่นมาว่าเรา ก็คงเป็นความคิดของเขา เราห้ามไม่ได้ แต่อย่างน้อย เราโอเคกับที่เราเป็นอย่างนี้แล้วก็พอ”

บทความต้นฉบับได้ที่ : การฮีลใจให้ยังคงเข้มแข็งและชอบตัวเองอยู่ในทุกขวบปีที่เติบโตของ ‘น้องอินเตอร์ รุ่งรดา’ นักแสดงเด็กวัย 14 ที่ถูกบูลลี่บนอินเทอร์เน็ต

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...