NIA ตั้งเป้าขับเคลื่อนไทยสู่ ‘ชาตินวัตกรรม’ ชู 3 เทรนด์ รับโอกาสธุรกิจปี 2569
9 มกราคม 2569 NIA ตั้งเป้าขับเคลื่อนประเทศสู่ ‘ชาตินวัตกรรม’ ผ่านนโยบายระดับพื้นที่-องค์กร-ประเทศ ชี้เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมคือกลไกขับเคลื่อนประเทศไทย พร้อมเผย 3 เทรนด์นวัตกรรมน่าจับตาปี 2569
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวถึงเทรนด์นวัตกรรมปี 2569 ว่า จากกระแสความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค มาตรการภาษีตอบโต้และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่มูลค่าโลก ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทำให้ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจต้องปรับใช้นวัตกรรมเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น
ตั้งเป้าไทยเป็นชาตินวัตกรรม เน้น VC และจับมือกับพันธมิตร
ดร.กริชผกา กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา NIA มีเป้าหมายสำคัญในการปรับเปลี่ยนประเทศไปสู่ ‘เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม’ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยมีธุรกิจสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งสร้างอุตสาหกรรมใหม่เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และผลักดันนวัตกรรมไทยให้เติบโต พร้อมก้าวสู่การเป็น ‘ชาตินวัตกรรม’ ผ่านเป้าหมายหลัก ได้แก่
การพัฒนานวัตกรรมบนฐานเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งมีความซับซ้อนที่เป็นจุดแข็งและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย
การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงบนฐานความคิดสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรม
การเตรียมความพร้อมกำลังคนไปสู่แรงงานสูงที่ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อโครงสร้างประชากรและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป
ดร.กริชผกากล่าวต่อว่า NIA ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในฐานะผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม (Focal Conductor) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจนวัตกรรมในทุกมิติผ่านแนวคิด 4G ได้แก่ Groom การบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรม Grant การให้เงินทุน Growth การสร้างโอกาสขยายตลาดและแหล่งเงินทุน และ Global การเข้าสู่ตลาดระดับโลก และเพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถเติบโตอย่างเข้มแข็งและแข่งขันได้ในตลาดโลก
โดยในปี 2569 NIA มุ่งเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยผ่าน ‘นโยบายนวัตกรรม’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการลงทุนธุรกิจนวัตกรรม โดย NIA มีกลไกสนับสนุนทางการเงินที่หลากหลายในรูปแบบเงินให้เปล่าซึ่งเหมาะกับธุรกิจนวัตกรรม ในระยะเริ่มต้น แต่สำหรับธุรกิจนวัตกรรมในระยะเติบโต การร่วมลงทุนคือการเติมเงินทุนในการนำนวัตกรรมไปสู่ตลาดและการขยายธุรกิจ
ดร.กริชผกา กล่าวต่อว่า NIA มุ่งเน้นการต่อยอดและขยายผลกลไกการร่วมลงทุน เช่น Corporate Co-funding และกลไกการร่วมลงทุนจากภาครัฐ (NIA venture) โดยดำเนินการร่วมกับบริษัทร่วมลงทุน (VC/CVC)
นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรม Global Investment Link เพื่อสนับสนุนการเติบโตและการขยายตัวของธุรกิจนวัตกรรมผ่านการเข้าถึงแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนมาตรการการยกเว้นภาษี Capital Gains Tax เพื่อส่งเสริมการระดมทุนในธุรกิจสตาร์ตอัป โดยการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับส่วนเกินทุน
ดร.กริชผกา ย้ำว่า NIA เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนานวัตกรรม ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม/ภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดการแปลงงานวิจัยจากรั้วมหาวิทยาลัยไปสู่การใช้งานจริง โดย NIA มีการพัฒนากลไกสนับสนุนที่ไม่ใช่การเงินเพื่อยกระดับงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ผ่านการเชื่อมโยงองค์ประกอบที่หลากหลายในระบบนิเวศนวัตกรรม ได้แก่ การเร่งสร้างการเติบโต (NIA Acceleration) ใน 5 อุตสาหกรรม การพัฒนาศูนย์กลางเครือข่ายนวัตกรรม (Thailand Innovation Hub) แพลตฟอร์มเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการในพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพและส่งเสริมการใช้ประโยชน์งานวิจัยพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนมาตรการสนับสนุนด้านภาษี เช่น สิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับย่านนวัตกรรมการแพทย์ จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการสนับสนุนสิทธิพิเศษด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร/วัตถุดิบ และสิทธิประโยชน์อื่นๆ และในอนาคต NIA มีแผนการส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในการระดมทุน (IP Financing) เพื่อปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาของธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ตอัป ให้ธุรกิจสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินทุนหรือระดมทุน
สร้างกลไกระดับพื้นที่
ดร.กริชผกา กล่าวต่อว่า อีกภารกิจของ NIA คือการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในระดับพื้นที่ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ผ่านกลไกการทำงานร่วมกับบุคลากรในพื้นที่อย่าง หน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม ที่ช่วยบ่มเพาะ ยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมหรือผู้ที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคมจนสามารถพัฒนาแนวคิดสู่ต้นแบบหรือโครงการนำร่อง พร้อมทั้งสนับสนุนทุนในการนำแนวคิดนวัตกรรมมาขยายผลผ่านโครงการนวัตกรรมแบบเปิด โครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน และโครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม รวมถึงการนำรูปแบบกลไกการให้เงินทุนอุดหนุนมาจัดทำเป็นแผนภาพการสนับสนุนตามการเติบโตของนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการนวัตกรรม
อีกทั้งส่งเสริมศักยภาพของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมของนวัตกรในพื้นที่ให้เติบโตไปสู่ตลาดระดับประเทศ ตัวอย่างเช่น โครงการ ‘นิลมังกร เดอะเรียลลิตี้’ ที่สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจนวัตกรรมให้กับคนทั่วไป ที่จะแปลงธุรกิจคนตัวเล็กให้กลายเป็นฮีโร่ของเศรษฐกิจท้องถิ่น
“กลไกเหล่านี้ไม่ใช่แค่เพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจในพื้นที่ แต่เป็นการสร้างงาน สร้างเงินหมุนเวียนและเพิ่มโอกาสในชุมชน เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่เติบโตไปพร้อมชุมชน” ดร.กริชผกา กล่าว
หนุนธุรกิจเป็นองค์กรนวัตกรรม
สุดท้าย การยกระดับทักษะนวัตกรรมของประเทศ โดยชุดความคิด ความรู้ ทักษะ และระบบการจัดการด้านนวัตกรรม โดย ดร.กริชผกา อธิบายว่า นวัตกรรมเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้กับกำลังคนและธุรกิจนวัตกรรมไทย โดยเฉพาะนวัตกรและเจ้าของธุรกิจ การรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ความรู้ทางเทคโนโลยีและธุรกิจ ตลอดจนชุดความคิดความเป็นผู้ประกอบการ และการเติบโตสู่ตลาดสากล
ดร.กริชผกา กล่าวต่อว่า NIA ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังชุดความคิดและทักษะนวัตกรให้กับกำลังคนรุ่นใหม่ ทั้งในระดับเยาวชนและธุรกิจสตาร์ตอัป ผ่านโปรแกรม STEAM4INNOVATOR และ Startup Thailand League ตลอดจนหลักสูตรการฝึกอบรมที่จะช่วยยกระดับธุรกิจด้วยนวัตกรรมของ สถาบันวิทยาการนวัตกรรม (NIA Academy) และสำหรับองค์กรธุรกิจและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว ไปสู่การเป็น ‘องค์กรนวัตกรรม’ ผ่านการจัดการนวัตกรรมที่เป็นระบบ โดย NIA ได้นำกระบวนการ Consultative Assessment มาช่วยสะท้อนให้ผู้ประกอบการมองเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสในการพัฒนา ‘นวัตกรรม’ ควบคู่กับการพัฒนา ‘ผลิตภาพ’ อย่างเป็นระบบ ผ่านโครงการ INNOProductivity for SMEs เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยให้มีการวางระบบการจัดการนวัตกรรมในองค์กรอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับบริบท ขนาด และศักยภาพของธุรกิจ
ดร.กริชผกา กล่าวต่อว่า ปี 2569 NIA จะต่อยอดกิจกรรมไปสู่ การสนับสนุนการวางระบบนวัตกรรมในองค์กรให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานระบบการจัดการนวัตกรรมสากล อย่าง ISO56001
3 เทรนด์นวัตกรรมปี 2569
ทั้งนี้ NIA ได้วิเคราะห์และคาดการณ์ 3 เทรนด์นวัตกรรมที่เป็นโอกาส คือ
(1) เทรนด์ทางเทคโนโลยี (Technology Trends) ประกอบด้วย
- Agentic AI (ปัญญาประดิษฐ์ เชิงปฏิบัติการ) หรือ AI ที่สามารถทำงานแทนคนได้อย่างการตอบแชทลูกค้าพร้อมปิดการขาย การจัดการคำสั่งซื้อ การจองคิว การเปรียบเทียบราคา และการสั่งซื้อสินค้าโดยอัตโนมัติ
- Hyper-Automation (ระบบอัตโนมัติเชื่อมโยง) ระบบบอทที่ช่วยลดงานซ้ำๆ เพิ่มประสิทธิภาพ และความแม่นยำ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เมื่อมีคำสั่งซื้อจากร้านค้า ข้อมูลจะวิ่งไปตัดสต็อกในระบบบัญชี และออกใบแปะหน้าขนส่งทันทีโดยไม่ต้องใช้คนคีย์ข้อมูลซ้ำ
- Carbon Accounting (ระบบคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์) ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจ เอสเอ็มอีที่มีการส่งออกหรือเป็นซัพพลายเออร์ให้กับบริษัทใหญ่ โดยต้องจัดทำตั้งแต่การใช้พลังงาน การผลิต การขนส่ง และของเสีย เพื่อให้ทราบถึงร่องรอยการปลดปล่อยคาร์บอน เนื่องจากความเข้มงวดของกฎระเบียบโลก เช่น CBAM ของยุโรป ตลอดจน พ.ร.บ. โลกร้อนที่อยู่ระหว่างการเตรียมการ
(2) เทรนด์ทางธุรกิจ (Market Trends) ประกอบด้วย
- Health and Wellness (ธุรกิจฮีลกายและใจ) ที่ไม่ได้มีแค่การ ‘รักษา’ แต่รวมถึงการ ‘ป้องกัน’ และการ ‘บำบัด’ ในกลุ่มคนวัยทำงานที่มีความเครียดสะสมมักพบปัญหา Office Syndrome และปัญหาการนอนหลับ จึงเป็นโอกาสให้กลุ่มธุรกิจและบริการอย่างคลินิกกายภาพบำบัด ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม/เทียนหอมช่วยการนอนหลับ อาหารเสริมคลายเครียดจากสมุนไพรไทย หรือธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กิจกรรมโยคะ/ทำสมาธิ
- Pet Economy (เศรษฐกิจทาสหมาแมว) ซึ่งตลาดสัตว์เลี้ยงในไทยโตสวนกระแสเศรษฐกิจ จากที่เคยเป็นธุรกิจที่มีตลาดเฉพาะกลุ่มกลายมาเป็นธุรกิจกระแสหลักที่เริ่มมีคนกระโดดเข้ามาแย่งส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น เช่น อาหารสัตว์เกรด Holistic/Organic ปรุงสุกใหม่ (Fresh Pet Food) เสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบให้มีฟังก์ชันสำหรับแมว ตลอดจนบริการสปา คอนโดและโรงแรมสำหรับสัตว์เลี้ยง
- Green & Circular Business (สร้างคุณค่าจากของเหลือใช้) เทรนด์รักษ์โลกทำให้ธุรกิจ ‘Upcycling’ และ ‘Recycling’ ได้รับความสนใจ สินค้าและบริการที่มีเรื่องราวสอดรับกับ เทรนด์รักษ์โลก ซึ่งแม้ว่าจะมีต้นทุนสูงแต่ก็สามารถอัปราคาขายได้สูงกว่าปกติ จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีในพื้นที่ ในการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าให้กับวัตถุดิบท้องถิ่นและวัตถุดิบเหลือทิ้ง ผ่านการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งาน และตอบกระแสแฟชั่น เช่น แปรรูปเปลือกผลไม้เป็นบรรจุภัณฑ์ การนำเศษผ้าจากโรงงานมาทำกระเป๋าแฟชั่น ร้านเติมน้ำยาปรับผ้านุ่ม/แชมพู (Refill Station) ในชุมชนเพื่อลดขยะพลาสติก
(3) เทรนด์ในผู้บริโภค (Consumer Trends)
- Hyper-Personalization (รู้ใจรายคน) ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่สินค้าคุณภาพดี แต่ต้องการสินค้าที่ ‘เหมาะกับฉันคนเดียว’ โดยฟันเฟืองสำคัญคือการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูล เพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เช่น อาหารเสริมที่จัดชุดตามผลตรวจเลือด สกินแคร์ที่ปรับสูตรตามสภาพผิวเฉพาะ เป็นต้น
- Silver Solution (สูงวัยมีสุข) ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ ดังนั้น การออกแบบธุรกิจและบริการเพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับลูกค้ากลุ่มนี้จะช่วยสร้างความแตกต่าง ให้กับธุรกิจ เช่น บริการปรับปรุงห้องน้ำ/บ้านเพื่อความปลอดภัย ทัวร์ท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์สำหรับวัยเกษียณ บริการผู้ช่วยพาไปหาหมอ
- Muketing หรือ Magic Economy (สายมูฮีลใจ) ความเชื่อและความศรัทธาอยู่คู่กับคนไทยมายาวนาน จนกลายเป็นวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรม ที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เหมาะกับการส่งเสริมธุรกิจทัวร์ทำบุญไหว้พระ ผลิตภัณฑ์บนความเชื่ออย่างกำไลข้อมือและตะกรุดแฟชั่น ซึ่งผสมรวมระหว่างงานศิลปะกับ ความเชื่อเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติที่มีพลังวิเศษ