3 ปี คดีคนรวย ปั่นหุ้น MORE จบแบบบิดไม่บิด?
คดีหุ้น MORE ถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตตลาดทุนที่ยืดเยื้อและสร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดในรอบหลายปี ด้วยมูลค่าความเสียหายระดับหลายพันล้านบาท และยังพัวพันกับบุคคลจากตระกูลดังของไทย จนถูกมองว่าเป็น “การโกงหุ้นฉบับคนรวย” ที่ทั้งตลาดต้องจับตา
ล่าสุด คดียิ่งกลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องบางราย ซึ่งมีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว ท่ามกลางคำถามเรื่องความคืบหน้าและความยุติธรรมในคดีนี้
TODAY Bizview จะพาย้อนรอยเล่ามหากาพย์หุ้น MORE ให้เข้าใจง่ายๆ ผ่านบทความนี้
จุดเริ่มต้นของเรื่องต้องย้อนกลับไปช่วงปี 2563 ถึงปลายปี 2565 เมื่อกลุ่มผู้กระทำความผิดใช้เวลานานเกือบ 2 ปี ค่อยๆ สร้างราคาหุ้น MORE บริษัท มอร์รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเดิมคือหุ้น DNA (เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงบิตคอยน์ (Bitcoin) และคดีฟอกเงิน) จากระดับหลักสตางค์ ให้พุ่งขึ้นไปเกือบ 3 บาท
โดยที่การปั่นราคานี้ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเพิ่มจากราว 2,000 ล้านบาท ไปแตะระดับกว่า 20,000 ล้านบาท และหุ้นที่ถูกดันราคานี้ ถูกนำไปใช้เป็นหลักประกันสำหรับการทำธุรกรรมขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา
จนกระทั่งเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 เมื่อมีคำสั่งซื้อหุ้น MORE แบบ ATO หรือการ “สั่งซื้อทันทีที่ตลาดเปิด” มูลค่ารวมกว่า 4,500 ล้านบาท พร้อมกันในวันเดียว ผ่านบริษัทหลักทรัพย์มากกว่า 10 แห่ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ผิดปกติอย่างมากสำหรับหุ้นขนาดนี้
การซื้อดังกล่าวไม่ได้ใช้เงินสดทั้งหมด แต่เป็นการใช้บัญชี Cash Account ที่นำหุ้น MORE ซึ่งถูกดันราคาขึ้นมาก่อนหน้านี้ มาใช้เป็นหลักประกันกับโบรกเกอร์ พูดง่ายๆ คือ ใช้ “หุ้นที่ถูกปั่นราคาแล้ว” ไปค้ำประกัน เพื่อซื้อหุ้นล็อตใหญ่อีกครั้ง ฟีลๆ ซื้อก่อน ค่อยเอาเงินมาจ่ายทีหลัง
ผลที่ตามมาคือ เมื่อราคาหุ้นเริ่มร่วงลงอย่างรวดเร็ว หลักประกันที่เคยดูมีมูลค่าสูงก็แทบไม่เหลือค่า ทำให้โบรกเกอร์หลายแห่งต้องรับภาระความเสียหายมหาศาล และกลายเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้คดีหุ้น MORE ปะทุขึ้นอย่างเป็นทางการ
เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ราคาหุ้น MORE กลับดิ่งลงติดฟลอร์ต่อเนื่อง 2 วัน ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และโบรกเกอร์เริ่มเห็นความผิดปกติ ก่อนจะประสานไปยัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) เนื่องจากสงสัยว่าอาจเข้าข่ายการฟอกเงิน
ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2565 โบรกเกอร์ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความต่อ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีคำสั่งพักการซื้อขายหุ้น MORE เป็นการชั่วคราว และต่อมา ปปง. มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องเพื่อสกัดเส้นทางการเงิน
และตลอดปี 2566 คดีเริ่มเดินหน้าอย่างจริงจัง เมื่อ ก.ล.ต. กล่าวโทษผู้กระทำความผิดฐานสร้างราคาหลักทรัพย์ และขยายผลไปยังบุคคลเพิ่มเติม รวมถึงขยายช่วงเวลาการกระทำความผิดให้ครอบคลุมมากขึ้น
ต่อมาในเดือนตุลาคม 2566 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ พร้อมเดินหน้ารวบรวมพยานหลักฐานเชิงลึก ทั้งเส้นทางการเงิน ข้อมูลการสื่อสาร และร่องรอยการซื้อขายหุ้นในระบบ
คดียืดยาวมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่ปี 2567 ศาลมีคำสั่งให้คืนหรือชดใช้ทรัพย์สินมูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท ให้กับบริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหายทั้ง 10 ราย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของคดี แม้กระบวนการทางกฎหมายจะยังไม่สิ้นสุด
อย่างไรก็ตาม คดียังไม่ปิดฉาก เมื่อ DSI ขออนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาหลัก หลังไม่เข้ามอบตัวตามนัด และต่อมามีการเลื่อนนัดฟังคำสั่งคดีจากฝั่งอัยการ เนื่องจากผู้ต้องหาหลายรายขอความเป็นธรรม
ส่วนปี 2568 เป็นช่วงที่คดีอยู่ตามกระบวนการทางกฏหมาย ไม่ได้มีความคืบหน้าอะไรมาก
มาต่อที่ปัจจุบัน (ต้นปี 2569) ในด้านความคืบหน้าทางกฎหมาย คดีของหุ้น MORE ถูกแยกพิจารณาออกเป็น 3 คดี ได้แก่
- คดีฉ้อโกง ศาลมีคำสั่งให้ผู้กระทำความผิดต้องคืนหรือชดใช้ทรัพย์สินให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายจำนวน 10 ราย คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 4,500 ล้านบาท
[ * คดีอั้งยี่ พบว่าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินอีกประมาณ 129 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในกระบวนการส่งคืนให้กับโบรกเกอร์ผู้เสียหายเช่นเดียวกัน , * คดีสร้างราคาหลักทรัพย์หรือปั่นหุ้น เป็นความผิดในลักษณะมาตรการทางแพ่ง โดยประเมินความเสียหายไว้ราว 226 ล้านบาท ]
ด้านอัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีหุ้น MORE รวมทั้งสิ้น 42 ราย และอยู่ระหว่างทยอยนำตัวผู้ต้องหาขึ้นฟ้องต่อศาลตามกระบวนการยุติธรรม โดยจากแนวทางการสอบสวนพบว่า คดีนี้มีการใช้ บุคคลอื่นเป็นตัวแทนหรือนอมินี ในการถือครองบัญชีและดำเนินธุรกรรม เพื่ออำพรางตัวผู้บงการที่แท้จริงและกระจายความเสี่ยงในการกระทำความผิด
รูปแบบดังกล่าวสะท้อนถึงความซับซ้อนของขบวนการปั่นหุ้น MORE ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการทำงานเป็นเครือข่าย ส่งผลให้การติดตามตัวผู้กระทำผิดและการขยายผลทางคดีต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ในคดีก็แบ่งผู้ต้องหาออกเป็นหลักๆ 3 กลุ่ม
กลุ่มแรกคือ กลุ่มผู้วางแผน มีจำนวน 2 ราย ทำหน้าที่กำหนดทิศทางและโครงสร้างการกระทำความผิด โดยปัจจุบันมี 1 ราย อยู่ระหว่างหลบหนีออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามตัว
กลุ่มที่สองคือ กลุ่มตัวการสนับสนุน ซึ่งมีหน้าที่ป้อนคำสั่งซื้อขายผ่านโปรแกรมซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การซื้อขายหุ้น MORE เกิดขึ้นในปริมาณและจังหวะที่ผิดปกติ
ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มเจ้าของบัญชี ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดถึง 33 ราย เป็นผู้ที่ยินยอมให้นำบัญชีซื้อขายหุ้นของตนไปใช้ในการกระทำความผิด ทำให้เส้นทางการเงินและคำสั่งซื้อขายกระจายออกไปหลายบัญชี
โดยพนักงานอัยการคดีพิเศษ 3 ได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาไปแล้ว 28 ราย ตามคำสั่งของอัยการสูงสุด ในข้อหาฉ้อโกง การสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ และการปั่นหุ้นให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิด ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มาตรา 244/3 และ 244/5
ขณะที่ผู้ต้องหาที่เหลืออีก 14 ราย ได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดหลายครั้ง โดยบางรายถูกสั่งฟ้องและนำตัวขึ้นศาลแล้ว ขณะที่บางรายยังไม่ได้ถูกจับกุม และยังมีอีก 7 ราย ที่ได้รับอนุญาตให้เลื่อนการรับทราบคำสั่ง
ในจำนวนนี้ มีผู้ต้องหา 3 รายที่มาจากตระกูลดังหมื่นล้านอย่าง “พรประภา” ได้แก่ นายเอกภัทร พรประภา (คิม ไฮโซนักสะสมรถหรูชื่อดัง), นายอธิภัทร พรประภา (น้องชายของคิม) และนางอรพินธุ์ พรประภา (แม่ของคิม) ซึ่งอัยการได้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 5 มกราคม 2569 แต่ไม่เดินทางมาพบตามกำหนด
ส่งผลให้อัยการคดีพิเศษมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนของ DSI ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อขอออก หมายจับ ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ผู้ต้องหาอีก 4 ราย ได้แก่ นายสมนึก กยาวัฒนกิจ, นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร, นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ และนายเทียนประเสริฐ พลอำไภ มีกำหนดนัดฟังคำสั่งจากอัยการในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
แต่ทว่าหนึ่งในชื่อที่ถูกจับตาอย่างมากในคดีนี้ และตอนนี้ก็คือ คิม เอกภัทร พรประภา บุคคลจากตระกูลหมื่นล้าน ตระกูลนักธุรกิจเก่าแก่ที่เป็นที่รู้จักในสังคมไทย โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่เจ้าตัวมักปรากฏภาพไลฟ์สไตล์หรูหรา ทั้งรถซูเปอร์คาร์และทรัพย์สินมูลค่าสูง ทำให้คนบนโลกโซเชียลมีเดียเห็นเขาผ่านตาอยู่บ่อยครั้ง
ในปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่า การที่ชื่อของคิม พรประภา ไม่ปรากฏตัวตามกระบวนการทางกฎหมาย เป็นการ หลบหนีคดีหรืออยู่ระหว่างดำเนินการในขั้นตอนใด ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงอยู่ระหว่างการติดตามตัวผู้ต้องหาที่เหลือในคดีนี้
ท้ายที่สุด คดีหุ้น MORE ได้ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปี และยังคงอยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย แม้หลายประเด็นจะเริ่มเห็นทิศทางชัดเจนขึ้น แต่บทสรุปสุดท้ายของมหากาพย์นี้ยังต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คดีหุ้น MORE ได้ทิ้งบาดแผลครั้งใหญ่ไว้กับตลาดทุนไทย ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางการเงินมูลค่าหลายพันล้านบาทเท่านั้น หากยังกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่น ภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของตลาดหุ้นไทยในสายตานักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าจะตลาดหลักทรัพย์จะได้รับบทเรียนและมีมาตรการมากแค่ไหน แต่ภาพจำของคดีนี้ก็ยังคงอยู่ต่อไป..
ที่มา
https://www.set.or.th/th/market/product/stock/quote/MORE/price