โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

จากความตายของ Renee Good หญิงวัย 37 ผู้ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ยิงคารถ สู่การลุกฮือของประชาชนทั่วสหรัฐฯ ผลพวงความโกรธแค้นของขาวเมือง ต่อการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ (อีกครั้ง) ของเจ้าหน้าที่รัฐฯ

Mirror Thailand

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

จากเหตุการณ์ที่ Renee Good หญิงสาวเมืองมินนีอาโปลิส วัย 37 ซึ่งขับรถมากับภรรยาของเธอ แล้วอยู่ๆ ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ ICE (Immigration and Customs Enforcement) สกัดรถเอาไว้ จากนั้นก็ยิงเธอเสียชีวิตคารถของตัวเองเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้จุดฉนวนความเดือดดาลให้กับประชาชนอเมริกันนับหมื่นออกมาเดินขบวนประท้วงในหลายเมืองของอเมริกา ทั้งนิวยอร์ก วอชิงตัน ดี.ซี. ซีแอตเทิล พอร์ตแลนด์ รวมถึงในมินนีอาโปลิส

เป็นอีกครั้งที่บรรดาพลเมือง ผู้ประกอบการ และแรงงานผู้อพยพต่างออกมาประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยเจ้าที่รัฐฯ ซึ่งใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ จนส่งผลให้พลเมืองคริสเตียนผิวขาวคนหนึ่ง แถมยังเป็น ‘แม่’ ของลูกๆ อีก 3 คนต้องจบชีวิตลง

คำชี้แจงจากคณะบริหารของทรัมป์ระบุถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่เป็นการ ‘ป้องกันตัว’ เนื่องจากหญิงสาวพยายามจะขับรถชนพวกเขา แต่ด้านนายกเทศมนตรีรัฐมินเนโซตา กลับไม่ซื้อคำกล่าวอ้างนี้ และบอกว่ามันเป็น ‘โฆษณาชวนเชื่อที่โคตรจะแถ’ มากกว่า

ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ได้โพสต์ความเห็นของเขาผ่านแพลตฟอร์ม Truth หลังจากได้เห็นคลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกันว่า หญิงสาวผู้ตายต่างหากที่พยายามจะขับรถพุ่งชนแบบ ‘จงใจใช้กำลังทำร้าย’ เจ้าหน้าที่ก่อน

เช่นเดียวกับการแถลงของ Kristi Noem เลขาธิการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา ที่ให้ความเห็นทำนองเดียวกันว่า หญิงสาวผู้ตายพยายามจะ ‘สะกดรอยตาม’ และ ‘ขับหนี’ การจับกุมของเจ้าหน้าที่ จึงนำมาสู่การใช้กำลังสกัดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งนั่นยิ่งเป็นการปลุกเชื้อไฟความเดือดดาลของประชาชนให้รุนแรงมากขึ้น

นโยบายของทรัมป์ที่ต้องการปราบปรามผู้อพยพและคนที่อาศัยอยู่ในอเมริกาอย่างผิดกฎหมายเริ่มมีผลบังคับใช้ในเมืองมินนีอาโปลิสอย่างแข็งกร้าวเมื่อเดือนที่แล้ว และจากนั้นกำลังพลก็เข้าสู่พื้นที่อย่างที่พวกเขาเรียกว่า ‘การยกพลขึ้นบกยุคใหม่’ ซึ่งนอกจากการปราบปรามจะเล็งเป้าไปที่ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารการอยู่อาศัยเหมือนกับในเมืองอื่นๆ แล้ว ยังเล็งไปที่ชุมชนชาวโซมาลีที่มาตั้งรกรากมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษซึ่งอยู่อาศัยในเมืองนี้มากถึง 80,000 คน แต่โดยส่วนใหญ่ก็ถือว่าเป็นพลเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายกันแล้ว

“มันเป็นอะไรที่น่าสมเพชมากเลยนะ ที่เราต้องออกมาต่อสู้กับรัฐบาลฟาสต์ซิสกันในปี 2026 เนี่ย” Alexa Avilés สมาชิกสภาเมืองจากบรูคลินกล่าว ขณะร่วมเดินประท้วงในนิวยอร์ก

“ฉันหวังว่าคนในเมืองนี้ คนที่กำลังช็อปปิ้งอยู่ คนที่ไม่ได้สนใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ได้เห็นว่ามีผู้คนมากมายที่คิดว่าสิ่งนี้มันไม่ปกติ” Carla Shotwell หนึ่งในผู้ประท้วงกล่าว

ICE ก่อตั้งขึ้นในฐานะส่วนหนึ่งของกฎหมายความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Homeland Security Act) ปี 2002 เพื่อตอบโต้การก่อการร้ายครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2001 และนับตั้งแต่ปี 2025 ที่รัฐบาลทรัมป์กลับมามีอำนาจในสมัยที่ 2 ก็ได้เพิ่มอำนาจให้กับหน่วยงานนี้มากขึ้นด้วยการที่รัฐบาลกลางออกมาตรการ Mass Deportation หรือการบังคับส่งตัวคนต่างชาติในอเมริกาที่ไม่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายกลับประเทศบ้านเกิดครั้งใหญ่ และหลังจากนั้นก็ทำให้เจ้าหน้าที่ ICE มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตรวจค้นและจับกุมผู้อพยพ ซึ่งจับไปแล้วจำนวนหลายพันคน

นี่จะไม่ใช่ความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐฯ ซึ่งกระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นครั้งแรก หลายคนเชื่อว่ามันจะเป็น ‘เกมที่ไม่จบง่ายๆ’ และจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอนสำหรับอเมริกา

อ้างอิง

https://www.nytimes.com/2026/01/11/us/politics/ice-protest-nyc-trump.html

https://www.nytimes.com/2026/01/07/us/ice-shooting-minneapolis-renee-good.html

https://www.bbc.com/thai/articles/cy8pexj0pzeo

บทความต้นฉบับได้ที่ : จากความตายของ Renee Good หญิงวัย 37 ผู้ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ยิงคารถ สู่การลุกฮือของประชาชนทั่วสหรัฐฯ ผลพวงความโกรธแค้นของขาวเมือง ต่อการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ (อีกครั้ง) ของเจ้าหน้าที่รัฐฯ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...