ณัฐพงษ์ ดึงประเทศพ้นปากเหว มีพรรคประชาชน ไม่มีภูมิใจไทย-ทุนเทา
คอลัมน์ : Thailand Election 2026 : เลือกตั้ง เลือกอนาคต
ก่อนหน้าที่การเมืองจะพลิกคว่ำพลิกหงายในยุครัฐบาลเพื่อไทย
พรรคประชาชน ถูกวางเป็น “ตัวเต็ง” ที่จะกินรวบในสนามเลือกตั้ง 2570 แต่แล้วเมื่อพรรคเพื่อไทยเกิดอุบัติเหตุกรณีคลิปเสียง“แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นตำแหน่ง
พรรคประชาชน พา 141 เสียง สส.ทำ MOA มอบอำนาจให้พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นรัฐบาล แลกกับการกรุยทางไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยุบสภาภายใน 4 เดือน
ร้อยกว่าวัน นับจากที่พรรคประชาชน มอบอำนาจให้พรรคภูมิใจไทยสถาปนาอำนาจการบริหารประเทศ ได้ขยายขอบอำนาจ ดึง-ดูด สส.เข้าสังกัด
พรรคภูมิใจไทย ถูกยกให้เป็น “เต็งหนึ่ง” ที่จะมี สส.มากที่สุดในสภา สวนทางกับพรรคประชาชน ที่โดนทั้งก้อนหิน และก้อนอิฐ จากการยื่นอำนาจให้กับพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะเกม สว.-พรรคภูมิใจไทย หักปมโหวตรัฐธรรมนูญในสภา พรรคประชาชน ต้องออกมาขอโทษโหวตเตอร์
ก่อนเกมหักวาระแก้รัฐธรรมนูญ ในสภา เมื่อ 11 ธันวาคม และนำไปสู่การยุบสภา “นิด้าโพล” โพลที่ถูกคนการเมืองใช้เป็นดัชนีชี้วัดความนิยมมากที่สุด เผยผลการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 4/2568 ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-12 ธันวาคม 2568
ประชาชนสนับสนุนให้ใครเป็นนายกฯ พบว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้มากที่สุด ร้อยละ 40.60 ส่วนอันดับ 2 ร้อยละ 17.20 ระบุว่าเป็น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อันดับ 3 ร้อยละ 12.32 อนุทิน ชาญวีรกูล อันดับ 4 ร้อยละ 10.76 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อันดับ 5 ร้อยละ 6.28 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
ขณะที่ความนิยมทางการเมืองในขณะนั้น อันดับ 1 ร้อยละ 32.36 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 25.28 พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 11.80 พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 4 ร้อยละ 11.04 พรรคเพื่อไทย อันดับ 5 ร้อยละ 9.92 พรรคภูมิใจไทย
หลังการยุบสภา นิด้าโพลสำรวจกระแสคนใน กทม. ระหว่างวันที่ 15-18 ธันวาคม 2568 หัวข้อ “กระแสการเมือง กรุงเทพมหานคร” พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 47.25 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 16.95 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อันดับ 3 ร้อยละ 10.90 อนุทิน ชาญวีรกูล อันดับ 4 ร้อยละ 9.00 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่วนตัวความหวังของพรรคเพื่อไทย “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” อันดับ 10 ร้อยละ 1.30
ขณะที่พรรคการเมืองที่คนกรุงเทพมหานครจะสนับสนุนในวันนี้ คน กทม.ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ มีมากถึงร้อยละ 40.20 อันดับ 2 ร้อยละ 26.25 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 10.05 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 9.55 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 6.85 ระบุว่าเป็นพรรคเพื่อไทย
การเลือกตั้งยากที่สุด ของ ปชน.
ในมุมของพรรคประชาชน-ณัฐพงษ์ยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ยากที่สุด เราอาจเคยคุ้นชินปัญหาคอร์รัปชั่นที่ผ่านมา แต่คงไม่มีครั้งไหนที่การคอร์รัปชั่นกัดกินตึกทั้งตึกให้ถล่มลงมาได้ ทั้งส่วยตำรวจ ความขัดแย้งชายแดน การบริหารภัยพิบัติที่ล้มเหลว แก๊งหลอกลวงต้มตุ๋น ทุนเทากัดกิน พยายามยึดครองประเทศ ไม่ได้ยึดครองตลาดทุน แต่มาพัวพันภาคการเมืองด้วย
“ประชาชนทุกคนเห็นแล้วว่าในบรรดาตัวเลือกทุกพรรค ถ้าเสียงของประชาชนกำหนดหน้าตารัฐบาลได้จริง จะปล่อยให้ไปเลือกพรรคที่อาจมีส่วนพัวพันกับเรื่องทุนเทา เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น แล้วปล่อยให้ประเทศเดินหน้าต่อไปแบบนี้ต่อไปได้จริง ๆ เหรอ เราควรจะต้องมาร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงไหม”
“จุดเริ่มต้นของเราในการเข้ามาทำการเมือง ไม่ได้มีส่วนพัวพันกับระบบทุนใหญ่ บ้านใหญ่ ทุนเทา ถ้าประชาชนเชื่อว่าพรรคประชาชนเข้ามาถูกต้อง ไม่เกี่ยวข้องกับทุนใหญ่ บ้านใหญ่ ทุนเทา ผมว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ”
เลือก ปชน.หรือปล่อยให้ลงเหว
ณัฐพงษ์วิเคราะห์ว่า กลุ่มการเมืองในระบอบเดิม ๆ กำลัง “รวมกลุ่ม” เพื่อสกัดการเติบโตของพรรคประชาชน
“การเลือกตั้งครั้งหน้า เรารู้ว่ากลุ่มก้อนการเมืองมีอิงแอบกับผลประโยชน์เดิม หน้าที่ของเขาคือทำยังไงที่พยายามสกัดกั้น ไม่ให้พรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง เขาจะพยายามรวมหัวกัน ทุกคนพยายามทำพยายามบล็อกไม่ให้พรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล”
“การเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นจุดตัดการลงคะแนนว่า ระหว่างเลือกในระบบการเมืองแบบเดิม ๆ แล้วปล่อยให้ประเทศเดินหน้าตกเหว หรือจะเลือกรัฐบาลที่ประชาชนเชื่อใจ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าฝ่ายตรงข้ามพร้อมจะรวมหัวกันไม่ให้เราได้เป็นรัฐบาล ดังนั้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเลือกการเมืองแบบเดิม ๆ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าสู่เหวจริง ๆ หรือ”
มีภูมิใจไทย ไม่มี ปชน.
หัวหน้าพรรคประชาชนบอกว่า “ผมพูดแบบตรงไปตรงมาไม่ต้องอ้อม การเลือกตั้งครั้งหน้าคือการเลือกระหว่างประชาชนจะเลือกว่า รัฐบาลพรรคประชาชน หรือรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ทุกคนวิเคราะห์กันได้ การเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นจุดตัดว่าเราจะไปหย่อนบัตรเพื่อให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือพรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล”
“รัฐบาลที่พรรคประชาชนเป็นแกนนำ มีจำนวนเสียง สส. ในสภาที่มากพอที่จะทำให้เราสามารถกำกับทิศทางพรรคร่วมได้ เรามีความเข้มแข็งพอ และเสียงของเรามากพอที่จะป้องกันไม่ให้พรรคอันดับ 2 อันดับ 3 ไปจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับอันดับหนึ่ง ซึ่งน่าจะขัดกับความเป็นประชาธิปไตยที่พรรคอันดับหนึ่งได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน”
“การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการแข่งระหว่างส้ม (พรรคประชาชน) กับน้ำเงิน (พรรคภูมิใจไทย) ถ้าน้ำเงินได้เป็นรัฐบาล พวกเราพร้อมทำหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน เพื่อที่จะพยายามฉุดรั้งจะเรียกว่าแก๊งก๊วน ที่จะพาประเทศตกเหว ถ้าพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนพร้อมเป็นฝ่ายค้าน”
แต่ถ้าพรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะจับมือกับพรรคภูมิใจไทยได้หรือไม่ “ณัฐพงษ์” ตอบว่า “อยู่ที่จำนวนเสียง สส. ในสภาถ้าได้เสียงมากพอ สมการทางการเมืองก็บอกแล้วว่าเราไม่ต้องง้อเขา หรือถ้าร่วมรัฐบาลคุณต้องอยู่ใต้กำกับเรา ในฐานะที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าสมการทางการเมืองแบบนี้ เราก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่ฟอร์มรัฐบาลเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ”
ณัฐพงษ์ ปฏิเสธคำครหา “สายหมอบ” ไม่กล้าดันวาระแหลมคม เหมือนยุคก้าวไกลที่ดันเรื่อง ม.112
“ยังเป็นคนเดิมเสมอ โจทย์ประเทศมีหลายอย่างนอกจาก 112 เป็นโจทย์สำคัญของประเทศ เราก็ไม่ได้ละเลยปัญหาอื่นๆ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นการตีกรอบข้อจำกัดทางการเมือง เราจะแก้ปัญหาทั้งหมดอย่างไร ก็หนีไม่พ้นไปที่จุดเริ่มต้นคือรัฐธรรมนูญ 2560 ยืนยันว่าไม่หมอบ เป็นคนเดิม แต่วิธีการในการทำก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามข้อจำกัดที่เกิดขึ้น”
“ณัฐพงษ์” ย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปนี้ เป็นจุดชี้เป็นชี้ตาย ชี้ชะตาของประเทศนี้ ตัดสินอนาคตประเทศนี้ เสียงของประชาชนทุกคนมีความหมาย เพราะการเลือกตั้งครั้งต่อไป เสียง สว.ไม่มีสิทธิในการโหวตนายกฯ เพราะฉะนั้น เสียงของประชาชนทุกเสียงจะเป็นเสียงที่กำหนดหน้าตาของรัฐบาล
“เป็นจุดสำคัญที่ประชาชนต้องเลือก แต่อย่างแรกต้องบอกให้โหวตเตอร์เชื่อเราก่อนว่าเรายังเป็นคนเดิม ที่เหลือไปพิสูจน์ความตั้งใจ เต็มที่เหมือนเดิม ทำงานเหมือนเดิม”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ณัฐพงษ์ ดึงประเทศพ้นปากเหว มีพรรคประชาชน ไม่มีภูมิใจไทย-ทุนเทา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net