“ศาลสหรัฐ” ไฟเขียวทรัมป์ เก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B สูงถึง 100,000 ดอลลาร์
"ศาลสหรัฐ" ไฟเขียวทรัมป์ เก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B สูงถึง 100,000 ดอลลาร์ได้ตามกฎหมาย หนุนแนวทางคุมเข้มผู้อพยพและดึงแรงงานอเมริกันเข้าสู่ตลาดแรงงาน
วันที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐ ระบุว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถเดินหน้าเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับคำขอวีซ่า H-1B ใหม่ได้ ซึ่งถือเป็นแรงกระแทกต่อบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐที่พึ่งพาการจ้างแรงงานทักษะจากต่างประเทศ
Beryl Howell ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันอังคารว่าการที่ทรัมป์ผลักดันการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่ายอดนิยมดังกล่าวอย่างก้าวกระโดดนั้น ชอบด้วยกฎหมาย คำตัดสินนี้ช่วยหนุนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการจำกัดการย้ายถิ่นฐานและกระตุ้นความต้องการแรงงานชาวอเมริกัน ทั้งนี้ U.S. Chamber of Commerce ซึ่งเป็นฝ่ายยื่นฟ้องเพื่อขัดขวางมาตรการดังกล่าว ยังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้
โฮเวลล์ปฏิเสธข้อโต้แย้งของหอการค้าสหรัฐที่ระบุว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจกำหนดค่าธรรมเนียมดังกล่าว โดยชี้ว่าคำประกาศของทรัมป์ออกภายใต้การให้อำนาจตามกฎหมายอย่างชัดแจ้งจากสภาคองเกรส
โฮเวลล์ระบุในคำวินิจฉัยว่า “ในกรณีนี้ สภาคองเกรสได้มอบอำนาจตามกฎหมายอย่างกว้างขวางให้ประธานาธิบดี ซึ่งเขาได้นำมาใช้ในการออกคำประกาศ เพื่อจัดการกับปัญหาที่เขาเห็นว่าเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติ ตามแนวทางที่เขาเห็นสมควร”
ด้าน ดารีล โจเซฟเฟอร์ รองประธานบริหารของหอการค้าสหรัฐ กล่าวในแถลงการณ์ว่า ค่าธรรมเนียมระดับ 100,000 ดอลลาร์ ทำให้วีซ่า H-1B มีต้นทุนสูงจนแทบไม่สามารถใช้งานได้
“เรารู้สึกผิดหวังกับคำตัดสินของศาล และกำลังพิจารณาทางเลือกทางกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อให้โครงการวีซ่า H-1B สามารถดำเนินไปตามเจตนารมณ์ของสภาคองเกรส นั่นคือการเปิดโอกาสให้ธุรกิจอเมริกันทุกขนาดสามารถเข้าถึงบุคลากรจากทั่วโลกที่จำเป็นต่อการขยายกิจการ”
โครงการวีซ่า H-1B ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบการย้ายถิ่นฐานเพื่อการจ้างงานของสหรัฐ โดยเปิดทางให้บริษัทต่าง ๆ สามารถจ้างแรงงานต่างชาติที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในสายงานเฉพาะทางได้ เมื่อเดือนกันยายน ทรัมป์ได้ลงนามในคำประกาศเพิ่มค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่า เพื่อยับยั้งบริษัทที่เขาอ้างว่าใช้โครงการนี้ในทางที่ผิดและแย่งงานแรงงานอเมริกัน
วีซ่า H-1B จัดสรรผ่านระบบจับสลาก และถูกใช้งานเป็นหลักในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยบริษัทอย่าง Amazon, Tata Consultancy Services, Microsoft, Meta Platforms และ Apple เป็นกลุ่มที่ถือครองวีซ่า H-1B มากที่สุด ตามข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐ
หอการค้าสหรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มล็อบบี้ภาคธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ระบุในคำฟ้องเมื่อเดือนตุลาคมว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากขัดต่อกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง และเกินขอบเขตอำนาจในการกำหนดค่าธรรมเนียมที่สภาคองเกรสมอบให้
นอกจากนี้ อัยการสูงสุดจาก 19 รัฐ ยังได้ยื่นฟ้องคัดค้านคำประกาศของทรัมป์ โดยมุ่งเน้นผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดกับภาคสาธารณะ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและการศึกษา ซึ่งพึ่งพาโครงการวีซ่า H-1B เช่นกัน ขณะเดียวกัน ยังมีคดีแยกต่างหากที่ยื่นโดยบริษัทจัดหาพยาบาลระดับโลก
คดีนี้มีชื่อว่า Chamber of Commerce vs. U.S. Department of Homeland Security เลขคดี 25-cv-03675 ในศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
อ้างอิง : www.bloomberg.com