โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แผ่นดินไหว-น้ำท่วมปี’68 สัญญาณเตือน หายนะไทยรุนแรง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 ธ.ค. 2568 เวลา 07.21 น. • เผยแพร่ 28 ธ.ค. 2568 เวลา 07.31 น.

ตลอดปี 2568 ทั่วทุกภาคของประเทศไทยเผชิญกับปัญหาภัยพิบัติอย่างหนักหนาสาหัส ทั้งที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ และภัยธรรมชาติ ที่เกิดจากผลกระทบจากฝีมือมนุษย์ และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเอง สร้างความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยนักวิชาการหลายคนบอกตรงกันว่า อนาคตประเทศไทยจะเผชิญกับภัยพิบัติต่าง ๆ หนักขึ้น

รื้อกฎหมายแผ่นดินไหวตึกถล่ม

วันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลา 13.20 น. เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4-7.7 แมกนิจูด มีศูนย์กลางอยู่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ใกล้เขตชายแดนไทย-เมียนมา อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยแรงสั่นสะเทือนได้ส่งผลให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หลังใหม่ ความสูง 33 ชั้น มูลค่า 3,200 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างในเขตจตุจักร กทม. พังถล่มลงมาเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ส่วนอาคารคอนโดฯและตึกทั่วไปได้รับความเสียหายบางส่วน

เหตุการณ์ดังกล่าวสรุปตัวเลข ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2568 มียอดผู้เสียชีวิต ยืนยัน 89 ราย บาดเจ็บสาหัสกว่า 130 ราย สูญหายอีก 7 ราย มีชิ้นส่วนมนุษย์ที่รอการพิสูจน์ DNA กว่า 200 ชิ้น

ผลการสืบสวนข้อเท็จจริง ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ประกอบไปด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะวิศวกรรมศาสตร์ 4 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สรุปออกมาเป็นเอกภาพสอดคล้องกัน โดยใช้เทคโนโลยีจำลองตึกและเปรียบเทียบกับแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว พบว่ามีความบกพร่องในการออกแบบและวิธีในการก่อสร้างไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โครงสร้างไม่ได้มาตรฐาน พบปัญหาที่ช่องลิฟต์และผนังรับแรงที่ไม่แข็งแรงพอตามหลักวิศวกรรม

บทสรุปคดีตึก สตง.ถล่มมีผู้ถูกดำเนินคดีหลายราย พร้อมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองถอดบทเรียนหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว เพื่อล้อมคอกให้การก่อสร้างอาคารมีความปลอดภัย ด้วยการปรับปรุงทบทวนกฎหมายหลายฉบับเพื่อขยายการควบคุม ทั้งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

รบกัมพูชาปิดด่านวูบแสน

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ได้เกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี หลังจากมีปัญหาความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดนมายาวนาน เนื่องจากยึดถือหลักฐานแผนที่ต่างกัน ไทยยึดถือแผนที่มาตราส่วน 1 : 50,000 ตามมาตรฐานสากลที่มีความละเอียดสูง ชี้ชัดเจนตามหลักภูมิประเทศและสันปันน้ำ ขณะที่กัมพูชาอ้างแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 เป็นผลผลิตจากสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และ ค.ศ. 1907 เป็นแผนที่มาตราส่วนหยาบ คลาดเคลื่อนจากเส้นสันปันน้ำจริงหลายจุด

ที่ผ่านมาได้มีการจัดคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ขึ้นมาเจรจา โดยมีการทำข้อตกลง MOU 43 ไม่ให้ทั้งสองฝ่ายดัดแปลงภูมิประเทศตามแนวชายแดน ซึ่งอาจมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสันปันน้ำ แต่ฝ่ายกัมพูชาละเมิด MOU 43 มาโดยตลอด ขยายชุมชน สร้างกาสิโน ปลูกพืชไร่ประชิดชายแดน เป็นการทำลายสันปันน้ำ ฝ่ายไทยประท้วง 400 กว่าครั้ง แต่กัมพูชาให้ความร่วมมือ แก้ไขน้อยมาก และยังรุกล้ำอธิปไตยไทยเข้ามาตลอด แม้ไทยเจรจาขอให้ถอนกำลังออกไปหลายครั้ง แต่กัมพูชาก็ไม่ยอมถอน

จนกระทั่งเกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 บริเวณชายแดน “ช่องบก” อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี และความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น หลังจากนั้นรัฐบาล โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ประกาศปรับเปลี่ยนเวลาการเปิด-ปิดด่าน ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2568 และในวันที่ 24 มิถุนายน 2568 รัฐบาลสั่งปิดด่านทั้งหมด 18 แห่ง ในพื้นที่ 7 จังหวัด แบ่งเป็น จุดผ่านแดนถาวร 8 แห่ง เช่น จ.สระแก้ว ได้แก่ ด่านอรัญประเทศ (บ้านคลองลึก) และด่านสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา (หนองเอี่ยน-สตึงบท), จ.สุรินทร์ ได้แก่ ด่านถาวรช่องจอม, จ.ตราด ได้แก่ ด่านถาวรบ้านหาดเล็ก, จ.จันทบุรี ได้แก่ ด่านถาวรบ้านผักกาด และบ้านแหลม, จ.ศรีสะเกษ ได้แก่ ด่านถาวรช่องสะงำ

ปิดจุดผ่อนปรนการค้า 9 แห่ง เช่น ช่องอานม้า (อุบลราชธานี), ช่องสายตะกู (บุรีรัมย์), สระแก้ว มี 2 แห่ง คือ บ้านตาพระยา และบ้านหนองปรือ, จันทบุรี มี 3 แห่ง คือ บ้านซับตารี, บ้านสวนส้ม และบ้านบึงชนังล่าง, ตราด มี 2 แห่ง บ้านหมื่นด่าน และบ้านมะม่วง ส่วนจุดผ่อนปรนเพื่อการท่องเที่ยว มี 1 แห่ง คือ ช่องทางขึ้นปราสาทพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ได้เกิดการปะทะรุนแรงขึ้นอีกครั้ง กัมพูชาได้เปิดฉากยิงทหารไทยด้วยปืนเล็กยาว ในพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน อยู่ในเขตอำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นเหตุให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย และเกิดการสู้รบกันอย่างรุนแรงในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม การปิดด่านถึงวันนี้รวม 6 เดือน ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนอย่างหนัก โดยปี 2567 ไทย-กัมพูชา มีมูลค่าการค้าสูงถึง 174,530 ล้านบาท ขณะเดียวกันมีปัญหาขาดแคลนแรงงานกัมพูชาในหลายสาขาอาชีพ โดยเฉพาะแรงงานเก็บผลไม้ลำไย และทุเรียนใน จ.จันทบุรีและตราด ทำให้ผู้ประกอบการเรียกร้องให้รัฐบาลนำแรงงานจากชาติอื่นเข้ามาทดแทน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถหาทางออกในเรื่องแรงงานได้

มหาอุทกภัยอยุธยา-หาดใหญ่

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ และจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม 2568 โดยระบุว่า ภาพรวมคาดว่าจะมีปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย และมีโอกาสเกิดฝนทิ้งช่วงในบางพื้นที่ (เหนือ, อีสาน, กลางตอนบน) ช่วงมิถุนายน-กรกฎาคม ก่อนที่ฝนจะชุกขึ้นช่วงสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งอาจมีพายุเข้า 1-2 ลูก, ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออกอาจมีฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย

แต่ภาพความเป็นจริง ปริมาณฝนที่ตกหนักในปี 2568 ได้สร้างความสูญเสียต่อชีวิต และทรัพย์สินอย่างโหดร้ายในพื้นที่หลายจังหวัด ซึ่งสาเหตุหลักมาจากภัยธรรมชาติจากพายุที่ถล่มเข้ามา ภัยธรรมชาติที่เป็นผลพวงจากฝีมือมนุษย์ที่ทำร้ายธรรมชาติ และที่สำคัญการบริหารจัดการที่ล้มเหลว ผิดพลาดของรัฐบาล และหน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง

ขอยกตัวอย่างเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนักบางพื้นที่ เช่น ย่านเศรษฐกิจอย่าง “เมืองหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์” น้ำท่วมซ้ำซากภายในเดือนกันยายน 2568 ถึง 5 ครั้ง เสียหายกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งหอการค้าจังหวัดเพชรบูรณ์ บอกว่า การถูกน้ำท่วมซ้ำถึง 5 รอบ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้ไม่ได้ท่วมนาน ขณะที่ จ.สิงห์บุรี เป็นอีกจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมหนักระดับมิดหลังคาในปีนี้

และจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ถูกน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี และปีนี้ท่วมยาวนานกว่า 5 เดือน และเพิ่งลดระดับลงต้นเดือนธันวาคม 2568 แม้ฝนหยุดตกไปนานแล้ว คนอยุธยา 13 อำเภอ จากทั้งหมด 16 อำเภอ ได้แก่ เสนา, ผักไห่, บางบาล, บางไทร, พระนครศรีอยุธยา, บางปะอิน, บางปะหัน, บางซ้าย, บ้านแพรก, ลาดบัวหลวง, มหาราช, นครหลวง และวังน้อย ยังถูกน้ำท่วมหนัก โดยเฉพาะ อ.บางบาล อ.เสนา น้ำท่วมระดับ 4 เมตร เกือบมิดบ้าน 2 ชั้น ต้องปืนขึ้นไปอาศัยอยู่บนขื่อคาน

สิ่งที่รัฐบาลทำ คือการแก้ปัญหาระยะสั้น ปรับหลักเกณฑ์เงินเยียวยา จากที่เหมาจ่าย ทุกหลังคาเรือนที่ถูกน้ำท่วมได้รับเงิน 9,000 บาทต่อครัวเรือน มาเป็นจ่ายแบบขั้นบันไดกรณีท่วมเกิน 30 วัน 5,000 บาท เกิน 60 วัน 10,000 บาท เกิน 90 วัน 15,000 บาท และเกิน 120 วัน 20,000 บาท ซึ่งหลายคนบอกว่า บ้านถูกแช่น้ำกว่า 5 เดือน เกษตรกรทำสวนไม่ได้ เครื่องใช้ไฟฟ้า โครงสร้างบ้านถูกแช่น้ำ ฯลฯ เงิน 20,000 บาทต่อครัวเรือนไม่พอค่าซ่อม และรายได้ที่สูญเสียไป

ตามมาด้วยมหาอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัด เช่น ตรัง สตูล พัทลุง นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ระบุว่า ถือเป็นปริมาณน้ำฝนตกหนัก สูงสุดในรอบ 300 ปี ระหว่างวันที่ 19-28 พฤศจิกายน 2568 ได้มีการรายงานปริมาณน้ำฝน 24 ชม.แต่ละวันสูงมากระดับ 300-500 มิลลิเมตร (มม.)

โดยเฉพาะปริมาณฝนสะสม 3 วันย้อนหลังของ อ.หาดใหญ่ (19-21 พฤศจิกายน 2568) สูงสุดถึง 630 มม. สูงกว่าน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2553 ที่มีปริมาณฝนสะสมสูงสุด 428 มม. แต่ไม่มีการเตือนจากหน่วยงานส่วนกลางไปยังพื้นที่ให้ทราบถึงความผิดปกติดังกล่าว ว่ามีความน่ากลัวเพียงใด

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องใน จ.สตูล พัทลุง และสงขลา มาจาก 3 สาเหตุ ได้แก่ 1.ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงลานีญา ซึ่งกำลังจะหมดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยลมจะดึงความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาประเทศไทยมากกว่าปกติ 2.ระเบิดฝน (Rain Bomb) ที่ทำให้เกิดฝนตกแช่อยู่กับที่ จากปกติร่องมรสุมต้องเคลื่อนที่ไป ไม่ตกแช่อยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งนาน ๆ แต่กรณีของการเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ จ.พัทลุง สงขลา หลายวันทำให้ปริมาณน้ำฝนมาก มีลานีญารวมอยู่ด้วย

3.โลกร้อน ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น เมื่อน้ำร้อนมากขึ้น ก็ระเหยมากขึ้น โดยอากาศที่ร้อนขึ้น 1 องศา น้ำระเหยมากขึ้น จุไอน้ำเพิ่มขึ้นได้ 7% และตกลงมาเป็นฝน และเป็นฝนที่ตกแช่อยู่ตรงจุดเดิม ทำให้สะสมปริมาณน้ำบนพื้นดิน

“โลกยิ่งร้อน ยิ่งเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอน หากปีไหนเป็นช่วงลานีญา ยิ่งต้องระวัง ดังนั้น ทุกคนควรหาข้อมูลเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเอาความคิดในอดีตว่าน้ำไม่เคยท่วมถึง น้ำมาไม่เร็ว เรายังมีเวลาเตรียมตัว ต่าง ๆ นานาเหล่านี้ โลกมันไม่เหมือนเดิมแล้ว หรือแม้กระทั่งการรับมือน้ำต่าง ๆ จะใช้ความคิดเมื่อ 20-30 ปีก่อนไม่ได้” ผศ.ดร.ธรณ์กล่าวทิ้งท้าย

ที่สำคัญปัญหาที่เกิดขึ้น ถูกซ้ำเติมด้วย การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของรัฐบาล และล้มเหลวของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้สร้างความเสียหายมากมาย โดยเฉพาะวิกฤตน้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับ 100 คนขึ้นไป สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของหาดใหญ่อย่างใหญ่หลวง ซึ่งหอการค้าจังหวัดสงขลาระบุว่า มีมูลค่าเศรษฐกิจสูงถึงประมาณ 250,000 ล้านบาทต่อปี และพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เป็นส่วนสำคัญถึง 50-60% ของเศรษฐกิจสงขลา ธุรกิจการค้าและบริการ ซึ่งกระจุกตัวในหาดใหญ่ได้รับผลกระทบทั้งหมด

รวมถึงร้านค้า, อาคารสำนักงาน, เครื่องใช้สำนักงาน, และยานพาหนะ ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากท้อ ถอดใจ และอาจเลิกกิจการ ซึ่งวงเงินประกันภัยที่คุ้มครองได้มีเพียงเล็กน้อย หรือได้แค่ 10% ของทุนประกัน ทำให้ไม่เพียงพอต่อความเสียหายจริง กระทบการจ้างงาน หากผู้ประกอบการไม่สามารถฟื้นตัวได้ จะส่งผลให้ไม่สามารถแบกรับค่าจ้างและต้องเลิกจ้างแรงงานในที่สุด

ทุกจังหวัดต้องการเรียกร้องมาตรการเยียวยา โดยเฉพาะโครงการแก้ปัญหาระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งทุกคนไม่อาจจะทนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ ที่สำคัญทุกวันนี้คน อ.หาดใหญ่ยังลุ้นกันว่า น้ำจะกลับมาท่วมอีกหรือไม่ เพราะยังมีฝนตกกันวันเว้นวัน

ชาวบ้านระทม ‘สารพิษแม่กก-โขง’ บีบเมียนมาปิดเหมือง

กว่า 1 ปีมาแล้วปัญหาแม่น้ำกก จ.เชียงราย และแม่น้ำสาขามีปัญหาการปนเปื้อนสารหนู (Arsenic) มาตั้งแต่ปี 2567 ต่อเนื่องถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับการแก้ไข สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ต่อสู้กันอย่างหนัก

หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ได้พัดพาโคลนจำนวนมหาศาลเข้าสู่แม่น้ำของประเทศไทย 4 สาย คือ กก สาย รวก และโขง และได้พบว่าแม่น้ำถูกปนเปื้อนด้วยสารหนูและสารพิษอื่น ๆ จากการทำเหมืองในเขตปกครองของว้า ประเทศเมียนมา ซึ่งตำบลท่าตอนเป็นจุดแรกที่แม่น้ำกกจากเมียนมาไหลเข้าสู่ประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างรุนแรง

แม่น้ำกก

โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวทางน้ำที่เป็นหัวใจหลักของชุมชน ที่ต้องหยุด-เลิกกิจการทั้งหมด ทั้งซุ้มร้านอาหาร แพเปียก เจ๊งทั้งหมด เป็นอาชีพหลักที่ชาวบ้านทำกันมานานกว่า 40 ปี

นอกจากนี้คือ อาชีพประมงที่ชาวบ้านต้องเลิกทำ เพราะปลาขายไม่ได้เลยหลังสารปนเปื้อน รวมถึงภาคการเกษตร พบว่าพืชหลายชนิดมีการปนเปื้อนที่อยู่ในค่ามาตรฐาน แต่ก็มีแนวโน้มที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะค่าค่อนข้างสูงเกือบเท่าเกณฑ์มาตรฐาน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เพราะการเกษตรได้ใช้น้ำโดยตรงจากแม่น้ำกก

และสุดท้ายคือ ชาวบ้านไม่สามารถใช้น้ำโดยตรงจากน้ำกกได้เลย ต้องอาศัยพึ่งพาน้ำประปาภูเขา และมีแนวโน้มว่าในช่วงฤดูแล้งน้ำจะไม่เพียงพอ โดยชาวบ้านตำบลท่าตอนและตำบลแม่นาวาง ต้องซื้อน้ำดื่มจากภายนอก

ข้อเสนอของชาวบ้านคือ ผลักดันการปิดเหมือง หยุดทำฝายดักตะกอนที่รัฐบาลและนักการเมืองพยายามผลักดัน ให้ฟื้นฟูแม่น้ำ ฟื้นฟูชีวิต และเสนอรัฐบาลให้มีมาตรการเร่งด่วนคือ 1.จัดหาแหล่งน้ำใหม่ เพื่อผลิตน้ำดื่มน้ำใช้ 2.มีกลไกในการแก้ไขปัญหาคือ การเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐให้มีการปิดเหมืองที่เป็นต้นตอของปัญหา ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด 3.เร่งรัดให้มีการตรวจสุขภาพประชาชนในพื้นที่ ซึ่งชาวบ้านไม่มีความมั่นใจต่อการใช้น้ำแล้ว

แม่น้ำกก

อย่างไรก็ตาม อัตราการเพิ่มขึ้นของเหมืองแรร์เอิร์ท มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่ตอนนี้คาดว่ามีเหมืองมากกว่า 300 แห่งในเขตรัฐฉาน ทั้งเหมืองทอง แรร์เอิร์ท ทองแดง ถ่านหิน แมงกานีส ฯลฯ ถือว่าเป็นข้ออ่อน-จุดอ่อนของรัฐบาลไทย ที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย ว่าพื้นที่ต้นน้ำมีเหมืองแร่ประเภทต่าง ๆ อยู่กี่จุด

ปัญหาเหมืองแร่แรร์เอิร์ทในรัฐฉาน ต้องใช้กลไกความร่วมมือใน 3 ระดับ 1.กลไกอาเซียน เพราะเมียนมาอยู่ในอาเซียน 2.กลไกโลกล้อมเมียนมาคือ UN ที่ต้องใช้ความสัมพันธ์ระหว่างนานาชาติมากขึ้น ซึ่งจีนเป็นประเทศหลักที่ทำเหมืองในเมียนมา แต่ก็ยังมีประเทศอื่น ๆ อีกที่เข้าไปทำเหมืองในเมียนมาเช่นกัน

3.การใช้กลไกที่ลงทุนอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องใช้กลไกความร่วมมือระดับโลก โดยต้องเปิดการเจรจา 3 ฝ่าย อย่างจริงจัง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แผ่นดินไหว-น้ำท่วมปี’68 สัญญาณเตือน หายนะไทยรุนแรง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...