รมว.คลังสหรัฐ ชี้ปิดชัตดาวน์รัฐบาล 43 วัน ทำเศรษฐกิจเสียหายถาวร 11,000 ล้านดอลลาร์
รมว.คลังสหรัฐ ชี้ปิดชัตดาวน์รัฐบาล 43 วัน ทำเศรษฐกิจเสียหายถาวร 11,000 ล้านดอลลาร์ ขณะฝ่ายเศรษฐกิจทำเนียบขาวคาดปี 2569 จะเป็นปีเติบโตโดดเด่นของเศรษฐกิจสหรัฐ
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เวลา 00.22 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าการปิดหน่วยงานรัฐบาล (Government Shutdown) เป็นเวลา 43 วัน ส่งผลสร้างความเสียหายถาวรต่อเศรษฐกิจสหรัฐราว 11,000 ล้านดอลลาร์ แต่ยังคงเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มผ่อนคลายลงและมาตรการลดภาษี
เบสเซนต์ให้สัมภาษณ์ในรายการ Meet the Press ของ NBC โดยระบุว่าภาคเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น ภาคที่อยู่อาศัย ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว แต่เขาไม่เห็นว่าภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญความเสี่ยงหดตัวทั้งระบบ พร้อมย้ำว่าเงินเฟ้อไม่ได้เกิดจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เกิดจากภาคบริการเป็นหลัก ซึ่งเป็นจุดยืนที่รัฐบาลทรัมป์ยืนยันมาโดยตลอด และเสริมว่าราคาพลังงานที่ลดลงจะช่วยฉุดราคาสินค้าโดยรวมให้ปรับตัวลงตามไปด้วย
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์มุ่งเน้นเรื่องค่าครองชีพอย่างเข้มข้น หลังพรรคเดโมแครตชนะเลือกตั้งระดับท้องถิ่นหลายพื้นที่ และคะแนนนิยมของเขาร่วงลงเหลือเพียง 38% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่กลับเข้าสู่อำนาจ ตามผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ล่าสุด
แม้ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดจะสะท้อนภาวะชะลอตัว เช่น ดัชนีภาคการผลิตที่อ่อนแรงจากต้นทุนสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นตามภาษีนำเข้า รวมถึงความไม่พอใจของผู้บริโภคต่อราคาที่สูงขึ้นจากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกน เบสเซนต์ยังคงแสดงท่าทีเชิงบวก โดยกล่าวว่า “มองปี 2569 ในแง่ดีอย่างมาก เราได้วางรากฐานสำหรับเศรษฐกิจเติบโตแข็งแรงโดยไม่สร้างเงินเฟ้อแล้ว”
เขายังระบุว่า ราคาพลังงานลดลงในเดือนตุลาคม ขณะที่ยอดขายบ้านฟื้นตัวขึ้น พร้อมย้ำว่ารัฐบาลยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อนำเงินเฟ้อที่อยู่ที่ระดับปีละ 3% ลงต่ำกว่านี้ โดยชี้ว่ารัฐที่ปกครองโดยเดโมแครตมีเงินเฟ้อสูงกว่ารัฐที่พรรครีพับลิกันบริหารอยู่ราว 0.5% ซึ่งเขาโทษว่ามาจากกฎระเบียบที่มากกว่า
เควิน แฮสเสตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (NEC) กล่าวในรายการของ Fox News ว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก แม้เศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะสะดุดจากผลของการปิดรัฐบาลที่ยาวนานที่สุด
เขาคาดว่าไตรมาส 4 จะโตเพียง 1.5%–2% แต่การจ้างงานภาคการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นจะช่วยปูทางสู่การขยายตัวในปีหน้า
เบสเซนต์ระบุว่าการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าอาหาร เช่น กล้วยและกาแฟ ที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นผลจากข้อตกลงการค้าที่เจรจามานานหลายเดือน โดยกล่าวว่า“เงินเฟ้อเป็นดัชนีรวม เราจึงพยายามกดราคาสินค้าที่เราควบคุมได้”
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ลงนามกฎหมายยุติ Government Shutdown ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยขยายงบประมาณถึงวันที่ 30 มกราคม ปีหน้า ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างเดโมแครตและรีพับลิกัน
เบสเซนต์ยังกล่าวว่าพรรครีพับลิกันควรโหวตยกเลิกกฎ Filibuster ทันที หากเดโมแครตทำให้รัฐบาลปิดอีกครั้ง ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ทรัมป์ผลักดันมานาน แต่เขาเลี่ยงที่จะตอบว่ามีคะแนนเสียงเพียงพอหรือไม่ และระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการด้านภาษีใหม่ ๆ เช่น การลดภาษีโอที ลดภาษีทิป ลดภาษีประกันสังคมบางส่วน และให้ดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์นำไปหักลดหย่อนได้ จะช่วยเพิ่มรายได้จริงให้กับแรงงาน และชดเชยผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น เบสเซนต์ยังคาดว่าผู้เสียภาษีจะได้รับเงินคืนภาษีจำนวนมากในไตรมาสแรกของปี 2569 สืบเนื่องจากโครงสร้างอัตราภาษีใหม่
เขาเผยด้วยว่า รัฐบาลเตรียมประกาศมาตรการลดค่ารักษาพยาบาลภายในสัปดาห์นี้ พร้อมด้วยชุดข้อตกลงการค้าใหม่ ที่เขาเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและกระตุ้นการเปิดโรงงานแห่งใหม่ทั่วประเทศ
อ้างอิง : reuters.com