SOCIETY: เกาหลีใต้เกิดเหตุเรือเฟอรร์รี่ บรรทุกคนรวม 267 ราย เกยตื้น สอบสวนเบื้องต้นพบผู้บังคับเรือ ‘ดูโทรศัพท์’ จนเรือเปลี่ยนเส้นทาง?
เกือบจะเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยของเกาหลีใต้ เมื่อเกิดเหตุเรือเฟอร์รี่ Queen Jenuvia II ที่บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวม 267 คนชนเข้ากับเกาะร้างใกล้เกาะจังซาน (Jangsan) เขตซีนาน (Sinan) จังหวัดช็อลลาใต้ ก่อนเกยตื้นในช่วงคืนวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 ตามรายงานของสื่อต่างประเทศหลายสำนัก
เรือเฟอร์รี่ขนาด 26,546 ตัน บรรทุกผู้โดยสาร 246 คนและลูกเรือ 21 คน ออกเดินทางจากเกาะเชจูเมื่อเวลา 16.45 น. เพื่อมุ่งหน้าไปสู่เมืองมกโพ
อุบัติเหตุเกิดขึ้นเวลาราวๆ หลัง 20.00 น. เมื่อเรือแล่นมาถึงบริเวณพื้นที่ทะเลแคบของเกาะจังซาน ซึ่งเต็มไปด้วยโขดหิน
หลังเกิดเหตุ ประธานาธิบดีอี แจมยอง (Lee Jae Myung) สั่งการให้เร่งช่วยเหลือผู้โดยสารและลูกเรือขึ้นฝั่ง และแจ้งเจ้าหน้าที่ให้รายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบเป็นระยะ
ทั้งนี้ เหตุการณ์ชนดังกล่าว ส่งผลให้ผู้โดยสารประมาณ 30 คนได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยจากแรงกระแทก ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บสาหัสและผู้เสียชีวิต
ผู้โดยสารทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือและอพยพภายในประมาณ 3 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ส่วนเรือสามารถนำออกจากเกาะและเทียบท่าเรือมกโพภายในระยะเวลาประมาณ 9 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ
คิม นัมฮยอน (Kim Namhyun) หนึ่งในผู้โดยสารวัย 51 ปี กล่าวว่า เสียงดังสนั่นในช่วงกลางคืนทำให้ผู้โดยสารตกใจและเกิดความตื่นตระหนก
ในขณะเดียวกันเธอก็ระบุว่า “แต่หลังจากเห็นเรือเฟอร์รี่เซวอลแล้ว ฉันก็รู้ว่าในสถานการณ์แบบนี้ คุณต้องตั้งสติ ออกไปข้างนอก สวมเสื้อชูชีพ และรอ” ซึ่งเป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเรือเฟอร์รี่เซวอลจมในปี 2014 ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน
เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งของเมืองมกโพล ได้ควบคุมตัวต้นหน (first mate) และผู้บังคับเรือ (helmsman) ในข้อหาประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ
ระหว่างการสอบสวน ลูกเรือให้การกับเจ้าหน้าที่ว่าขณะเกิดเหตุ ต้นหนที่ประจำการอยู่ห้องบังคับเรือได้มองโทรศัพท์มือถือของตน และปล่อยให้เรืออยู่ในโหมดขับเคลื่อนอัตโนมัติ (autopilot) ทั้งที่บริเวณดังกล่าวจำเป็นต้องควบคุมด้วยมนุษย์
ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของต้นหนเองที่ยอมรับภายหลังว่าตนกำลังอ่านข่าวบนโทรศัพท์ และพลาดช่วงเวลาที่ต้องเลี้ยวเรือ
ผลคือเรือแล่นเลยจุดที่ต้องเลี้ยว และพุ่งชนเกาะร้าง ก่อนจะหยุดลงหลังจากที่ตัวเรือครึ่งหนึ่งแล่นขึ้นไปเกยบนพื้นดินของเกาะ
หน่วยยามฝั่งระบุว่าทั้งสองคนอาจถูกควบคุมตัวต่อไป เนื่องจากมีความเสี่ยงทั้งสองจะทำลายหลักฐานและหลบหนี และขณะนี้กัปตันเรือก็กำลังถูกสอบสวน แม้ว่าเขาจะไม่ได้ประจำการอยู่ห้องบังคับเรืออยู่ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่ากัปตันมีหน้าที่ต้องอยู่ประจำในช่วงเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระบุในวันที่ 20 พฤศจิกายนว่าจะเดินหน้าสืบสวนต่อไปเพื่อพิจารณาว่าเหตุการณ์นี้เข้าข่ายความผิดทางอาญาที่หนักกว่าประมาทเลินเล่อหรือไม่