มโหฬารคอนเนกชัน แฉลึก “อนุกรรมการชุด 36“ สายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์ พลิกสำนวนฟอก 229 รายชื่อฮั้ว สว. สังคมจับตา 14 ก.ย.ชี้ชะตา กกต. รอดหรือติดคุก
มโหฬารคอนเนกชัน แฉลึก “อนุกรรมการชุด 36“ สายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์ พลิกสำนวนฟอก 229 รายชื่อฮั้ว สว. สังคมจับตา 14 ก.ย.ชี้ชะตา กกต. รอดหรือติดคุก
เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 69 สำนักข่าว The Room 44 ส่องข้อคับข้องของสังคมต่อกรณีคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุด 26 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งขึ้นมากับมือ สรุปสั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. 229 คน ซึ่งมี สว. 138 คน และระดับบิ๊กนักการเมืองในค่ายน้ำเงิน ตั้งแต่ นายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่แห่งพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จนถึงก๊วนลูกเทพอีกหลายคน
แต่ กกต.ตั้งชุดที่ 36 ขึ้นมา โดย กกต.7 คน ส่งคนของตัวเองไปเป็นอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดนี้ สุดท้ายไม่ส่งฟ้องสักคนเดียว เป็นที่มาที่กกต.ต้องเลื่อนชี้ขาดคดีชี้เป็นชี้ตายประเทศไทยเป็นวันที่ 14 ก.ย. 69 บนอำนาจในมือของ กกต.เสียงข้างมาก 4 คนจาก 7 คนถูก สว. เสียงข้างมากที่ถูกกล่าวหาอยู่ในขณะนี้เลือกเฟ้นเข้ามา
กกต.ชี้อย่างไรขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ท่ามกลางสังคมเห็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย จากการเปิดเผยของฝ่ายค้าน ไอลอร์ นักวิชาการ เทียบเคียงกับคดีฮั้ว สว.ในระดับจังหวัดที่ผู้สมัครสว.ไม่ได้รับเลือกเข้ามา น้ำหนักข้อเท็จจริงคดีฮั้้วสว. 229 คนมีมากกว่าหลายกี่โลขีด แต่สังคมยังระแวงชุดที่ 36 เป็นเหตุให้ในช่วงโค้งสุดท้าย ฝ่ายค้านพุ่งไปไปดูข้อพิรุธหลายข้อ
โดยเฉพาะ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สรุปเปรี้ยง 4 ข้อพิรุธสำคัญต่อการทำงานของชุดที่ 36 ทั้งการ
1.ที่กกต. อ้างภาระงานของ 35 คณะเดิมว่ามีมาก เนื้อหาคดีมีความซับซ้อนจึงตั้งชุดนี้ขึ้นมา แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันอนุกรรมการ 7 คนในชุด36 มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจริง
2.เมื่อเปรียบเทียบเชิงสถิติ พบว่าชุดที่ 26 ประชุมกว่า 80 ครั้ง รวบรวมเอกสาร 8–9 หมื่นหน้า สอบพยานกว่า 700 ปาก ขณะที่ชุดที่ 36 ประชุมเพียง 20–30 ครั้ง โดยเป็นการฟังข้อมูลสรุปต่ออีกทอด ทำให้เกิดคำถามว่าได้ตรวจสอบรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนแล้วจริงหรือ
3. มีพฤติการณ์ทำตัวเสมือนเป็นศาลเ พยายามพิจารณาตัดพยานหลักฐานจนกว่าจะสิ้นข้อสงสัย ทั้งที่เกณฑ์ของ กกต. ใช้เพียงหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต เพื่อสั่งฟ้อง นอกจากนี้ยังพบการตีกรอบกฎหมายในลักษณะปกป้องนักการเมืองระดับแกนนำ และปฏิเสธการมองพฤติการณ์เป็นขบวนการฮั้ว สว.ทั้งที่พยานหลักฐานมีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน
4. ชุดที่36 มีมติยกคำร้อง ขัดแย้งกับคดีที่กกต.เคยสั่งฟ้องและศาลพิพากษาว่ามีความผิดจากหลักฐานเพียง แค่ข้อความแชตไลน์
ตรงกับข้อมูลของ นายชยพล สท้อนดี สส.กทม.พรรค ปชน. เปิดฉากชี้ถึงโครงข่ายจักรวาลที่ล้อมรอบนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โดยบรรจงเปิดภาพและประวัติอนุกรรมการชุดที่ 36 ไล่ไปทีละคน
- ทั้ง นายอนุชา จันทร์สุริยา ที่ปรึกษาประจำประธาน กกต.เรียนหลักสูตร พตส.รุ่น 6 เรียนหลักสูตร นธป. รุ่น 7
- ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ที่เป็นคนไปส่งนายกฯ ถึงสนามบินบุรีรัมย์ โดยนายกฯ ได้ตั้งเป็นกรรมการประปานครหลวงด้วย เรียน พตส.รุ่น 10 เรียนหลักสูตร นธป. รุ่น 11 ระหว่างที่เป็นกรรมการวินิจฉัยได้ไปรับนายอนุทินถึงสนามบิน ไม่รู้ว่ามีกิจอันใด
- นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เป็นที่ปรึกษาบอร์ด กกต. 2568 เรียนหลักสูตร นธป. และ พตส. รุ่น 6
- นายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาศาลรัฐธรรมนูญ เรียนหลักสูตร พตส. รุ่น 36 รวมถึง
- นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ เป็นประธานบอร์ดการท่าเรือ ในสมัยที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรมว.คมนาคม ก่อนหน้านี้ เคยเป็นอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่แต่งตั้งโดยนายพิพัฒน์ด้วยเหมือนกัน หลักสูตร พตส.อยู่ใน กกต.เอง ชุดที่ 36 เรียนหลักสูตรนี้ 5 คน
+โดยหลักสูตรพตส.มีคนพรรคในภท.ได้แก่ +
- นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล
- พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรมว.ศึกษาธิการ
- น้องชายของนายเนวิน ชิดชอบ
- นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรค ภท.
- น.ส. มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ
- นางแว่นฟ้า ทองศรี ภรรยาของนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ
- นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.
- นายเขมพล อุ้ยตยะกุล ผู้ช่วยงานนายพิพัฒน์
- และนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภท.
เรียกว่าอยู่กันแน่น ที่ บ้าน กกต. โดยหลักสูตรนี้มีกรรมการหลักสูตร คือนายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อดีตบอร์ด กกต. และนายอิทธิพล บุญประคอง อดีตประธาน กกต. โดยมีนายกสมาคมหลักสูตร พตส. ประกอบด้วยนายสรอรรถ นายอนุทิน และนายศุภชัย
นายชยพลยังฉายภาพให้เห็นอีกหนึ่งหลักสูตรคือ นธป. ย่อมาจากหลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย จัดขึ้นโดยศาลรัฐธรรมนูญ ชุดที่ 36 เรียน 3 คน คือ นายอัฌษไธค์ นายอนุชา และ ร.ต.อ.ปิยะ ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีนายอนุทิน นายสรอรรถ และ พล.ต.อ.เพิ่มพูน โดยมีนายเชาวนะ ไตรมาศ เป็นผู้อนุมัติจบหลักสูตร(ประธานชุดที่36) เป็นพื้นที่ที่เขาได้ไปทำความรู้จัก ยังมีคอนเนคชันด้านนายทุนด้วย คือนายอัฌษไธค์ มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทที่เกี่ยวข้องกับนายพิพัฒน์ และนายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล สว.
สอดรับกับ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ระบุถึงการทำงานของอนุกรรมการ ชุดที่ 36 เมื่อมีประชุมไม่ค่อยซักถาม ประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยทีมเลขานุการกกต.จะสรุปสำนวนคณะกรรมการสอบสวนกลาง ช่วงแรกๆอาจซักถามบ้าง แต่ระยะหลังฝ่ายเลขาเป็นผู้รายงานเกือบทั้งหมด กรรมการแทบไม่ซักถามหรือสงสัย มีเพียงมติรับทราบข้อชี้แจง และไม่พบว่าได้เรียกกรรมการชุดที่ 26 มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือนำเอกสารต้นฉบับมาพิจารณา เป็นเพียงการสรุปผลการสอบสวนของชุดที่26
ทั้งนี้นายอนุชา จันทร์สุริยา หนึ่งในอนุกรรมการชุดที่36 มีบทบาทนำประชุม ทั้งตั้งประเด็น กำหนดกรอบการพิจารณา ในการประชุมครั้งที่4/69 มีการกล่าวถึงผู้มีบารมีนอกพรรค ในจ.บุรีรัมย์ แต่มีอนุกรรมการคนหนึ่งทักท้วงว่า “บุคคลดังกล่าวไม่เกี่ยวกับผู้สมัคร พรรคการเมือง ไปยุ่งกับเขาทำไม เขาแค่เตะบอล นุ่งกางเกงขาสั้น ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้อง”
แต่ฝ่ายเลขานุการชี้แจงว่า แม้ไม่เป็นผู้สมัคร ไม่เกี่ยวกับพรรค แต่หากเป็นผู้ทำความผิดก็นำมาอยู่ในสำนวนได้ การที่นายอนุชาพยายามตีกรอบ อาจตีกรอบที่ดี ทำให้เกิดการวินิจฉัยชัดเจนขึ้น หรืออาจตีกรอบให้ใครผิดหลุดไปเลย แต่สิ่งที่แปลกคือ การตีกรอบการประชุมครั้งที่ 3 ว่านักการเมืองไม่สามารถช่วยหรือแทรกแซงการฮั้วสว.ได้ และผู้สมัครไม่สามารถไปขอรับความช่วยเหลือได้นั้น เป็นการตีกรอบไม่ถูกต้อง
นายสมชัยพยายามบอกกับสังคมให้จับตาดูรายงานประชุมชุดที่36 ครั้งสุดท้าย 24 ก.พ. 69 อนุกรรมการแต่ละคนเขียนคำวินิจฉัยส่วนบุคคลอย่างไร เพราะมี 5 คนยกคำร้องทั้งหมด อีก 2 คนไม่ยกหมด ควรดูว่าคำวินิจฉัยมาจากกรอบที่บิดเบี้ยวหรือไม่ หากใช่ก็เอาผิดอนุกรรมการที่ลงมติยกคำร้อง.
ถึงขั้นที่นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอีกคนที่ดูภาพรวมตามข้อมูลที่มีทั้งเอกสารชุดที่ 26 และชุดที่ 36 เมื่อได้รับทราบตามข้อมูลว่าอนุกรรมการแต่ละคนในชุดที่ 36 ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างไร ถึงกับเปรยว่า เป็นการทำงานที่ประหลาด พร้อมชี้ว่า “ชุด 36 ขักจะหนวแล้ว เรื่องปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยหน้าที่ ตามกฎหมายกกต. มาตรา 69” และทิ้งท้ายให้สังคมชวนติดตามว่า กฎหมายตรงนี้ไม่ได้ใช้แค่ กกต. 7 คน แต่ใช้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนของกกต.