เมื่อชนวนสงครามการค้าสหรัฐฯ-แคนาดา คือ'ภาษาฝรั่งเศส'ที่พูดกันในรัฐเกแบ็ก
ข้อมูลเบื้องหลัง
- รัฐเกแบ็ก (Quebec) เป็นรัฐ/มณฑลที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดาตามพื้นที่ ตั้งอยู่ในแคนาดาตอนกลาง เป็นรัฐเดียวในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาฝรั่งเศส เพราะระหว่างปี ค.ศ. 1534 ถึง 1763 ดินแดนที่ปัจจุบันคือรัฐเกแบ็ก เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในชื่อแคนาดา และเป็นอาณานิคมที่พัฒนามากที่สุดในกลุ่มอาณานิคมฝรั่งเศสในทวีปอเมริกาที่เรียกว่านิวฟรานซ์ หลังสงครามเจ็ดปี แคนาดาได้กลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของแคนาดาในเวลาต่อมาโดยที่ยังพูดภาษาฝรั่งเศสขณะที่ส่วนอื่นๆ ของแคนาดาพูดภาษาอังกฤษ
- เศรษฐกิจของรัฐเกแบ็กส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากภาคบริการขนาดใหญ่และภาคอุตสาหกรรมที่หลากหลาย สำหรับการส่งออกนั้น พึ่งพาอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ การบิน พลังงานไฟฟ้าพลังน้ำ เหมืองแร่ ยา อลูมิเนียม ไม้ และกระดาษ ควิเบกเป็นที่รู้จักกันดีในด้านการผลิตน้ำเชื่อมเมเปิล ด้านการแสดงตลก และการทำให้ฮอกกี้น้ำแข็งเป็นหนึ่งในกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในแคนาดา นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักในด้านวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีการผลิตวรรณกรรม ดนตรี ภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ เทศกาล และอื่นๆ อีกมากมาย
- แต่ล่าสุด รัฐบาลสหรัฐฯ ของโดนัลด์ ทรัมป์ทำสงครามภาษีกับแคนาดา ทำให้ต้องมีการเจรจาทางการค้าระหว่างกัน แต่ระหว่างนั้นการเจรจาต้องยุติลงกลางคัน เพราะฝ่ายแคนาดาไม่พอใจที่สหรัฐฯ เสนอในสิ่งที่ก้าวล่วงเรื่องการค้า โดยต่อมาคริสติน เฟรเช็ตต์ นายกรัฐมนตรีแห่งรัฐควิเบก กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการข้อผ่อนปรนในเรื่องกฎระเบียบของรัฐเกแบ็กเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและคู่มือการใช้งานที่มีเนื้อหาเป็นภาษาฝรั่งเศส รวมถึงกฎหมายส่งเสริมเนื้อหาทางวัฒนธรรมภาษาฝรั่งเศสด้วย ตามรายงานของ Montreal Gazette สื่อในแคนาดา
- ขณะที่นายกรัฐมนตรี มาร์ค คาร์นีย์ แห่งแคานาดากล่าวว่า ผู้เจรจาฝ่ายอเมริกันมองว่าภาษาฝรั่งเศสในแคนาดาเป็น "สิ่งที่สร้างความรำคาญ…แต่ในควิเบก นี่คือสิทธิ" และ คาร์นีย์สั่งให้ผู้เจรจาของเขายุติการเจรจาการค้า ขณะที่สหรัฐฯ ก็เดินหน้าทำสงครามภาษีโดยขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดาหลายรายการมีผลบังคับใช้ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกของแคนาดาไปยังสหรัฐฯ ประมาณ 5% และแคนาดากล่าวว่าจะตอบโต้ในต้นเดือนกันยายน จากการรายงานของ The Guardian
จากเรื่องนี้ทำให้สำนักข่าว AFP รายงานว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดาได้กลายเป็นสงครามทางวัฒนธรรมไปแล้ว หลังจากที่การเจรจาล้มเหลวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ตามคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ค คาร์นีย์ ข้อพิพาทกับคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องข้อเรียกร้องด้านภาษีศุลกากรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า "ภัยคุกคาม" ที่ยอมรับไม่ได้ต่อภาษาฝรั่งเศสและ "วัฒนธรรมเกแบ็ก" ด้วย
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นติดขัดทั่วไปในการเจรจาการค้า แต่เป็นประเด็นที่อ่อนไหวในแคนาดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐเกแบ็กทางตะวันออกที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส ซึ่งพยายามรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวมานานแล้ว
คาร์นีย์กล่าวว่า เงินอุดหนุนของแคนาดาสำหรับวัฒนธรรมฝรั่งเศส บทบาทของสื่อออนไลน์ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส และการติดฉลากสองภาษาบนผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในแคนาดา เป็นหนึ่งในประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่
เขาอธิบายสิ่งเหล่านี้ว่าเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" และกล่าวว่า "มีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างมุมมองของแคนาดาและอเมริกา"
นายกรัฐมนตรีกล่าวอ้างด้วยว่าสหรัฐฯ ต้องการทำลายอุตสาหกรรมยานยนต์ เหล็ก และอลูมิเนียมของแคนาดา และจำกัดข้อตกลงทางการค้าของแคนาดากับประเทศอื่นๆ
หลังจากการเจรจาล้มเหลว แคนาดาต้องเผชิญกับภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 20 พันล้านดอลลาร์ และภาษีสองเท่าสำหรับรถยนต์แคนาดา ในขณะที่คาร์นีย์ให้คำมั่นว่าจะเรียกเก็บภาษีเท่ากับสหรัฐฯ "ดอลลาร์ต่อดอลลาร์"
ในเกแบ็ก การตัดสินใจของคาร์นีย์ที่จะยุติการเจรจาได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง
ผลสำรวจที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์โดยสถาบันแองกัส รีด พบว่า 85% ของชาวเกแบ็กสนับสนุนการตัดสินใจดังกล่าว ซึ่งเป็นอัตราการอนุมัติสูงสุดในบรรดา 10 รัฐ/มณฑลของแคนาดา
"อัตลักษณ์ของเราไม่สามารถต่อรองได้" คริสตีน เฟรเชตต์ นายกรัฐมนตรีแห่งรัฐเกแบ็กเขียนเมื่อวันอาทิตย์ในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย
เธอต้องเผชิญกับการเลือกตั้งใหม่ในเดือนตุลาคม และปัจจุบันมีคะแนนนิยมตามหลังผู้นำพรรคแบ่งแยกดินแดนของเกแบ็ก
ตามรายงานของสื่อแคนาดา เฟรเช็ตต์กล่าวว่ารัฐบาลวอชิงตันต้องการข้อผ่อนปรนในเรื่องกฎระเบียบของเกแบ็กเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและคู่มือการใช้งาน รวมถึงกฎหมายส่งเสริมเนื้อหาทางวัฒนธรรมภาษาฝรั่งเศส
กฎหมายล่าสุดของเกแบ็กอนุญาตให้ควบคุมปริมาณเนื้อหาภาษาฝรั่งเศสที่แพลตฟอร์มดิจิทัลนำเสนอและระดับการแสดงผล ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนในการดำเนินธุรกิจสำหรับบริษัทสหรัฐฯ ตามรายงานของ Montreal Gazette สื่อในแคนาดา
ในการสัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ลดความสำคัญของประเด็นภาษาในการเจรจาการค้า โดยกล่าวว่าเป็น "เรื่องตลกปลอมๆ"
"สิ่งที่เราไม่ชอบคือสถานการณ์ที่รัฐบาลกลางของแคนาดาบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีของอเมริกาแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้กับคู่แข่งในแคนาดา" เกรียร์กล่าวกับสวำนักข่าว CNBC
"แต่ผมเข้าใจว่าทำไมชาวเกแบ็กถึงต้องการเนื้อหาภาษาฝรั่งเศสและของอะไรแบบนั้น เพราะเราคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าจริงๆ"
แคนาดาเสียรัฐเกแบ็กไปไม่ได้
ประเด็นเรื่องภาษาฝรั่งเศสที่ทำให้นายกรัฐมนตรีของแคนาดายอมไม่ได้นั้น มีแง่มุมท่งการเมืองเบื้องหลังด้วย นั่นคือการทำให้ประชาชนรัฐเกแบ็กพอใจว่าแคนาดาปกป้องพวกเขา หากแคนาดายอมอ่อนข้อให้สหรัฐฯ ก็เท่ากับว่ารัฐบาลกลางแคนาดาไม่สนใจรัฐเกแบ็กอีก ซึ่งจะนำไปสู่การเสริมพลังให้กับขบวนการแบ่งแบกดินแดนรัฐเกแบ็ก
โดยในรัฐนี้มี "ขบวนการเรียกร้องเอกราชของเกแบ็ก" (mouvement souverainiste du Québec) ซึ่งเป็นขบวนการทางการเมืองที่สนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระของเกแบ็กจากแคนาดา ผู้สนับสนุนโต้แย้งว่าชาวเกแบ็กเป็นชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีวัฒนธรรม ภาษา ประวัติศาสตร์ และค่านิยมเฉพาะตัว ดังนั้นจึงควรใช้สิทธิในการกำหนดตนเอง หลักการนี้รวมถึงความเป็นไปได้ในการเลือกระหว่างการรวมเข้ากับรัฐที่สาม การรวมตัวทางการเมืองกับรัฐอื่น หรือความเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้ชาวควิเบกสามารถจัดตั้งรัฐอธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญของตนเองได้
ผู้สนับสนุนเชื่อว่าเกแบ็กที่เป็นอิสระจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าในการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม พวกเขายืนยันว่าการปกครองตนเองจะทำให้เกแบ็กสามารถจัดการทรัพยากรของตน เช่น ทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถหมุนเวียนได้มากมายและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เชิงกลยุทธ์ ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน นอกจากนี้ อธิปไตยจะทำให้เกแบ็กสามารถกำหนดนโยบายการคลังของตนเอง เข้าร่วมในเวทีระหว่างประเทศโดยตรง และยึดมั่นในภาษาฝรั่งเศสและรูปแบบการบูรณาการระหว่างวัฒนธรรม
สถานการณ์ล่าสุดจากการรายงานของ The Guardian คือ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โปล แซงต์-ปิแอร์ พลามงดง นักการเมืองฝ่ายสนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระของเกแบ็ก ซึ่งมีโอกาสมากที่สุดที่จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งระดับรัฐที่จะมาถึง กล่าวว่าพรรคของเขาจะเลื่อนการจัดทำประชามติเพื่อแยกตัวเกแบ็กออกจากแคนาดาออกไปจนกว่าทรัมป์จะพ้นจากตำแหน่ง เขาเขียนว่า การตัดสินชะตากรรมทางการเมืองของเกแบ็ก “ต้องไม่ถูกครอบงำโดยความวุ่นวายทางการเมืองของอเมริกา การระเบิดอารมณ์ของประธานาธิบดีที่คาดเดาไม่ได้ หรือโดยการรณรงค์สร้างความหวาดกลัว”
โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ธงของรัฐเกแบ็ก ภาพโดย Dooblem/Wikipedia (CC BY-SA 3.0)