โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สหรัฐฯ เตรียมเปิดสงครามเศรษฐกิจ อิหร่านขู่หยุดส่งออกน้ำมัน

PostToday

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 31 นาทีที่แล้ว

สหรัฐฯ เตรียมเปิดฉากมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน โดย สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะดำเนิน “ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีต่อคู่ปรปักษ์” พร้อมมุ่งเป้าไปยังประเทศและบริษัทที่ยังคงทำธุรกิจหรือเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจและการเงินของอิหร่าน

เบสเซนต์มีกำหนดแถลงข่าวในเวลา 14.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม หรือตรงกับเวลา 01.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม ตามเวลาไทย เพื่อเปิดเผยรายละเอียดมาตรการเพิ่มเติม หลังอิหร่านเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979

เบสเซนต์เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ Financial Times เมื่อวันอาทิตย์ว่า มาตรการครั้งใหม่นี้ถือเป็น “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” และเป็นการระดมกำลังทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยใช้กับประเทศคู่ขัดแย้ง พร้อมเตือนประเทศที่ยังคงดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่านว่า ควรพิจารณาผลกระทบที่จะตามมา

ด้านอิหร่านตอบโต้ด้วยการขู่ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเช่นกัน โดย โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่า หาก “สงครามเศรษฐกิจ” ยังคงดำเนินต่อไป อิหร่านจะระงับการส่งออกน้ำมันทั้งหมดจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

เรซาอีระบุว่า อิหร่านจะถือว่าประเทศใดก็ตามที่เข้าร่วมหรือสนับสนุนมาตรการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่อประชาชนอิหร่าน เป็นการกระทำที่เข้าข่าย “การทำสงคราม”

คำขู่ดังกล่าวสร้างความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลก เนื่องจาก ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำหรับการขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ หากการขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวหยุดชะงัก อาจส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน

เบสเซนต์ยังเรียกร้องให้จีนร่วมมือกับสหรัฐฯ โดยชี้ว่าจีนพึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียคิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด ขณะที่สถานทูตจีนในกรุงวอชิงตันตอบโต้ว่า การใช้มาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้แนวทางทางการทูต

ความตึงเครียดครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน โดยส่วนใหญ่อยู่ในอิหร่านและเลบานอน รวมทั้ง อายะตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานและขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก

แม้การโจมตีทางทหารระหว่างคู่ขัดแย้งจะลดลงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีการเจรจาอย่างจริงจังเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานานราว 6 เดือน โดยการเจรจาโดยตรงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนในสวิตเซอร์แลนด์

อิหร่านยังคงมีศักยภาพด้านขีปนาวุธและโดรนเพียงพอที่จะโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย และสร้างความเสี่ยงต่อเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การเดินเรือในพื้นที่ชะลอตัวอย่างหนัก ขณะที่สถานะที่แท้จริงของโครงการนิวเคลียร์อิหร่านยังคงไม่ชัดเจน

ก่อนเกิดสงคราม เศรษฐกิจอิหร่านเผชิญเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนตัว การขาดแคลนพลังงาน และผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรอยู่แล้ว ขณะที่สงครามล่าสุดยิ่งสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน การค้า และกำลังการผลิต รวมถึงเพิ่มภาระมหาศาลในการฟื้นฟูประเทศ

รัฐบาลอิหร่านเตือนว่า มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่อาจทำให้ประชาชนเผชิญความยากลำบากมากขึ้น จุดชนวนความไม่สงบภายในประเทศ และบั่นทอนความชอบธรรมของรัฐบาลเพิ่มเติม

ท่ามกลางการขาดการเจรจาโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ประเทศอื่น ๆ ได้แก่ กาตาร์ ปากีสถาน และตุรกี พยายามเข้ามาเป็นตัวกลางทางการทูต โดยอิหร่านระบุว่า พลเอกอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน จะเดินทางเยือนกรุงเตหะรานในวันจันทร์ เพื่อหารือแนวทางฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน รัฐบาลปากีสถานระบุว่า มูนีร์จะหารือพัฒนาการล่าสุดของความขัดแย้ง รวมถึงภัยคุกคามจากสหรัฐฯ ที่จะประกาศมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่ต่ออิหร่าน โดยปากีสถานมีบทบาทเป็นคนกลางในความขัดแย้งครั้งนี้

สหรัฐฯ รายงานว่า มีทหารเสียชีวิตจากสงครามแล้ว 18 นาย และบาดเจ็บมากกว่า 750 นาย ขณะที่การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน รวมถึงการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนและประชาชนหลายล้านคนต้องพลัดถิ่น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...