ผันผวนรายวัน! “ราคาน้ำมัน” พุ่ง 83.29 ดอลลาร์ อิหร่านเรียกค่าผ่านทางสูงสุด 7%
ผันผวนรายวัน! "ราคาน้ำมัน" พุ่งแตะ 83.29 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังอิหร่านเสนอเก็บค่าธรรมเนียม 5-7% ของมูลค่าสินค้า พร้อมปรับผู้ฝ่าฝืนสูงสุด 20%
วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 11.27 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อในวันศุกร์ (7 ส.ค.) ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับแผนเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิหร่านซึ่งอยู่ระหว่างหารือกับโอมาน เสนอเงื่อนไขห้ามเรือของสหรัฐ อิสราเอล และประเทศที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์แล่นผ่าน พร้อมพิจารณาเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและกำหนดบทลงโทษในอัตราสูงสำหรับผู้ฝ่าฝืน
ณ เวลา 03.03 น. GMT สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ เพิ่มขึ้น 80 เซนต์ หรือ 0.97% มาอยู่ที่ 83.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 64 เซนต์ หรือ 0.83% มาอยู่ที่ 77.93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากวันพฤหัสบดี ซึ่งสัญญาน้ำมันล่วงหน้าปิดบวกมากกว่า 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีรายงานว่าอิหร่านกำลังพิจารณาร่างกฎหมายห้ามเรือของสหรัฐและอิสราเอลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยก่อนสงครามจะเริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณทั่วโลกขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ เนื่องจากตลาดมีความหวังมากขึ้นว่าจะสามารถหาทางออกให้กับความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ได้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์พลิกกลับในวันพฤหัสบดี เมื่อราคาน้ำมันเบรนท์ดีดกลับขึ้นเหนือ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเพิ่งหลุดต่ำกว่าระดับดังกล่าวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม แม้ราคาจะฟื้นตัวในช่วงปลายสัปดาห์ แต่ทั้งเบรนท์และ WTI ยังมีแนวโน้มลดลงประมาณ 8% ตลอดทั้งสัปดาห์
นักวิเคราะห์มองว่า พัฒนาการที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้สะท้อนว่า ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ยังห่างไกลจากการยุติ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดน้ำมันต้องจับตา
หลิน เย่ รองประธานฝ่ายตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และน้ำมันของ Rystad Energy ระบุว่า ปัจจัยที่ผลักดันราคาน้ำมันล่าสุดมาจากร่างเงื่อนไขการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านโดยตรง ซึ่งเสนอห้ามเรือสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงกำหนดให้ประเทศอื่นที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต้องจ่ายค่าชดเชยก่อนจึงจะได้รับอนุญาตให้ผ่าน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดเริ่มประเมินว่า แม้จะสามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นอาจเป็นเพียงการเปิดเส้นทางเดินเรือแบบ “มีการควบคุมและมีเงื่อนไข” มากกว่าการกลับมาเปิดเส้นทางตามปกติเหมือนก่อนเกิดสงคราม
สำนักข่าว Fars ของอิหร่านรายงานโดยอ้างสมาชิกรัฐสภา ว่า คณะกรรมาธิการรัฐสภากำลังพิจารณาร่างกฎหมายเบื้องต้น ซึ่งจะห้ามเรือของสหรัฐฯ อิสราเอล และประเทศอื่นที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมกำหนดค่าปรับสำหรับผู้ฝ่าฝืนสูงถึง 20% ของมูลค่าสินค้าที่บรรทุก
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านระบุว่า อิหร่านต้องการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซในอัตราประมาณ 5-7% ของมูลค่าสินค้า ขณะที่โอมานกำลังหารือเกี่ยวกับอัตราค่าธรรมเนียมประมาณ 3% ส่วนสหรัฐต้องการให้การเดินเรือผ่านช่องแคบไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ
ความแตกต่างดังกล่าวทำให้การบรรลุข้อตกลงยังมีความซับซ้อน โดยแหล่งข่าวในอุตสาหกรรม 4 รายระบุว่า ข้อเสนอในปัจจุบันอาจนำไปปฏิบัติได้ยาก เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และข้อจำกัดในสัญญาประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงิน
วันดานา ฮารี ผู้ก่อตั้ง Vanda Insights ระบุว่า สัญญาณเกี่ยวกับข้อตกลงการเดินเรือระหว่างอิหร่านกับโอมานในสัปดาห์นี้ทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดน้ำมันผันผวนอย่างมาก และจนถึงขณะนี้ตลาดยังไม่มีความชัดเจนว่าต้องเกิดเงื่อนไขใดบ้างจึงจะสามารถบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายได้
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคยังคงอยู่ในระดับสูง โดยกลุ่มฮูตีในเยเมนระบุว่า ได้ใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกองกำลังของซาอุดีอาระเบียในพื้นที่มาริบและฮัดรามูตของเยเมนเมื่อวันพฤหัสบดี เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางขนส่งพลังงานในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เขาเชื่อว่าสงครามจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้
ตลาดน้ำมันจึงยังอยู่ท่ามกลางแรงดึงสองด้าน ระหว่างความหวังต่อการยุติความขัดแย้งกับความเสี่ยงที่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะมาพร้อมข้อจำกัด โดยเฉพาะข้อเสนอห้ามเรือบางประเทศและการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งอาจทำให้การขนส่งน้ำมันและ LNG ผ่านเส้นทางที่รองรับพลังงานราว 1 ใน 5 ของโลกยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในเร็ว ๆ นี้
อ้างอิง : www.reuters.com