โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นาบิล อานาน กับการพิสูจน์ตัวเองว่า ‘ควรค่า’ ไปล่าเหรียญโอลิมปิก

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
นาบิล อานาน กับการพิสูจน์ตัวเองว่า ‘ควรค่า’ ไปล่าเหรียญโอลิมปิก

การประกาศของ นาบิล อานาน ว่าจะเดินเข้าสู่เส้นทางมวยสากลสมัครเล่น เพื่อเป้าหมายโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่ลอสแอนเจลิส ไม่ได้สร้างเพียงความตื่นเต้นต่อแฟนหมัดมวยเท่านั้น แต่จุดชนวนคำถามครั้งใหญ่ในวงการมวยไทยทันที

ประเด็นสำคัญ

  • จุดเริ่มต้นของเสียงวิจารณ์ และเหตุผลที่ต้องเป็นนาบิล อานาน
  • ความได้เปรียบที่เห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวที
  • โจทย์แรกคือ ‘พิกัดน้ำหนัก’ พร้อมกับดราม่า ‘เด็กเส้น’
  • ตัวอย่างในอดีตบอกว่า ‘เป็นไปได้’ แต่ ‘ไม่ง่าย’
  • สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือความสม่ำเสมอ เพราะลอสแอนเจลิสยังอยู่ไกล

เพราะนักชกวัย 22 ปีรายนี้ไม่ได้มาจากระบบมวยสากลสมัครเล่นโดยตรง หากมาจากเวที ONE Championship ในฐานะอดีตแชมป์โลกมวยไทย

และเมื่อชื่อของเขาถูกผลักดันโดยทั้ง ONE, สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย จึงทำให้คำว่า ‘เด็กเส้น’ ตามมาแทบจะทันที ทั้งที่ความจริงแล้วเส้นทางของนาบิลยังไม่ได้เริ่มต้นด้วยซ้ำ

จุดเริ่มต้นของเสียงวิจารณ์ และเหตุผลที่ต้องเป็นนาบิล อานาน

แนวคิดผลักดันนาบิลเข้าสู่มวยสากลไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน สมรักษ์ คำสิงห์ ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก 1996 ยอมรับว่าเคยเสนอแนวคิดลักษณะนี้มานาน 2-3 ปีแล้ว

สมรักษ์มองเห็นคุณสมบัติหลายอย่างที่เหมาะกับมวยสากล ทั้งรูปร่างที่สูงถึงราว 194 เซนติเมตร พื้นฐานหมัด ฟุตเวิร์ก สายตา และประสบการณ์จากนวมเล็ก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่จริงๆ คือการจับมือกันอย่างเป็นทางการระหว่าง ONE กับสมาคมมวยสากลฯ เพื่อวางแผนสองปีเต็มสำหรับลอสแอนเจลิส 2028

คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ในสถานการณ์ของมวยสากลชายไทยเอง ในโอลิมปิก 2024 ที่ปารีส นักชกชายไทยสามคนตกรอบทั้งหมด โดยไม่มีใครคว้าเหรียญ ขณะที่เหรียญรางวัลเดียวของทีมมวยไทยมาจาก จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง ในฝั่งหญิง

ภาพดังกล่าวทำให้คำถามเรื่องการสร้างนักชกชายระดับโลกกลับมาอีกครั้ง การเปิดประตูให้นักชกจากมวยไทยหรือคิกบ็อกซิ่งเข้ามาแข่งขันในระบบจึงไม่ใช่เรื่องประหลาด หากสมาคมเชื่อว่ามีวัตถุดิบที่สามารถต่อยอดได้

แต่คำถามสำคัญก็คือ วัตถุดิบเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นนักมวยสากลระดับโอลิมปิกได้จริงหรือไม่

ความได้เปรียบที่เห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวที

สิ่งแรกที่แทบทุกคนเห็นตรงกันคือสรีระของนาบิล หากลงแข่งขันในพิกัดราว 70 กิโลกรัม ส่วนสูงเกือบสองเมตรของเขาจะสร้างความแตกต่างอย่างมาก เขามีโอกาสใช้ช่วงชกควบคุมระยะจากวงนอก ปล่อยแย็บ และบังคับให้คู่ต่อสู้ต้องเสี่ยงมากขึ้นทุกครั้งที่พยายามเข้าประชิด

ชาตรี ศิษย์ยอดธง ผู้ก่อตั้ง และ CEO ของ ONE Championship ยังมองว่าประสบการณ์จากการชกนวมเล็กช่วยให้การป้องกันและการตอบสนองต่อหมัดมีความละเอียดกว่าเดิม

แต่ความได้เปรียบทางกายภาพเพียงอย่างเดียวไม่เคยเพียงพอในโอลิมปิก และนี่คือสิ่งที่นาบิลต้องพิสูจน์ต่อจากนี้ ทว่าปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ใช่ว่านาบิลต่อยหมัดได้ดีหรือไม่ แต่คือเขาจะปรับภาษาการชกได้เร็วเพียงใด

มวยสากลสมัครเล่นให้ความสำคัญกับจังหวะเข้าออก ความเร็ว การออกหมัดเป็นชุด การควบคุมระยะ และการสร้างคะแนนในช่วงเวลาที่จำกัดมากกว่าการแลกอาวุธหนักแบบมวยไทย

สมจิตร จงจอหอ อีกหนึ่งฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกชาวไทยในปักกิ่ง 2008 เตือนว่าการเปลี่ยนผ่านลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เพียงไม่กี่เดือน เขายกประสบการณ์ตัวเองว่าต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าใจวิธีชกมวยสากลจริงๆ

ดังนั้นชื่อเสียงจาก ONE จึงแทบไม่มีความหมาย หากระบบการเคลื่อนไหวและการตัดสินใจยังไม่เข้ากับกติกาใหม่

โจทย์แรกคือ ‘พิกัดน้ำหนัก’ พร้อมกับดราม่า ‘เด็กเส้น’

ก่อนจะพูดถึงโอลิมปิก นาบิลต้องตอบให้ได้ก่อนว่าพิกัดน้ำหนักไหนเหมาะกับตัวเองที่สุด เขาระบุว่ากำลังมองรุ่น 70 กิโลกรัม มากกว่ารุ่น 65 กิโลกรัม

แต่สมจิตรเตือนว่าการเลือกพิกัดเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะน้ำหนักสัมพันธ์กับทั้งความแข็งแรง ความเร็ว ความทนทาน และความสามารถในการรับหมัด

หากลดพิกัดมากเกินไป ร่างกายอาจเสียประสิทธิภาพ แต่ถ้าขยับขึ้นสูงเกินไป ความได้เปรียบด้านความยาวอาจลดลง การหาน้ำหนักที่ทำให้เขายังรักษาความเร็ว ความแข็งแรง และฟุตเวิร์กได้ครบ จึงเป็นหนึ่งในบททดสอบสำคัญที่สุดในสองปีข้างหน้า

ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้ร้อนแรงที่สุดคือข้อกล่าวหาว่า นาบิลถูกเปิดทางให้ไปโอลิมปิกโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนเดียวกับคนอื่น แต่ทั้งสมาคมและตัวนักชกยืนยันตรงกันว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น เขายังต้องผ่านการคัดตัว ชิงแชมป์ประเทศไทย เข้าแคมป์ทีมชาติ และแข่งขันระดับนานาชาติเพื่อสร้างผลงานและคว้าโควตา

นาบิลเองพูดตรงๆ ว่า “ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บดีดนิ้วแล้วผมได้ไปโอลิมปิกเลย” พร้อมประกาศว่าหากมีใครในประเทศไทยพิกัดเดียวกันเก่งกว่า เขาก็พร้อมยอมรับให้คนนั้นเป็นตัวแทน นั่นทำให้สนามคัดเลือกจะกลายเป็นบทพิสูจน์แรกที่ชัดเจนที่สุด

นาบิลกล่าวว่า “ผมอยากจะเป็นคนที่มีศักยภาพที่สุดในประเทศไทย เพื่อที่จะไปโอลิมปิก ผมรู้ว่าผมต้องวัดกับทุกคนในประเทศไทยอยู่แล้วถ้าจะไป (โอลิมปิก) ผมก็ต้องเก่งที่สุดในประเทศไทย

“ผมไม่ได้จะไปลัดหน้าคิวนักมวยสากลสมัครเล่นที่ต่อยอยู่ในตอนนี้ ใครที่อยู่ในประเทศไทย พิกัดน้ำหนักเดียวกับผม ผมจะไปวัดกับคุณทีละคนเลยครับ ถ้าผมเก่งที่สุด ก็ขอให้ยอมรับผม”

ก่อนที่นาบิลจะได้ชกมวยสากลอย่างจริงจัง กระแสต่อต้านกลับเกิดขึ้นก่อนแล้ว บอสชาตรีถึงกับแสดงความไม่เข้าใจว่าทำไมทั้งแฟนมวยและอดีตนักชกบางส่วนถึงรีบวิจารณ์ ขณะที่สมรักษ์มองว่าการได้ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกมาลองช่วยทีมชาติควรเป็นเรื่องน่ายินดีมากกว่า

จุดนี้สะท้อนความขัดแย้งที่น่าสนใจ เพราะฝ่ายหนึ่งมองว่านี่คือโอกาสของประเทศไทย ขณะที่อีกฝ่ายกังวลเรื่องความยุติธรรมต่อคนในระบบ ทั้งสองมุมไม่ได้ผิดเสียทีเดียว และวิธีเดียวที่จะยุติข้อถกเถียงได้ก็คือการวางหลักเกณฑ์คัดเลือกให้โปร่งใส และปล่อยให้ผลงานในสนามตัดสิน

ตัวอย่างในอดีตบอกว่า ‘เป็นไปได้’ แต่ ‘ไม่ง่าย’

ประเทศไทยเคยมีนักมวยที่เติบโตจากมวยไทยแล้วประสบความสำเร็จสูงสุดในมวยสากลมาแล้ว ทั้งสมรักษ์ คำสิงห์, มนัส บุญจำนงค์ และ สมจิตร จงจอหอ ดังนั้นเส้นทางของนาบิลจึงไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ไทยก็เคยพยายามดึงนักมวยไทยชื่อดังอย่างแสงมณี และ ซุปเปอร์แบงค์ เข้าสู่ระบบมวยสากลโดยไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน

ประวัติศาสตร์จึงให้คำตอบสองด้านพร้อมกัน คือการเปลี่ยนสายทำได้ แต่ชื่อเสียง พรสวรรค์ และประสบการณ์จากมวยไทยไม่ใช่ใบรับประกันว่าจะสามารถปรับตัวทันเวลา

แผนเบื้องต้นคือให้นาบิลใช้เวลาสองปีเพิ่มสัดส่วนการฝึกมวยสากลอย่างจริงจัง โดยอาจฝึกกับ Venum ควบคู่กับโปรแกรมของสมาคม และหาคู่ซ้อมหลายสไตล์ให้เจอทั้งมวยซ้าย มวยขวา นักชกที่เร็ว นักชกที่บุก และนักชกที่ถอยรอ

การฝึกเหล่านี้สำคัญมาก เพราะโอลิมปิกไม่ใช่การแข่งขันที่มีเวลาปรับตัวหน้างาน หากเจอคู่แข่งที่เปลี่ยนจังหวะเร็วหรือชกแต้มแล้วหนี นักกีฬาต้องแก้เกมให้ได้ภายในไม่กี่นาที สิ่งที่นาบิลต้องพัฒนาไม่ใช่แค่หมัด แต่คือการคิดและตัดสินใจในรูปแบบใหม่ทั้งหมด

สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือความสม่ำเสมอ เพราะลอสแอนเจลิสยังอยู่ไกล แต่การพิสูจน์เริ่มแล้ว

ชัยชนะเหนือคู่ชกหนึ่งคน ไม่ว่าจะเป็นนักมวยทีมชาติหรือคู่แข่งระดับโลก ยังไม่น่าจะเพียงพอ เพราะเส้นทางโอลิมปิกต้องผ่านหลายรายการ ต้องเก็บอันดับ ต้องรักษาสภาพร่างกาย และต้องทำผลงานต่อเนื่องภายใต้กติกาที่แตกต่างออกไป

นี่คือจุดที่นาบิลจะถูกทดสอบมากที่สุด เพราะการเป็นนักชกอาชีพใน ONE กับการเป็นนักกีฬาทีมชาติที่ต้องชกหลายทัวร์นาเมนต์ในปฏิทินคัดเลือกนั้นใช้วิธีบริหารร่างกายต่างกัน หากเขาสามารถรักษาคุณภาพการชกได้ตลอดสองปี การพูดถึงเหรียญโอลิมปิกจึงจะเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น

ทั้งชาตรีและ ผศ. พิมล ศรีวิกรม์ แสดงความมั่นใจอย่างมากว่านาบิลมีศักยภาพไปถึงเหรียญทอง คำพูดเหล่านี้สร้างความหวัง แต่ก็เพิ่มแรงกดดันให้กับนักชกวัย 22 ปีทันที

เพราะจากนี้ทุกการแข่งขันจะถูกวัดกับมาตรฐาน ‘ว่าที่แชมป์โอลิมปิก’ มากกว่าการเป็นนักชกที่กำลังเรียนรู้การชกภายใต้กติกาใหม่ บางทีสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนาบิลอาจไม่ใช่การพิสูจน์ว่าเขาคว้าเหรียญทองได้ตั้งแต่วันนี้ แต่เป็นการพิสูจน์ทีละขั้นว่าเขาสามารถผ่านนักชกในประเทศ ผ่านเวทีนานาชาติ และปรับตัวเข้ากับมวยสากลได้จริง

วันนี้นาบิลยังไม่ใช่นักมวยโอลิมปิก และยังไม่ใช่นักชกทีมชาติไทยแบบอัตโนมัติ สิ่งที่เขามีคือโอกาส พื้นฐานทางกายภาพ ชื่อเสียง ประสบการณ์ระดับโลก และการสนับสนุนจากหลายองค์กร

สิ่งที่เขายังไม่มีคือผลงานในมวยสากลสมัครเล่นที่มากพอจะตอบทุกข้อสงสัย และนั่นอาจเป็นเรื่องดี เพราะตลอดสองปีจากนี้ เขาจะมีเวทีให้พิสูจน์ทุกอย่างด้วยตัวเอง

หากวันหนึ่งนาบิลผ่านการคัดเลือกด้วยระบบเดียวกับคนอื่น และคว้าตั๋วไปลอสแอนเจลิสได้จริง คำว่า “เด็กเส้น” ก็คงไม่มีความหมายอีกต่อไป เหลือเพียงคำถามสุดท้ายว่า เขาจะไปได้ไกลแค่ไหนบนเวทีที่ใหญ่ที่สุดของโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...