โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

สรุปข้อมูล “บมจ. เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) ” จาก Company Visit

efinanceThai

เผยแพร่ 16 ก.ย เวลา 07.18 น.

สรุปข้อมูล “บมจ. เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) ” จาก Company Visit

สรุปข้อมูล “บมจ. เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) ” จาก Company Visit

สรุปข้อมูลสำคัญ “ เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ” จากการเยี่ยมชมกิจการ (Company Visit) วันที่ 15 ก.ย. โดย “สมาคมนักลงทุนประเทศไทย”

ชวนสัมผัสประสบการณ์เยี่ยมชม บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึกอุตสาหกรรมสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ ถอดรหัสทิศทาง MTC สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน การคุมคุณภาพสินเชื่อ และการขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง

Part 1 : สรุปภาพรวมผลการดำเนินงานและเป้าหมายธุรกิจ (Business Performance & Guidance)

พอร์ตสินเชื่อรวม: อยู่ที่ 188,699 ล้านบาท เติบโต 7.95% YoY และ 2.56% QoQ

รายได้และกำไร: รายได้รวมอยู่ที่ 8,127 ล้านบาท (+7.70% YoY) ขณะที่กำไรสุทธิทำได้ 1,905 ล้านบาท (+15.66% YoY)

การที่กำไรโตเป็นสองเท่าของรายได้ สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Cost Control) และการเกิด Economies of Scale

โดยมี Cost to Income Ratio อยู่ที่ 47.06%

การปรับเป้าหมายการเติบโต (Loan Growth Target): ผู้บริหารปรับเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อครึ่งปีหลังจากเดิมตั้งไว้ 10–15% ลงมาอยู่ที่ 8–10% เนื่องจากสภาวะสงครามยืดเยื้อและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพของลูกค้า บริษัทจึงเพิ่มความระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อ

เครือข่ายสาขา: ปัจจุบันมี 8,906 สาขา ทั่วประเทศ (กรุงเทพฯ 1,432 สาขา ต่างจังหวัด 7,474 สาขา) โดยคาดว่าจะทะลุเป้าหมาย 9,000 สาขา ภายในสิ้นปี

คุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality):

NPL Ratio: อยู่ที่ 2.61% (ปรับขึ้นเล็กน้อยจาก 2.53% ใน Q1 ตามภาวะเศรษฐกิจ)

Coverage Ratio: แข็งแกร่งอยู่ที่ 142.58%

Credit Cost: อยู่ที่ 2.34% ซึ่งยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ไม่เกิน 2.60%

Cost of Fund: ปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 4.30%

ภาพรวมอุตสาหกรรมและการกำกับดูแลจากภาครัฐ (Industry & Regulatory Landscape)

ศักยภาพการเติบโตของตลาด (Market Potential): ตลาดสินเชื่อจำนำทะเบียนยังมีโอกาสโตในระยะยาว โดยสัดส่วนการครอบครองยานพาหนะต่อประชากร 1,000 คนในไทยยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (รถยนต์ 320 คัน และรถจักรยานยนต์ 358 คัน ต่อ 1,000 คน)

ขณะที่ตลาดสินเชื่อจำนำทะเบียนของ Non-Bank ภายใต้การกำกับของ ธปท. มีมูลค่ารวมราว 343,000 ล้านบาท ซึ่ง MTC ครองส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) อยู่ที่ประมาณ 37%

ผลกระทบจากการกำกับดูแลของ ธปท. (BOT Regulations):

ธปท. มีการตั้งทีมงานเฉพาะเข้ามาตรวจสอบกลุ่ม Non-Bank (NBFI) อย่างเข้มข้น

ทางผู้บริหารมองว่าเป็น ปัจจัยบวกอย่างมาก ต่อภาพรวมอุตสาหกรรม เพราะช่วยสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ (Standardization) และลดความคลุมเครือในการดำเนินธุรกิจ

ไม่กระทบต่อโครงสร้างดอกเบี้ยของ MTC: เนื่องจาก MTC คิดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยจริงอยู่ที่ประมาณ 18% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เพดานของ ธปท. ที่กำหนดไว้ 24% อย่างมาก

ยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลก: การมีเกณฑ์กำกับที่เข้มงวดช่วยให้นักลงทุนและสถาบันการเงินชั้นนำระดับสากล (เช่น IFC, JICA, DEG, ADB) รวมถึงหน่วยงานจัดอันดับเครดิต (Fitch, S&P) มีความมั่นใจในการสนับสนุนการระดมทุนให้ MTC มากยิ่งขึ้น

ผลต่อเกณฑ์ Buy Now Pay Later (BNPL) และการคุมค่าธรรมเนียม: ธปท. มุ่งเน้นจัดระเบียบการคิดค่าธรรมเนียมแอบแฝง (Add-on fees/Late fees) เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายเล็กหรือรายที่พึ่งพาค่าธรรมเนียมสูง แต่สำหรับ MTC ที่เน้นความโปร่งใสและคิดค่าธรรมเนียมต่ำอยู่แล้ว ยิ่งได้เปรียบในตลาด

วิเคราะห์ผลกระทบต่อ Supply Chain ของธุรกิจ (Supply Chain Impact)

– Supply Chain ด้านแหล่งเงินทุน (Funding Supply Chain)

ปัญหาในตลาดหุ้นกู้: ตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนในประเทศประสบปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้สภาพคล่องในประเทศตึงตัวและนักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น

การปรับตัวของ MTC: MTC หันไปบุกตลาดเงินทุนต่างประเทศอย่างจริงจัง ผ่านการออก US Dollar Social Bond, หุ้นกู้สกุล SGD, JPY และเงินกู้จากสถาบันการเงินต่างประเทศ (เช่น แบงก์ไต้หวัน, Bank of China)

ความได้เปรียบด้านต้นทุน: เมื่อทำการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Cross Currency Swap: CCS) แบบ 100% ตลอดอายุสัญญาแล้ว ต้นทุนเงินกู้จากต่างประเทศกลับ “ถูกกว่า” การระดมทุนในประเทศ

ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 4.30%

– Supply Chain การยึดทรัพย์และการจำหน่ายรถมือสอง (Asset Liquidation Supply Chain)

ศูนย์ประมูลของตนเอง (In-house Auction Centers): MTC มีศูนย์ประมูลรถยึดเป็นของตัวเอง 8 แห่ง ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค

ลดต้นทุนและเพิ่มความโปร่งใส: การประมูลเองทำให้ไม่ต้องพึ่งพาลานประมูลภายนอก (Outsource) ช่วยประหยัดค่าบริการประมูลได้ 2,000–5,000 บาทต่อคัน

กระบวนการดิจิทัล: การประมูลทำผ่านระบบออนไลน์ที่มี Digital Footprint และใช้ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบ ทำให้กระบวนการโปร่งใส ไม่มีการฮั้วราคา

หากขายรถได้ราคาสูงกว่ามูลหนี้คงค้าง บริษัทจะคืนเงินส่วนต่างทั้งหมดให้แก่ลูกค้า

ภาพรวมการแข่งขันและคู่แข่งในอุตสาหกรรม (Competitors & Business Models)

ผู้บริหารได้แบ่ง Business Model สินเชื่อในตลาดออกเป็น 3 รูปแบบหลัก

:

Model A: เน้นการเก็บค่าธรรมเนียมสูง ดอกเบี้ยแพง และเน้นปริมาณ Stock

Model B: เน้นการพ่วงขายผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ประกันภัย (Cross-selling) ในสัดส่วนที่สูง

Model C (โมเดลของ MTC): เน้น “Best Product / ถูกที่สุดสำหรับผู้บริโภค” ไม่บังคับขายประกัน ไม่เก็บค่าธรรมเนียมแอบแฝง มุ่งสร้างความยั่งยืนในระดับสังคม

ข้อวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงลึก:

ในช่วงแรก Model A และ B อาจสร้างกำไรและ ROE/ROA ได้สูงฉูดฉาด

แต่เมื่อเวลาผ่านไปหรือเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ โมเดลเหล่านี้จะประสบปัญหา NPL พุ่งสูงขึ้นจาก 3% ไปแตะ 6–10%

จุดแข็งของ MTC: โมเดล C ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองยาวนานถึง 10–12 ปี เพื่อสร้างฐานลูกค้าและ Economies of Scale

แต่เมื่อติดตลาดแล้ว MTC จะกลายเป็นแบรนด์แรกที่ลูกค้านึกถึง (Top of Mind) ส่งผลให้ต้นทุนดำเนินงานต่อหัวต่ำลง และคู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ง่าย

ผู้เล่นหน้าใหม่ (New Entrants): ผู้ประกอบการรายใหม่ที่เข้ามาโดยมองว่าธุรกิจนี้เป็นเพียงการใช้เทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มปล่อยกู้ โดยไม่เข้าใจวิถีชีวิตลูกค้า และไม่เน้น “คน” มักจะประสบปัญหา NPL พุ่งสูงจนต้องถอยออกไป

การดำเนินงานภายใน เทคโนโลยี AI และประสิทธิภาพต่อสาขา (Internal Efficiency & AI Transformation)

เน้นประสิทธิภาพต่อสาขา (Gross Loans per Branch): MTC ปรับกลยุทธ์จากการเร่งเปิดสาขาใหม่ มาเป็นการเพิ่มยอดปล่อยสินเชื่อเฉลี่ยต่อสาขา ซึ่งเติบโตจาก 11 ล้านบาท ในช่วงแรก ขึ้นมาเป็น 21.19 ล้านบาท ในปัจจุบัน

โดยสาขาระดับ Top 1% สามารถทำยอดสินเชื่อได้สูงถึง 100–150 ล้านบาทต่อสาขา

การประยุกต์ใช้ AI และ Data:

นำ AI มาใช้ตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยง คัดกรองเคสทุจริต (Fraud Detection) ในสัญญาอนุมัติสินเชื่ออิเล็กทรอนิกส์

พัฒนา NPL Dashboard เพื่อติดตามคุณภาพพอร์ตสินเชื่อแบบรายวันถึงระดับรายสัญญา ป้องกันลูกหนี้ watchlist ไม่ให้กลายเป็น NPL

นำระบบดิจิทัลมาใช้ลดกระดาษ (Paperless) และลดขั้นตอนการทำงานตรวจสอบภายในลงได้แล้ว 35%

โครงสร้างพนักงานและการบริหารต้นทุน: MTC มีอัตราการลาออกของพนักงาน (Turnover Rate) ต่ำเพียง 3–4% และใช้ นโยบายไม่รับพนักงานใหม่ทดแทนคนที่ลาออก

แต่หันมาใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่ม Productivity ทำให้จำนวนสาขาเพิ่มขึ้น แต่จำนวนพนักงานรวมลดลง ควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Part 2 : Q&A

Q : ขออัปเดตทิศทางการกำกับดูแลของ ธปท. (BOT) ที่เข้มงวดขึ้นกับกลุ่ม Non-Bank (NBFI) ทั้งเรื่องการควบคุมอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม (Fee) และการนำ AI เข้ามาตรวจสอบ จะส่งผลกระทบต่อ MTC และภาพรวมอุตสาหกรรมอย่างไร?

A :ประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมและการดำเนินงาน: ผู้บริหารมองว่าเป็น เรื่องที่ดีมาก

เพราะในอดีตอุตสาหกรรมนี้ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง ทำให้เมื่อเกิดปัญหาผู้ประกอบการไม่รู้จะปรึกษาใคร

การที่ BOT เข้ามากำกับดูแลทำให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ (Standardization)

ไม่กระทบต่ออัตราดอกเบี้ยของ MTC: เนื่องจาก MTC คิดอัตราดอกเบี้ยจริงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 18% ซึ่งต่ำกว่าเพดานที่ BOT กำหนดไว้ 24% อย่างมาก จึงไม่มีผลกระทบต่อ ROE หรือ ROA

ยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลก: BOT ได้จัดตั้งทีมกำกับดูแล NBFI เฉพาะจำนวน 34 คน และเข้ามาฝังตัวตรวจสอบข้อมูลที่สำนักงานใหญ่ MTC เป็นเวลาครึ่งเดือน

การมี Regulator กำกับดูแลอย่างเข้มงวดช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนสถาบันชั้นนำระดับโลก (เช่น IFC, JICA, DEG, ADB) รวมถึงสถาบันจัดอันดับเครดิต (Fitch, S&P) ในการสนับสนุนการระดมทุนให้ MTC

ผลต่อค่าธรรมเนียมและ Buy Now Pay Later (BNPL): BOT เน้นเข้ามากำหนดมาตรฐานค่าธรรมเนียม (Add-on fees / Late fees / Collection fees) ไม่ให้ผู้ประกอบการแอบแฝงคิดค่าบริการเกินจริง

ซึ่งประเด็นนี้จะกระทบผู้ประกอบการรายเล็กหรือผู้เล่นที่พึ่งพาค่าธรรมเนียมแอบแฝง

แต่ MTC เน้นโครงสร้างดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่โปร่งใสและต่ำมาโดยตลอด จึงไม่ได้รับผลกระทบ

Q : จำนวนสาขาใกล้ครบเป้าหมาย 9,000 สาขาแล้ว หลังจากนี้หากชะลอการเปิดสาขา บริษัทจะผลักดันให้พอร์ตสินเชื่อเติบโตต่อได้อย่างไร? จะมีการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมหรือไม่?

A :เปลี่ยนมาเน้น “ประสิทธิภาพสินเชื่อต่อสาขา” (Gross Loans per Branch): พอร์ตสินเชื่อปัจจุบันอยู่ที่ ~188,000 ล้านบาท ยังมีศักยภาพโตไปสู่ 200,000 – 300,000 ล้านบาทได้

การเติบโตนับจากนี้จะไม่เน้นการเปิดสาขาแบบก้าวกระโดด แต่เน้นการเพิ่มยอดปล่อยสินเชื่อเฉลี่ยต่อสาขา

ศักยภาพการทำยอดสินเชื่อต่อสาขา: ยอดสินเชื่อเฉลี่ยต่อสาขาเพิ่มขึ้นจาก 11 ล้านบาท ในช่วงแรก ขึ้นมาเป็น 15 ล้าน, 18 ล้าน และปัจจุบันอยู่ที่ 21.19 ล้านบาท/สาขา

หากดูสาขาระดับ Top 1% (ประมาณ 90 สาขา) สามารถทำยอดสินเชื่อได้สูงถึง 100–150 ล้านบาท/สาขา ซึ่งแสดงว่าสาขาอื่นๆ ยังมี Room ให้เติบโตได้อีกมาก

ตัวเลขตลาดยังขยายตัวได้อีกมาก: สัดส่วนการครอบครองยานพาหนะต่อประชากร 1,000 คนในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยรถยนต์เพิ่มจาก 268 เป็น 320 คัน และรถจักรยานยนต์เพิ่มจาก 320 เป็น 358 คัน ต่อประชากร 1,000 คน

ไม่มีนโยบายปรับเพิ่มค่าธรรมเนียม: ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมในเร็วๆ นี้ เพราะต้องการยึดมั่นใน Business Model C เพื่อให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์สูงสุด

Q : ทำไม MTC ถึงยึดมั่นใน Business Model C (ดอกเบี้ยถูก ไม่พ่วงขายประกัน/ค่าธรรมเนียม) แทนที่จะทำ Model A หรือ B เพื่อสร้างกำไรสูงสุด?

A : นิยามของ 3 โมเดลธุรกิจ:

Model A: คิดค่าธรรมเนียมสูง + ดอกเบี้ยแพง

Model B: เน้นการ Cross-selling พ่วงขายประกันภัยและผลิตภัณฑ์อื่นๆ สัดส่วนสูง

Model C (MTC): เน้น Best Product / ถูกที่สุดสำหรับผู้บริโภค ไม่บังคับขายประกัน ไม่เก็บค่าธรรมเนียมแอบแฝง

เหตุผลเบื้องหลัง: ฐานลูกค้าของ MTC มีเกือบ 4 ล้านราย ถือเป็น “สเกลระดับสังคม” ไม่ใช่แค่ธุรกิจครอบครัว

การใช้ Model A หรือ B เพื่อเร่งกำไรระยะสั้น เมื่อเจอวิกฤตเศรษฐกิจ NPL จะพุ่งสูงจาก 3% ไปแตะ 6–10%

MTC เลือกสร้างความยั่งยืนด้วยการสะสม Retained Earnings และ Equity จนแข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรม

แม้ Model C ต้องใช้เวลาพิสูจน์ถึง 10–12 ปี แต่วันนี้แบรนด์ MTC ติดตลาดเป็น Top of Mind ที่ลูกค้านึกถึงเป็นอันดับแรก ซึ่งในระยะยาว 10–20 ปี จะสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้สูงและเสถียรที่สุด

Q : การระดมทุนจากต่างประเทศมีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยโลกที่ผันผวนอย่างไร? และต้นทุนถูกกว่าการกู้เงินในประเทศจริงหรือ?

A :การบริหารความเสี่ยง 100%: MTC ทำสัญญา Cross Currency Swap (CCS) ล็อกอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยแบบ 100% ตลอดอายุสัญญาตั้งแต่วันแรกที่ดึงเงินกู้เข้ามา ทำให้บริษัท ไม่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk) เลย

ต้นทุนต่างประเทศถูกกว่าในประเทศ: ต้นปี 2026 ถือเป็นปีแรกที่การกู้ยืมเงินต่างประเทศ (US Dollar Social Bond, หุ้นกู้ SGD, JPY, เงินกู้แบงก์ไต้หวัน/จีน) เมื่อทำ CCS สวอปกลับมาเป็นเงินบาทแล้ว มีต้นทุนเบ็ดเสร็จ (All-in Cost) ถูกกว่าการระดมทุนในประเทศ

นักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจสูง: การออก US Dollar Social Bond มี ยอดจองซื้อล้น (Over-subscription) สูงถึง 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (จากความต้องการเพียง 300 ล้านดอลลาร์) สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสา

ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...