“ดิเรกฤทธิ์” ชี้ข้อพิรุธ มติ กกต. ชงคำถาม 427 เหลือ 77 ราย ใช้ดุลพินิจคัดกรองคดีหรือวินิจฉัยแทนศาล?
วันที่ 15 ก.ย.69 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า “พิรุธสำคัญจากคำแถลง กกต. ไม่ใช่เพียงว่า ‘ส่งใคร–ไม่ส่งใคร’ แต่คือ กกต.ใช้มาตรฐานอะไรตัดสินว่าใครควรถึงศาล และกำลังใช้ดุลพินิจคัดกรองคดี หรือกำลังวินิจฉัยแทนศาลเสียเอง?” 1.กกต.อาจใช้มาตรฐานพยานหลักฐานสูงเกินกว่าหน้าที่ในชั้นส่งศาลหรือไม่ 2.กกต.แถลงว่าพิจารณาความน่าเชื่อถือของพยาน เส้นเงิน การติดต่อสื่อสาร และหลักฐานต่าง ๆ ก่อนมีมติส่งเพียง 77 จากผู้ถูกร้อง 427 คน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า กกต.กำลังเพียงพิจารณาว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อหรือไม่” เพื่อส่งให้ศาลไต่สวน หรือกลับชั่งน้ำหนักจนเกือบถึงระดับพิสูจน์ความผิดเสร็จสิ้นเสียเอง หากเป็นอย่างหลัง ก็มีเหตุให้ตรวจสอบว่าเป็นการใช้ดุลพินิจเกินขอบเขตหรือไม่? 3.เหตุใดพบการกระทำผิดของผู้รับประโยชน์ แต่ไม่พบตัวผู้จัดการหรือผู้สนับสนุนระบบนั้น กกต.ส่ง ส.ว.ปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน รวม 77 คน แต่ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับนักการเมืองและกรรมการบริหารพรรคตามมาตรา 76 ถูกยกทั้งหมด จึงเกิดคำถามเชิงตรรกะของสำนวนว่า หากมีการให้ทรัพย์สิน จูงใจ จัดคะแนน หรือทำผิดเป็นเครือข่ายจริง กลไกดังกล่าวเกิดขึ้นเองโดยไม่มีผู้จัดตั้งหรือผู้ช่วยเหลือเลยหรืออย่างไร? นี่ไม่ใช่หลักฐานว่ามติผิด แต่เป็นช่องที่ กกต.ควรอธิบายให้ชัดเจน 4.การวินิจฉัยความน่าเชื่อถือของพยานอาจกลายเป็นการทำหน้าที่แทนศาลหรือไม่ หลังคำแถลง มีข้อวิจารณ์จาก iLaw ว่า กกต.อาจก้าวล้ำบทบาทศาลในการชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยาน ประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะหากมีพยานให้รายละเอียดถึงกลไกการฮั้ว แต่ กกต.ใช้เหตุว่า “พยานไม่น่าเชื่อถือ” ยุติเรื่องเสียเอง คำถามคือ เหตุใดจึงไม่ส่งความขัดแย้งนั้นให้ศาลซึ่งใช้ระบบไต่สวนเป็นผู้วินิจฉัย เพราะการแยกพิจารณาเป็นรายคน–รายข้อกล่าวหา อาจทำให้ขบวนการทั้งระบบหายไปหรือไม่? 5.คดีนี้มีถึง 7 ข้อกล่าวหาและผู้ถูกร้อง 427 คน แต่ผลสุดท้ายส่งเพียง 77 คน ถ้าหลักฐานจำนวนหนึ่งมีความหมายก็ต่อเมื่อเชื่อมโยงกัน—เช่น โพย คะแนน เส้นเงิน การเดินทาง การติดต่อ และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล—การตัดเป็นส่วนย่อยมากเกินไปอาจทำให้ “แต่ละชิ้นดูไม่พอ แต่เมื่อรวมกันกลับเห็นแบบแผน” หาก กกต.ไม่ประเมินภาพรวมอย่างเพียงพอ ก็เป็นอีกประเด็นที่ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจได้ 6.คำแถลงยังไม่แสดงเหตุผลเพียงพอว่าทำไมคนส่วนใหญ่จึงถูกยกคำร้อง ตัวเลข 427 เหลือ 77 เป็นความแตกต่างที่มาก และกรณีนักการเมืองตามข้อกล่าวหาสำคัญถูกยกทั้งหมด แม้ กกต.จะมีอำนาจมีมติ แต่คำถามทางกฎหมายคือ เหตุผลในคำวินิจฉัยสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ว่า หลักฐานชิ้นใดรับ หลักฐานชิ้นใดไม่รับ และเพราะเหตุใด หากเหตุผลไม่สัมพันธ์กับข้อเท็จจริงหรือกฎหมาย ก็อาจนำไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบได้