การต่างประเทศไทย ‘ไหลตามน้ำ’ ผู้เชี่ยวชาญชี้ ทิศทางยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจน แนะเพิ่มอำนาจต่อรอง-ไม่ผูกติดมหาอำนาจ
วันนี้ (3 กันยายน 2569) สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (Institute of Security & International Studies: ISIS Thailand) ร่วมกับศูนย์เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela Center) เพื่อการแก้ไขความขัดแย้ง การป้องกันความรุนแรง และความมั่นคงของมนุษย์ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย และภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนา ‘ย้อนพินิจทบทวนทิศทางการต่างประเทศไทย’ ณ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในตอนหนึ่งดร.พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ กล่าวในหัวข้อย่อย ‘ยุทธศาตร์ของไทยต่อมหาอำนาจหลัก: ลู่ตามลม ลู่ก่อนลม หรือล้มไม่เป็นท่า?’ ว่า นโยบายการต่างประเทศของไทยในปัจจุบันมีลักษณะแบบ ‘ไหลไปตามน้ำ’ กล่าวคือ ยังขาดทิศทางที่ชัดเจน และมุ่งเพียงประคับประคองความสัมพันธ์กับ 2 ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ไม่ให้ถดถอยลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ขณะเดียวกันไทยก็ยังไม่สามารถสร้างอำนาจต่อรองกับทั้ง 2 ฝ่ายได้มากพอจะผลักดันและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของตนเอง
สำหรับสหรัฐฯ แม้ไทยยังมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง แต่สหรัฐฯ ยังคงมีอำนาจต่อรองและใช้แรงกดดันต่อไทยได้ในหลายประเด็น โดยพงศ์พิสุทธิ์ยกกรณีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ ใช้มาตรการขึ้นภาษีเป็นแรงกดดันให้ไทยเข้าสู่กระบวนการเจรจาและหาทางยุติความขัดแย้ง ส่งผลให้ไทยมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายอย่างจำกัด ขณะเดียวกันในมิติทางเศรษฐกิจ ไทยยังไม่ได้อยู่ในความสนใจของสหรัฐฯ มากนัก โดยเฉพาะด้านการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง เมื่อเทียบกับเวียดนาม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดึงดูดการลงทุนจากสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมดังกล่าวได้มากกว่า
ขณะที่ความสัมพันธ์กับจีน แม้ในช่วงที่ผ่านมาเราจะเริ่มเห็นการขยายตัวของการลงทุนจากจีนอย่างต่อเนื่อง แต่การลงทุนดังกล่าวยังไม่ได้ก่อให้เกิดผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรม หรือยกระดับศักยภาพห่วงโซ่อุปทานของไทยได้เท่าที่ควร เช่นเดียวกันกับในทางการทูต แม้ไทยจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น แต่ไทยยังมีข้อจำกัดในการบริหารความสัมพันธ์ดังกล่าวเพื่อสร้างอำนาจต่อรองและผลักดันผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี รวมถึงพฤติกรรมที่จีนแสดงออกต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและตัวแสดงต่างๆ ในไทยที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลไทยยังไม่สามารถตอบสนอง หรือจัดการกับประเด็นเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พงศ์พิสุทธิ์เสนอทางออกสำหรับนโยบายการต่างประเทศของไทยว่า รัฐบาลจำเป็นต้องกำหนดตัวชี้วัดและแผนดำเนินงานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม โดยต้องตอบให้ได้ว่า ไทยต้องการอะไร ทำอะไรได้บ้าง และมีอำนาจต่อรองในประเด็นใด พร้อมทั้งต้องกล้าสื่อสารจุดยืนของประเทศอย่างชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกันไทยไม่ควรผูกติดกับมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งมากจนเกินไป และควรส่งเสริมบทบาทของอาเซียนให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาคต่อมหาอำนาจภายนอก
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเหล่าประเทศอำนาจปานกลาง (Middle Power) ดร.ณัฐนันท์ คุณมาศ กล่าวว่า ไทยกับสหภาพยุโรป (European Union: EU) กำลังเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ไทยเคยถูกสหภาพยุโรปคว่ำบาตรจากเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2014 อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญคือ ความโปร่งใสและการเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) รวมถึงมาตรฐานทางการค้าบางประการของยุโรปที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมของไทยได้
นอกจากนี้ การดำเนินความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปในปัจจุบัน ไทยไม่ควรจำกัดอยู่แค่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ควรขยายความร่วมมือไปในมิติอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การศึกษาและการวิจัย ความมั่นคงทางไซเบอร์ และเทคโนโลยีทางอวกาศ
ด้าน ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล ซึ่งเน้นประเด็นความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นและการเมืองภายในญี่ปุ่นกล่าวว่า ญี่ปุ่นเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความมั่นคงมากขึ้น ท่ามกลางบริบทระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนและแตกแยกมากขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ในพื้นที่เอเชียตะวันออก ซึ่งมีแนวโน้มเผชิญความตึงเครียดรุนแรงขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์จีน-ไต้หวัน ส่งผลให้การดำเนินความสัมพันธ์กับชาติอื่นๆ ของญี่ปุ่นไม่ได้มุ่งเน้นเพียงมิติทางเศรษฐกิจ แต่ต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงควบคู่กันไปด้วย
ธีวินท์มองว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นกำลังจับตาในเวลานี้สะท้อนผ่านแนวคิดว่า ‘Ukraine today, Iran today could be East Asia tomorrow’ กล่าวคือ ความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในยูเครนและตะวันออกกลางในวันนี้ อาจกลายเป็นเรื่องที่ภูมิภาคเอเชียต้องเผชิญในวันข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ธีวินท์มองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นกำลังค่อยๆ เลือนหายไป เมื่อไทยหันไปกระชับความสัมพันธ์กับจีนมากขึ้น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของญี่ปุ่นที่มีต่อไทย
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ไทยจะวางท่าทีและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างไร โดยธีวินท์เสนอว่า ไทยจำเป็นต้องแสดงจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนมากขึ้น พร้อมทั้งมีบทบาทในการรักษาระเบียบความมั่นคงในเอเชีย เพื่อป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดในภูมิภาคขยายตัวจนกลายเป็นความขัดแย้งหรือสงครามขนาดใหญ่ในอนาคต
อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศภายในภูมิภาค ในหัวข้อย่อย ‘ยุทธศาสตร์ไทยต่อภูมิภาครอบด้าน: มุ่งสู่ความเป็นผู้นำหรืออุปสรรคอาเซียน?’ ซึ่งมี ดร.สรสิช สว่างศิลป์ ดำเนินรายการร่วมกับ ดร.ภาณุภัทร จิตเที่ยง, ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ และ ดร.กษิร ชีพเป็นสุข สรุปความได้ว่า
ปัจจุบันภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่ความขัดแย้งในเมียนมา ปัญหาข้ามพรมแดนอย่างสิ่งแวดล้อมและขบวนการสแกมเมอร์ ไปจนถึงข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพของความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ขณะเดียวกันความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ยังคงหาข้อยุติไม่ได้ ยังเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่สะท้อนความท้าทายในการรับมือปัญหาความมั่นคงและความขัดแย้งภายในภูมิภาค
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ไทยจะใช้อาเซียนเป็นเครื่องมือในการสร้างและผลักดันผลประโยชน์แห่งชาติได้อย่างไร และในฐานะประธานอาเซียนในปี 2028 ไทยจะยกระดับศักยภาพของอาเซียนให้รับมือกับบริบทความขัดแย้งและความไม่แน่นอนของโลกได้อย่างไร
ข้อเสนอจากผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้ง 3 ท่าน มีจุดร่วมสำคัญคือ อาเซียนจำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงเครื่องมือ กลไก และกฎบัตรขององค์กร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางกับกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา ตลอดจนความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนและว่าที่ประธานอาเซียน จำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทนำมากขึ้นในการผลักดันกลไกของอาเซียน ให้มีส่วนในการคลี่คลายความขัดแย้ง และสร้างเสถียรภาพให้กับภูมิภาคมากขึ้น