เงินทะลัก “กองทุนทองคำ-บิตคอยน์” 7 พันล้านดอลลาร์ นักลงทุนแห่รับมือความเสี่ยงหนี้สหรัฐ
นักลงทุนแห่ซื้อทองคำและบิตคอยน์พร้อมกัน ดันเงินไหลเข้า ETF รวมเป็นประวัติการณ์ 7 พันล้านดอลลาร์ใน 5 วัน หลังความกังวลหนี้สหรัฐ-ค่าเงินดอลลาร์
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เวลา 15.18 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่านักลงทุนกำลังหันเข้าหาทั้งทองคำและบิตคอยน์พร้อมกัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปัญหาการคลังสหรัฐ โดยกองทุน ETF ที่ลงทุนในสินทรัพย์ทั้งสองประเภทมีเงินไหลเข้าสูงเป็นประวัติการณ์รวม 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 5 วันทำการล่าสุด สะท้อนการกลับมาของกระแสลงทุนที่เรียกว่า Scarcity Trade หรือ Debasement Trade ท่ามกลางความกังวลเรื่องหนี้รัฐบาล ค่าเงินดอลลาร์ และทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ
ข้อมูลที่ Bloomberg รวบรวมระบุว่า เงินเกือบ 3.4 พันล้านดอลลาร์ ไหลเข้าสู่กองทุน SPDR Gold Shares (GLD) ของ State Street Investment Management ขณะที่กองทุน iShares Bitcoin Trust ETF (IBIT) ของ BlackRock ดึงดูดเงินลงทุนอีก 1.5 พันล้านดอลลาร์
ทั้ง GLD และ IBIT ติด 10 อันดับแรกของ ETF สหรัฐที่มีเงินไหลเข้าสูงสุดในรอบสัปดาห์ โดย GLD มีเงินไหลเข้าเป็นรองเพียงกองทุนขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง รวมถึง Vanguard S&P 500 ETF
ทอง–Bitcoin กลับมาวิ่งด้วยกัน
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้รับความสนใจ เนื่องจากในช่วงก่อนหน้า ทองคำสามารถรักษาบทบาทในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้อย่างชัดเจน ขณะที่บิตคอยน์ยังเผชิญคำถามว่าจะสามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงได้ในระดับเดียวกันหรือไม่
แต่ล่าสุดสินทรัพย์ทั้งสองกลับได้รับแรงซื้อพร้อมกัน จากความกังวลเกี่ยวกับการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ และความพยายามของภาครัฐในการควบคุมต้นทุนการกู้ยืมระยะยาว
หนึ่งในปัจจัยกระตุ้นสำคัญมาจากแผนของ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่ประกาศว่าจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว หรือ Treasury Buyback อย่างน้อยเท่าตัว
หลังการประกาศดังกล่าว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวลดลงในช่วงแรก ขณะที่ทองคำและบิตอยน์พุ่งขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาให้ความสนใจกับสินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัดและอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรงของรัฐบาล
Gautam Chhugani นักวิเคราะห์อาวุโสด้านสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกของ Bernstein มองว่ายุคอัตราดอกเบี้ยขาลงที่ดำเนินมายาวนานประมาณ 40 ปีอาจสิ้นสุดลงแล้ว ส่งผลให้รัฐบาลต่าง ๆ ต้องเผชิญต้นทุนการชำระหนี้เพิ่มขึ้น ในช่วงที่ระดับหนี้ภาครัฐสูงเป็นประวัติการณ์
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัด เช่น บิตคอยน์ได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะไม่สามารถเพิ่มอุปทานหรือถูกลดทอนมูลค่าจากการสร้างหน่วยใหม่ได้ง่าย
กระแสนี้สอดคล้องกับแนวคิด Debasement Trade ซึ่งตั้งอยู่บนมุมมองว่า เมื่อฐานะการคลังของรัฐบาลอ่อนแอลง หนี้เพิ่มสูง และภาวะการเงินผ่อนคลายลง นักลงทุนจะมีแรงจูงใจถือครองสินทรัพย์หายากที่อยู่นอกระบบเงินของรัฐบาลมากขึ้น
ทั้งนี้ทองคำได้ประโยชน์จากสถานะสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม ส่วนบิตคอยน์ได้แรงหนุนจากจำนวนเหรียญสูงสุดที่ถูกกำหนดไว้ที่ 21 ล้านเหรียญ
Eric Balchunas นักวิเคราะห์ ETF อาวุโสของ Bloomberg Intelligence มองว่า กระแสดังกล่าวมีความสำคัญต่อ Bitcoin ในระยะยาว เพราะทำให้แนวคิดที่ว่า บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ที่สามารถต้านทานการลดทอนมูลค่าของเงินกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง
แม้แต่ Ray Dalio นักลงทุนมหาเศรษฐี ยังแนะนำให้นักลงทุนลดการถือครองพันธบัตร และอาจจัดสรรเงินลงทุนสูงถึง 15% ไปยังทองคำ รวมถึง Bitcoin บางส่วน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตหนี้สหรัฐ
โดยแรงซื้อเกิดขึ้นพร้อมกับราคาสินทรัพย์ทั้งสองที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดย ราคาทองคำเพิ่มขึ้นประมาณ 13% ในเดือนนี้ และล่าสุดทะลุ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่บิตคอยน์พุ่งเหนือระดับ 80,000 ดอลลาร์
Noelle Acheson ผู้เขียนจดหมายข่าว Crypto Is Macro Now ระบุว่า ประเด็นที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงจำนวนเงินที่ไหลเข้ากองทุน แต่คือ โมเมนตัมของเงินลงทุนที่กำลังเร่งตัวขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนว่านักลงทุนกำลังเร่งปรับพอร์ต หลังเดิมถือครองสินทรัพย์เหล่านี้ในสัดส่วนต่ำเกินไป
อย่างไรก็ตามยังมีมุมมองที่แตกต่างออกไป โดย Hardika Singh นักกลยุทธ์เศรษฐกิจของ Fundstrat มองว่ากระแส Debasement Trade อาจกำลังสูญเสียแรงส่ง และหุ้นอาจเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่น่าเชื่อถือกว่าทองคำหรือบิตคอยน์
Hardika Singh มองว่า แม้การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นจะยังเป็นปัญหา แต่ตลาดอาจค่อย ๆ ยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวไม่มีทางแก้ไขได้ง่าย ซึ่งในสถานการณ์นั้นทองคำและบิตคอยน์ยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ แต่แรงขับเคลื่อนอาจไม่ได้มาจากความกังวลเรื่องการลดทอนมูลค่าของเงินเพียงอย่างเดียว
อ้างอิง : bloomberg.com