โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ด่วน มติสภาฯ 285 ต่อ 141 เสียง อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤตพลังงาน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อเวลา 20.30 น. ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบอนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หลังผ่านการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติอย่างเป็นทางการ

ผลการลงมติ

ก่อนเข้าสู่การลงมติ ประธานในที่ประชุมได้ขอให้สมาชิกแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 478 ท่าน ครบองค์ประชุม จากนั้นจึงเปิดให้สมาชิกลงคะแนนเสียงต่อร่างพ.ร.ก.ดังกล่าว

ผลปรากฏว่า มีผู้ลงมติครบ 478 ท่าน แบ่งเป็น

  • เห็นด้วย 285 เสียง
  • ไม่เห็นด้วย 141 เสียง
  • งดออกเสียง 52 เสียง
  • ไม่ลงคะแนน ไม่มี

ส่งผลให้ที่ประชุมมีมติอนุมัติพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

ขั้นตอนต่อไป

หลังที่ประชุมมีมติอนุมัติแล้ว ประธานได้กล่าวขอบคุณสมาชิกและปิดการประชุมในเวลาต่อมา โดยพ.ร.ก.ฉบับนี้จะมีผลให้กระทรวงการคลังสามารถดำเนินการกู้เงินเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศตามกรอบที่กำหนดไว้ต่อไป

"อนุทิน" ปิดอภิปราย ลั่นโปร่งใส-คุ้มค่า คุมเข้มไม่ให้รั่วไหล พร้อมรับข้อเสนอ สส. ไปปรับใช้

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ใช้เวลาอภิปรายยาวนานเกือบตลอดทั้งวัน ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะลุกขึ้นอภิปรายสรุปเป็นคนสุดท้ายตามข้อบังคับการประชุมข้อที่ 75 ก่อนสภาจะลงมติ

นายอนุทิน ขอบคุณปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่ใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ โดยระบุว่าปลัดคลังได้ให้ความมั่นใจต่อสภาและประชาชนทั่วประเทศว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ซึ่งสะท้อนการทำงานที่เป็นเอกภาพระหว่างฝ่ายนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติ

ยันต้นทุนกู้คุ้มค่า ดอกเบี้ยต่ำกว่าที่เคยประเมิน

นายกฯ ยอมรับตรงไปตรงมาว่าเงินก้อนนี้คือเงินกู้ ไม่ใช่เงินงบประมาณที่จะนำมาใช้จ่ายได้โดยไม่มีต้นทุน แต่หลังพิจารณาอย่างรอบด้านแล้วเห็นว่าต้นทุนที่ต้องแบกรับนั้นคุ้มค่ากับประโยชน์ที่จะได้จากโครงการต่าง ๆ ภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ พร้อมระบุว่ารัฐบาลกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าตัวเลขที่มีการพูดถึงในสภาไปก่อนหน้านี้ ซึ่งอยู่ที่ราว 1.2%

โดยยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยจริงที่ใช้ในการกู้ครั้งนี้ต่ำกว่าตัวเลขที่เคยได้รับรายงานตอนประเมินโครงการ และจะติดตามดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

คุมเข้มการใช้จ่าย ป้องกันรั่วไหล

นายอนุทินให้คำมั่นว่า ตนเอง รองนายกฯ และคณะรัฐมนตรีทุกคนจะติดตามการใช้จ่ายงบประมาณจากเงินกู้ก้อนนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดการรั่วไหลหรือเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นการเฉพาะ

ช่วงท้าย นายกฯ กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสำหรับทุกข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นที่ได้อภิปรายตลอดทั้งวัน โดยระบุว่าทุกข้อเสนอล้วนเป็นประโยชน์ และจะสั่งการให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเร่งรวบรวมเพื่อนำไปปรับใช้ในขั้นตอนดำเนินโครงการ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ก่อนกล่าวขอบคุณสภาที่ให้โอกาสทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีรับใช้ประชาชน ปิดท้ายการอภิปรายก่อนสภาจะเดินหน้าสู่ขั้นตอนการลงมติต่อไป

"เอกนิติ" แจงสภา ลั่นพ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ตัวเลขศก.ไตรมาส 2 ยืนยันวิกฤต 3 ระลอกซ้อน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้รับฟังความเห็นของสมาชิกสภาฯ อย่างตั้งใจ และขอสรุปประเด็นสำคัญออกเป็น 3 เรื่อง ทั้งประเด็นที่เห็นต่าง เห็นตรงกัน และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

ยันวิกฤตเศรษฐกิจจริง ไม่ได้พูดแค่ตรรกะ

นายเอกนิติกล่าวว่า ประเด็นแรกที่สมาชิกสภาฯ หลายคนตั้งคำถามคือ วิกฤตครั้งนี้รุนแรงพอจะเป็น "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากเห็นว่าใช่ และตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ออกมาหลังสงครามในตะวันออกกลางก็ยืนยันว่าเป็นวิกฤตที่มาเป็น "ระลอก" จริง แบ่งเป็น 3 คลื่น ได้แก่

คลื่นที่ 1 วิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกพุ่งขึ้นราว 60% ในไตรมาส 2 แม้ไทยจะใช้กองทุนน้ำมันพยุงราคา แต่ราคาน้ำมันในประเทศก็ยังปรับขึ้นถึง 30%

คลื่นที่ 2 วิกฤตค่าครองชีพ เงินเฟ้อพลิกจากติดลบในไตรมาสแรก มาเป็นบวก 3% ในไตรมาส 2 ขณะที่ต้นทุนธุรกิจปรับขึ้นเฉลี่ยราว 10%

คลื่นที่ 3 วิกฤตกำลังซื้อหด การบริโภคไตรมาส 2 ติดลบจากไตรมาสแรก ซึ่งหากปล่อยไว้อาจนำไปสู่การตกงานและธุรกิจปิดตัวเพิ่มขึ้น

"ถ้าเราปล่อยให้วิกฤตเป็นแบบนี้แล้วหยุดไม่ได้ มันจะกลายเป็นแผลเป็นในระบบเศรษฐกิจไทย" นายเอกนิติกล่าว

เปรียบ "บ้านหลังคารั่ว" ต้องเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อความยั่งยืน

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่เห็นต่างคือเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องระยะยาว ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ แต่ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 ที่พลิกจากเกินดุลมาตลอด กลับมาติดลบเกือบ 6 แสนล้านบาท สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงเกือบ 10% ของรายได้ประชาชาติ

พร้อมเปรียบเปรยว่าสถานการณ์นี้เหมือน "บ้านที่หลังคารั่ว" ที่ต้องคอยหาถังน้ำมารองรับปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ ทั้งการเยียวยาประชาชนและการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งสุดท้ายก็ต้องกู้เงินอยู่ดี จึงควรใช้เงินก้อนนี้ "ซ่อมหลังคา" คือลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานให้ยั่งยืน เพื่อไม่ต้องเผชิญปัญหาซ้ำซาก

ย้ำความโปร่งใส-คุ้มค่า ทุกโครงการต้องพิสูจน์ได้

ในส่วนที่เห็นตรงกัน นายเอกนิติระบุว่าเงินทุกบาทของพ.ร.ก.นี้ต้องคุ้มค่าและโปร่งใส โดยยกระดับจากเดิม 4 ด้านที่เคยกล่าวไว้ที่ธนาคารโลก เพิ่มด้าน "ความโปร่งใส" เข้ามาเป็นพิเศษ ทุกโครงการที่จะเสนอของบประมาณต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าและต้องถึงมือประชาชนจริง จึงเป็นเหตุผลที่หลายโครงการยังไม่ผ่านการพิจารณาในตอนนี้

"ถ้าเอาโครงการเก่าๆ มาตัดแปะเสนอทันที นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัว" นายเอกนิติกล่าว พร้อมยกตัวอย่างแนวทางที่ต้องการผลักดัน เช่น ไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมัน และเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง เพื่อให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนไทย

แจงชัด ไม่ได้กู้เงินมากองทีเดียว

นายเอกนิติยังชี้แจงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ได้กู้เงินมากองไว้ทั้งหมด แต่จะทยอยกู้ตามความจำเป็น พร้อมอ้างอิงว่าบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมอง (Outlook) ของไทยดีขึ้น จากวินัยทางการคลัง โดยกรอบเพดานหนี้ที่ตั้งไว้ 70% ยังต่ำกว่าหลายประเทศ และต้นทุนการกู้เงินของไทยอยู่ที่เพียง 1.2% ซึ่งถูกกว่าหลายประเทศ

"เราต้องการช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้ได้รับการดูแล เงินของประชาชนต้องใช้อย่างคุ้มค่าและโปร่งใส และประเทศไทยควรจะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม" นายเอกนิติกล่าวปิดท้าย

ปลัดคลังแจงสภา เงินกู้ 4 แสนล้าน ย้ำทุกโครงการต้องคุ้มค่า

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาภายหลังสมาชิกอภิปรายแสดงความกังวลเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะข้อกังวลเรื่องรายละเอียดโครงการและความคุ้มค่าของการใช้เงินกู้

นายลวรณยืนยันว่า กระบวนการกลั่นกรองจะดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส พร้อมตั้งอนุกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง โดยเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายด้านเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาโครงการในเบื้องต้น ก่อนเสนอเข้าสู่คณะกรรมการกลั่นกรองชุดใหญ่

ยังไม่มีรายละเอียด เพราะโครงการยังไม่เสนอ

ปลัดกระทรวงการคลังชี้แจงว่า กรณีที่สมาชิกสภาตั้งข้อสังเกตว่าโครงการในส่วนวงเงิน 2 แสนล้านบาทยังไม่มีรายละเอียดนั้น เป็นเพราะขณะนี้หน่วยงานต่าง ๆ ยังอยู่ระหว่างจัดทำและปรับปรุงข้อเสนอโครงการ

เมื่อมีการเสนอเข้ามาแล้ว จะต้องมีรายละเอียดประกอบครบถ้วน และข้อมูลจะถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้

เปิดเกณฑ์คัดโครงการ ต้องเร่งด่วน-พร้อมดำเนินการ

นายลวรณกล่าวว่า เกณฑ์ที่คณะอนุกรรมการและคณะกรรมการใช้พิจารณาจะมีรายละเอียดมากกว่าที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนด โดยโครงการที่มีสิทธิได้รับการพิจารณาต้องเป็นโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ หรือได้รับงบประมาณไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ ต้องมีความพร้อม สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีหลังได้รับอนุมัติ และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570

ที่สำคัญ โครงการต้องมีความคุ้มค่า ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนด รวมถึงคำนึงถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความต้องการของประชาชนและชุมชน ตลอดจนส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

ย้ำไม่ใช่ทุกโครงการจะผ่านการอนุมัติ

ปลัดกระทรวงการคลังย้ำว่า แม้จะมีหลายหน่วยงานเสนอแนวคิดโครงการเข้ามา แต่ ไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการจะได้รับการอนุมัติ โดยทุกข้อเสนอต้องผ่านการคัดกรองและกลั่นกรองตามหลักเกณฑ์อย่างเข้มข้น

สำหรับการประเมินผล จะมีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งซึ่งมีความเป็นอิสระจากหน่วยงานราชการ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกเข้ามาเป็นองค์ประกอบ เพื่อประเมินความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และผลสัมฤทธิ์ของโครงการ รวมถึงตรวจสอบให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

รายงานรัฐสภาภายใน 60 วันหลังสิ้นปีงบประมาณ

นายลวรณยืนยันว่า การออกพระราชกำหนดกู้เงินไม่ได้ตัดความเชื่อมโยงกับรัฐสภา โดยกระทรวงการคลังมีหน้าที่รายงานรายละเอียดการกู้เงิน วัตถุประสงค์การใช้จ่าย รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ ให้รัฐสภาทราบภายใน 60 วันนับจากวันสิ้นปีงบประมาณ

ส่วนข้อกังวลเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง นายลวรณกล่าวว่า สิ่งที่ได้รับมอบหมายคือให้คณะกรรมการทำงานด้วยความโปร่งใส และทุกโครงการที่ผ่านการพิจารณาต้องแสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าของเงินที่นำไปใช้จริง

เป้าหมายรับมือวิกฤตพลังงาน ลดผลกระทบประชาชน

นายลวรณระบุด้วยว่า คณะกรรมการต้องการเห็นผลลัพธ์จากโครงการที่ได้รับอนุมัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการทำให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับวิกฤตพลังงานในอนาคตได้ดีกว่าเดิม และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ศิริกัญญา ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เสี่ยงหนี้พุ่ง-เปิดช่องใช้งบไร้แผน

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นตัวแทนฝ่ายค้าน กล่าวสรุปการอภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยย้ำว่า ฝ่ายค้านไม่ได้ปฏิเสธความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อเยียวยาประชาชน แต่กังวลต่อกระบวนการจัดทำแผนงาน ความคุ้มค่า ความโปร่งใส และภาระหนี้สาธารณะที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต

น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่กังวลว่าการตีความคำว่า “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” อย่างกว้าง อาจกลายเป็นบรรทัดฐานให้รัฐบาลในอนาคตสามารถออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อดำเนินนโยบายทั่วไปได้ง่ายขึ้น

ห่วงตีความ “ความมั่นคงเศรษฐกิจ” กว้างเกินไป

รองหัวหน้าพรรคประชาชนระบุว่า หากทุกปัญหาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสามารถนำมาอ้างเป็นเหตุผลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ ก็อาจทำให้การออก พ.ร.ก.กู้เงินถูกใช้เป็นช่องทางสำหรับนโยบายทั่วไป โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการงบประมาณปกติอย่างเต็มรูปแบบ

พร้อมยกตัวอย่างว่า หากรัฐบาลมองว่าปัญหาระบบราชการกระทบต่อระบบการคลังและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ก็อาจนำไปสู่การออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อปฏิรูประบบราชการหรือใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านมองว่าต้องระมัดระวัง

น.ส.ศิริกัญญายังอ้างถึงความเห็นของตุลาการเสียงข้างน้อยและพยานผู้เชี่ยวชาญว่า ควรยึดหลักการแบ่งแยกอำนาจ และใช้การออก พ.ร.ก.เป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่กลไกทั่วไปในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล

ชี้โครงการยังไร้แผน-ขาดรายละเอียดชัดเจน

อีกประเด็นสำคัญคือความพร้อมของโครงการ โดยน.ส.ศิริกัญญาตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนจริง เหตุใดหลังผ่านมาหลายเดือน การกลั่นกรองโครงการในส่วนแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม

มองว่า หากมีแผนงาน เป้าหมาย และรายละเอียดโครงการที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ก็ควรสามารถนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องใช้กลไก พ.ร.ก. พร้อมเสนอว่ารัฐบาลยังสามารถออกเป็นพระราชบัญญัติที่มีรายละเอียดโครงการครบถ้วน แล้วเสนอให้รัฐสภาพิจารณาได้

ห่วง “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ

สำหรับวงเงิน 200,000 ล้านบาทแรกที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาประชาชน น.ส.ศิริกัญญาระบุว่า ฝ่ายค้านเห็นถึงความจำเป็นในการช่วยเหลือประชาชนจากภาวะเศรษฐกิจ แต่ตั้งคำถามถึงรูปแบบการเยียวยา โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

มองว่า การเยียวยาควรช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ควรเป็นมาตรการที่ประชาชนต้องนำเงินมาร่วมจ่ายอีกก้อนหนึ่ง พร้อมตั้งคำถามว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถช่วยเหลือแรงงานที่กำลังตกงาน เกษตรกร หรือโรงงานที่ทยอยปิดกิจการได้ตรงจุดเพียงใด

จี้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องมีเป้าหมาย

ในส่วนวงเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน น.ส.ศิริกัญญาระบุว่า ฝ่ายค้านเห็นด้วยกับเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ต้องการเห็นแผนที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปสู่พลังงานสะอาดอย่างไร มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเท่าใด และจะลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลลงเท่าใด

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า โครงการบางส่วนยังมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดอยู่หลายครั้ง ทั้งโครงการเปลี่ยนรถเป็น EV และโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งสะท้อนว่าอาจยังไม่มีเป้าหมายและแผนแม่บทที่ชัดเจนรองรับการใช้เงินกู้

ห่วงหนี้สาธารณะจ่อแตะ 70% เพิ่มภาระดอกเบี้ย

น.ส.ศิริกัญญายังแสดงความกังวลต่อวินัยการเงินการคลัง โดยระบุว่า หากรวมการกู้เงิน 400,000 ล้านบาทกับการกู้ชดเชยการขาดดุลในปีงบประมาณ 2570 หนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นแตะ 69.4% ของ GDP ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจขยายตัว 2.5% และเงินเฟ้อ 2.2%

หากเศรษฐกิจหรือเงินเฟ้อไม่เป็นไปตามสมมติฐานดังกล่าว สัดส่วนหนี้สาธารณะอาจทะลุกรอบ 70% พร้อมตั้งคำถามถึงแผนรองรับของรัฐบาล และภาระดอกเบี้ยที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท หากมีการกู้ครบวงเงิน 400,000 ล้านบาท

จี้ ป.ป.ช.จับตา หวั่นช่องโหว่ทุจริต

น.ส.ศิริกัญญายังเรียกร้องให้สำนักงาน ป.ป.ช.เข้ามาติดตามและเสนอแนวทางป้องกันการทุจริตในการใช้เงินกู้ โดยเฉพาะโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มีวงเงินจำนวนมากและอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด

พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงจากการกำหนดโครงการโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะอาจเพิ่มการใช้ดุลพินิจในการตัดสินว่าโครงการใดผ่านหรือไม่ผ่าน และอาจนำไปสู่ปัญหาการล็อกสเปกหรือการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส

ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน ย้ำไม่ได้ค้านการช่วยประชาชน

ท้ายที่สุด น.ส.ศิริกัญญาย้ำว่า ฝ่ายค้านไม่ได้มีปัญหากับการกู้เงินเพื่อเยียวยาและช่วยเหลือประชาชน รวมถึงเห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ต้องการให้รัฐบาลจัดทำโครงการให้ชัดเจน มีเป้าหมาย มีหลักเกณฑ์กลั่นกรองที่ตรวจสอบได้ และผ่านกระบวนการรัฐสภาอย่างเหมาะสม

“สิ่งที่ฝ่ายค้านต้องการ คือโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุด มีประสิทธิภาพ และสามารถตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ได้ พร้อมระบุว่า จากคำชี้แจงของรัฐบาลตลอดการอภิปราย ยังไม่สามารถตอบข้อกังวลสำคัญเหล่านี้ได้ จึงประกาศ ไม่เห็นชอบกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท" ศิริกัญญา กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...