'สว.พรชัย'ค้านพ.ร.ก.กู้เงิน พบ 9 ข้อส่อพิรุธ เหน็บโลภแต่ชุ่ย หวั่นเกี้ยเซียะกลุ่มทุนพลังงาน
ที่รัฐสภา การประชุมวุฒิสภา วาระการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ
นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายว่า ตนไม่เห็นด้วยกับพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวเนื่องจากรัฐบาลมีพฤติกรรมที่ส่อพิรุธ 9 ประการ แต่ไม่ปฏิเสธว่าประเทศกำลังมีปัญหาราคาพลังงานสูงขึ้นจริง ค่าครองชีพสูงขึ้นจริง กำลังซื้อชะลอตัวจริง และประชาชนกำลังเดือดร้อนจริง รวมถึงไม่ได้คัดค้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ต่อให้มีปัญหาจริงไม่ได้แปลว่าวิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาลจะถูกต้องเสมอไป คำถามที่ตนอยากถามคือไม่ใช่ว่าประเทศไทยควรกู้เงินมาแก้ปัญหาหรือไม่ แต่คือจำเป็นหรือไม่ที่เราจำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยพ.ร.ก. ไม่ใช่ พ.ร.บ. อีกทั้งยังต้องกู้เงินเป็นวงเงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้วินัยทางการเงินการคลังของเราพังพินาศ เพราะเมื่อพิจารณาแต่ต้นจนจบ ตนพบข้อพิรุธ 9 อย่างที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้
นายพรชัย กล่าวต่อว่า สำหรับพิรุธข้อที่ 1 คือ ประเทศเราไม่ได้อยู่ในภาวะฉุกเฉินจริง เงิน 2 แสนล้านบาทแรก รัฐบาลอาจจะพออธิบายได้ว่าเป็นมาตรการประคองเศรษฐกิจจากวิกฤตพลังงาน แต่เงินอีก 2 แสนล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานตนขอถามว่าการสร้าง Smart Grid การติดตั้งโซลาร์รูฟท๊อป 1 ล้านหลังคา การเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถอีวี มันฉุกเฉินตรงไหน หากไม่ได้ทำ 3 สิ่งนี้ภายในสามถึงหกเดือนนี้ประชาชนจะอยู่ไม่ได้จริงหรือ
นายพรชัย กล่าวด้วยว่า ข้อพิรุธที่ 2 คือ พ.ร.ก.ฉบับนี้จงใจไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างที่ควรจะเป็นหากโครงการเหล่านี้ใช้เวลาหลายปี ทำไมไม่เสนอเป็นพ.ร.บ.เงินกู้ แทนที่จะเป็นพ.ร.ก.ที่มีรายละเอียดแนบท้ายน้อยกว่า เพราะความเร่งด่วนที่ไม่ใช่ความเร่งด่วนจริงไม่ควรเป็นเหตุผลให้ตัดตอนลดอำนาจการตรวจสอบของรัฐสภา จนนำไปสู่ข้อพิรุธข้อที่ 3 คือไม่ชัดเจน เงินกู้ระดับ 4 แสนล้านบาท ไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อย แต่คำถามพื้นฐานกับไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าหลังจากใช้เงินแล้วประเทศไทยจะลดการนำเข้าพลังงานได้กี่เปอร์เซ็นต์ ค่าไฟจะลดลงกี่บาทเงิน 1 บาทที่ลงทุนไปจะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้กี่บาท ประชาชนกี่ครัวเรือนจะได้รับประโยชน์ ภายในเวลาเท่าไหร่
“หากไม่มีข้อมูลในส่วนนี้การขออำนาจกู้ในครั้งนี้จะถือเป็นการขอเช็คเปล่า และเป็นการขอโดยใช้เอกสารเพียงแค่ไม่กี่หน้า รายละเอียดแผนงานโครงการและความพร้อมก็ยังไม่ปรากฏชัด ซึ่งผมเห็นว่าจำนวนเงินยิ่งมากเป้าหมายยิ่งต้องชัด ไม่ใช่เงินยิ่งมากแล้วรายละเอียดยิ่งน้อย แล้วอ้างว่าฉุกเฉินจึงยังคิดไม่ทัน แบบนี้เขาเรียกว่าโลภแต่ชุ่ย” นายพรชัย กล่าว
นายพรชัย กล่าวต่อว่า ส่วนข้อพิรุธที่ 4 คือความไม่โปร่งใส เนื่องจากเอกสารมีการระบุว่ามีหนังสือให้ท้องถิ่นเสนอรายการตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ทั้งที่หลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการออกในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ตนจึงมองว่าในวันที่กติกายังไม่ออกใครรู้กติกาก่อน แล้วเป็นความโปร่งใสแบบใด แล้วเหตุใดทำไมจึงต้องมีเสาไฟโซลาร์ ประปาโซลาร์ รถขยะอีวี และโครงการอีกจำนวนมากเตรียมเสนอมาแล้ว ซึ่งตนไม่ได้กล่าวหาว่าโครงการใดทุจริต
“เงินกู้ระดับนี้ไม่ควรเปิดช่องให้ประชาชนสงสัยว่าเป็นการเกี้ยเซียะให้กับผู้รับเหมาหรือเครือข่ายด้านพลังงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับคนใดในรัฐบาล โดยวิธีที่จะลบข้อสงสัยได้ดีที่สุดมีทางเดียวคือเปิดทุกโครงการ เปิดหลักเกณฑ์ เปิดราคากลาง และคู่สัญญา รวมถึงเปิดผลการประเมินต่อสาธารณะ เพียงแค่รัฐบาลจะกล้าทำหรือไม่ ซึ่งหากไม่ทำก็เท่ากับจงใจปกปิดหมกเม็ด” นายพรชัย กล่าว
นายพรชัย กล่าวอีกว่า ข้อพิรุธข้อที่ 5 ช่วยไม่ตรงคนโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่คนยากจนจริงๆ อาจจะไม่มีเงินแม้แต่จะโอนเข้าแอปพลิเคชันเป๋าตัง และอาจแพ้ตั้งแต่ลงทะเบียน เพราะทรัพยากรเขาไม่พร้อม ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้เดือดร้อนมากที่สุดกลับได้รับสิทธิ์ โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ต้องกู้เงิน 2 แสนล้านบาทมาใช้และใช้งบประมาณถึง 1.2 แสนล้านบาท จึงดูคล้ายระบบใครมีทรัพยากรพร้อมที่จะสมัครก่อนกลับได้ก่อน มากกว่าใครเดือดร้อนก่อนได้สิทธิ์ก่อนที่ควรจะเป็น และยิ่งน่าแปลกใจเพราะกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนจากน้ำมันโดยตรงได้รับผลกระทบมากที่สุดกับไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ เป็นพิเศษจากการใช้เงินก้อนนี้เลยเช่น ชาวประมงที่ต้องอาศัยน้ำมันในการออกเที่ยวเรือทุกเที่ยว ทำไมรัฐบาลจึงหว่านแหช่วยคนแบบสะเปะสะปะเช่นนี้
นายพรชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับพิรุธข้อที่ 6 คือไม่ตรงปก โดยรัฐบอกว่าจะใช้งบในส่วนนี้ติดตั้งแผงโซลาร์ 5 แสนถึง 1 ล้านหลังคาเรือน แต่ข้อมูลระบุว่าปีที่ผ่านมาไทยติดตั้งได้ที่ประมาณ 1 แสนหลัง และปีนี้ประมาณการว่าจะติดได้ประมาณ 1.4 แสนหลัง หากจะติดครบ 1 ล้านหลัง อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี เหตุใดทำไมเราจึงต้องรีบกู้เงินทั้งก้อนมาภายในปีนี้ แบบที่ภาระดอกเบี้ยมหาศาลและใช้เวลา 5 ปีกว่าใช้เงินหมด ทำไมเราจึงไม่วางแผนก่อนว่าแต่ละปีจะใช้เงินเท่าไหร่แล้วจึงค่อยกู้รายปีตามนั้น หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถอีวี 7 ประเภท 8 หมื่นคัน แต่เมื่อมีการสอบถามรายละเอียดกับพบว่าที่ทำได้จริงชัดเจนในคันนี้มีเพียงรถแท็กซี่เท่านั้น
นายพรชัย กล่าวต่อว่า ข้อพิรุธที่ 7 คือซุกงบปกติไว้ในเงินกู้พิเศษเช่น เงินจำนวน 1.88 หมื่นล้านบาท ที่นำไปสมทบงบกองทุนประชารัฐสวัสดิการ ตนสนับสนุนผู้การดูแลผู้มีรายได้น้อย แต่ต้องไม่ใช่วิธีการกู้ฉุกเฉินมาจ่ายรายจ่ายที่รู้อยู่แล้วต้องเกิด สำหรับพิรุธข้อที่ 8 ที่ตนห่วงที่สุดคือความพินาศทางวินัยการเงินการคลัง หากมีการกู้เต็มจำนวน สัดส่วนหนี้สาธารณะจะสูงขึ้นไปเกือบถึง 70% แล้วหากปีหน้าเกิดน้ำท่วมใหญ่ โรคระบาด และเกิดสงคราม ประเทศจะเหลือวงเงินกู้เพื่อไปช่วยประชาชนหรือไม่
นายพรชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับพิรุธข้อที่ 9 คือ เรามีทางเลือกไม่จำเป็นต้องกู้เช่นนี้ หากต้องการเปลี่ยนผ่านพลังงานจริงเราสามารถทำโรดแมประยะยาว 10 ปีให้ภาคเอกชนการไฟฟ้าและกองทุนด้านพลังงานร่วมลงทุนใน Smart Grid โครงสร้างพื้นฐานได้ไม่จำเป็นต้องกู้เช่นนี้ ย้ำว่าตนไม่ได้คัดค้านการช่วยเหลือประชาชน แต่เงินกู้ 4 แสนบ้านบาทนั้นมีพิรุธที่ชวนให้ตั้งคำถามตั้งแต่ไม่ฉุกเฉินจริง ไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง และไม่จำเป็นต้องกู้เช่นนี้
“บ้านเรากำลังถังแตก วงเงินกู้เกือบเต็ม สิ่งแรกที่ควรทำคือลดค่าใช้จ่ายในบ้านและหารายได้เพิ่ม ไม่ใช่รูดบัตรเครดิตใบสุดท้ายที่ใกล้เต็มวงเงินเพื่อมาติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาเช่นนี้“ นายพรชัย กล่าว