โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หรือว่า 'พระคเณศ' เป็นครูช้างพราหมณ์สยาม? นัยของเรื่องนี้สะท้อนอะไรบ้าง?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 ต.ค. 2568 เวลา 04.08 น. • เผยแพร่ 04 ต.ค. 2568 เวลา 07.17 น.
ภาพเขียนสีพระคเณศ กายสีแดง-ส้ม และทรงหนู, ปี 1816 (ภาพจาก British Museum)

หรือว่า พระคเณศ เป็นครูช้างพราหมณ์สยาม? นัยของเรื่องนี้สะท้อนอะไรบ้าง?

เทวสถาน หรือที่เรียกกันอย่างคุ้นปากว่าโบสถ์พราหมณ์ บางทีก็เรียกควบกันเป็นเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ถือเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ กิจพิธีในลัทธิศาสนาพราหมณ์หลายอย่างได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตของชาวสยาม-ไทยนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่พิธีอันเนื่องในองค์พระมหากษัตริย์ลงมาจนถึงสามัญชนคนทั่วไป

ภายในโบสถ์พราหมณ์ ประกอบไปด้วยอาคารเก่าแก่ 3 หลัง เข้าใจว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เป็นโบสถ์หลังใหญ่สำหรับพระอิศวรตั้งอยู่ทางทิศใต้ และโบสถ์สำหรับประดิษฐานพระคเณศกับพระนารายณ์ ไล่เรียงไปทางทิศเหนือ ตามแนวแกนทิศ ตามลำดับ

น่าสังเกตว่าเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามตามคติอย่างพราหมณ์ชมพูทวีป ประกอบด้วย พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ที่มักจะเรียกเหมารวมกันว่าพระตรีมูรติ 2 องค์แรกมีการสร้างโบสถ์บูชาเป็นสัดส่วนเฉพาะองค์ที่เทวสถาน

ส่วนพระพรหมนั้นไม่มี มีก็แต่ศาลพระพรหมที่ตั้งอยู่หน้าโบสถ์ใหญ่ของพระอิศวร ซึ่งพระครูวามเทพมุนีเพิ่งจะจัดสร้างถวายเนื่องในมหามงคลสมัยวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 3 รอบ พระนักษัตร พุทธศักราช 2514 นี้เอง หมายความว่า ภายในโบสถ์พราหมณ์ พระนคร ไม่มีสถานที่บูชาพระพรหมเป็นการเฉพาะมาแต่เดิม เพิ่งมาสร้างขึ้นเมื่อไม่ถึง 40 ปีมานี้เท่านั้น [บทความเผยแพร่เมื่อ 2551 – กองบรรณาธิการ]

ในขณะเดียวกับที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพระคเณศตามทัศนคติอย่างพราหมณ์สยาม ที่มีการสร้างสถานบูชาเป็นการเฉพาะได้อย่างชัดเจน

พระคเณศ เป็นครูช้างพราหมณ์สยาม?

พระคเณศ (หรือที่รู้จักกันในชื่ออื่นๆ เช่น พระพิฆเนศวร พระคณปติ ฯลฯ) ตามคติพราหมณ์ชมพูทวีปเป็นบุตรของพระอิศวร เป็นเทพเจ้าแห่งอุปสรรคและเป็นผู้ขจัดอุปสรรคนานา [1] หากทรงงาอยู่ในพระหัตถ์หมายถึงปางที่เป็นเจ้าแห่งอักษรศาสตร์ [2] นับเป็นเทพเจ้าที่สำคัญองค์หนึ่งในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชวินิจฉัยเกี่ยวกับคติการนับถือพระคเณศของพราหมณ์สยามไว้ว่า พระคเณศทรงเป็นโอรสพระอิศวร เป็นครูช้าง พราหมณ์ย่อมนับถือโดยอิทธิเดชของพระองค์เองบ้าง ต้องการให้ต้องพระทัยของพระอิศวรบ้าง จึงเป็นพระเป็นเจ้าที่สำคัญอีกองค์หนึ่ง [3]

ข้อสันนิษฐานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ดูจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาประกอบกับเรื่องของกลุ่มพราหมณ์พฤฒิบาศที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องด้วยช้างเป็นการเฉพาะ พราหมณ์ที่มีกิจเกี่ยวเนื่องกับช้างเป็นการเฉพาะเช่นนี้เข้าใจว่าไม่มีปรากฏในชมพูทวีป มีเฉพาะในอุษาคเนย์เท่านั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เคยอ้างไว้ในหนังสือนิราศนครวัดว่า พราหมณ์สยามมีสามประเภท หนึ่งคือพราหมณ์พิธีมาจากเมืองนคร [คือ นครศรีธรรมราช] สองคือพราหมณ์โหรดาจารย์มาจากเมืองพัทลุง ทั้งสองประเภทนี้อ้างสายบรรพบุรุษว่ามาจากเมืองรามราช [คือ เมืองราเมศวรัม ในอินเดียปัจจุบัน] ส่วนพราหมณ์พฤฒิบาศมาแต่กรุงกัมพูชา ยังสืบหาสายตระกูลไม่ได้ เมื่อเสด็จเยือนกัมพูชาจึงพยายามสอบถามจากพราหมณ์พฤฒิบาศที่นั่น แต่ก็เป็นการไร้ประโยชน์เพราะพราหมณ์กัมพุชเทศอ้างว่า บรรพบุรุษสืบมาแต่ “พนมไกลาส” [4] (หมายถึง ภูเขาที่พระอิศวรสถิตอยู่)

อย่างไรก็ดี การที่สยามถือว่าพระคเณศเป็นครูช้างจึงจำเป็นต้องมีโบสถ์บูชาพระคเณศเป็นการเฉพาะสำหรับพราหมณ์กลุ่มดังกล่าว ดังที่ปรากฏมีโบสถ์พระคเณศอยู่ที่เทวสถาน พระนคร

ร่องรอยความเชื่อที่ว่าพระคเณศเป็นครูช้าง ปรากฏอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างน้อยมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยาแล้ว ดังปรากฏข้อความในวรรณกรรมเรื่องยวนพ่ายโคลงดั้นว่า “…การช้างพิฆเณศรน้าว ปูนปานท่านนา…” ซึ่ง อาจารย์ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ ได้ถอดความไว้ว่า “…รอบรู้วิชาคชกรรมจนเปรียบปานได้กับพระพิฆเนศวร…” [5]

เป็นอันว่าหลักฐานในงานวรรณกรรม พระคเณศก็เป็นครูช้างสอดคล้องกับร่องรอยหลักฐานอื่นๆ

ไม่มีหลักฐานว่าความเชื่อนี้สืบมาแต่ครั้งขอมเรืองอำนาจในช่วงก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยาหรือไม่ แต่การที่ชาวสยามยุคเก่าก่อนถือว่าพราหมณ์พฤฒิบาศสืบสายมาทางกัมพูชา ก็ชวนให้คิดไปได้อย่างนั้นเช่นกัน

พระโกญจนาเนศวร เทพผู้ให้กำเนิดช้าง ในสมุดภาพพระเทวรูป

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกส่วนหนึ่งปรากฏอยู่ในภาพลายเส้นบนสมุดไทยที่เรียกรวมๆ ว่าสมุดภาพพระเทวรูปฉบับต่างๆ สันนิษฐานว่าโดยมากน่าจะเขียนขึ้นในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 [6]

ภาพลายเส้นเหล่านี้มีที่เขียนเป็นรูปพระคเณศอยู่มาก บางรูปมีความหมายเกี่ยวเนื่องกับการเป็นครูช้าง หรือเจ้าแห่งช้างทั้งหลายด้วย รู้ได้จากทั้งลักษณะของภาพและคำบรรยาย หรือ “ชื่อ” ของภาพที่กำกับอยู่ ซึ่งสามารถนำไปเทียบเคียงกับเรื่องเล่าในเทพปกรณ์แบบสยามในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ได้อีกด้วย

ภาพเขียนบางภาพในสมุดไทยดำเหล่านี้แสดงภาพเทพเจ้าผู้มีเศียรเป็นช้างคล้ายพระคเณศ แต่มี 3 เศียร ในพระกรแต่ละข้างถือช้างไว้ครบหมดทุกพระกร แต่เขียนคำบรรยายกำกับไว้ว่าพระโกญจนาเนศวร

หนังสือนารายณ์สิบปางฉบับโรงพิมพ์หลวง (พิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ. 2417) มีข้อความอ้างถึงตอนกำเนิดพระคเณศไว้อย่างน่าสนใจว่า ในไตรดายุคพระอิศวรมีเทวโองการให้พระเพลิงกระทำเทวฤทธิ์เพื่อบังเกิดศิวบุตร 2 องค์ พระเพลิงรับเทวโองการและกระทำเทวฤทธิ์ให้บังเกิดเป็นเปลวเพลิงออกจากช่องพระกรรณทั้งสอง เบื้องขวาบังเกิดบุตรที่มีพระพักตร์เป็นช้างคือพระคเณศ ส่วนเบื้องซ้ายบังเกิดเป็นเทวกุมารองค์หนึ่งชื่อพระโกญจนาเนศวร มีพักตร์เป็นช้าง 3 พระพักตร์ มีพระกร 3 พระกร แต่ละพระหัตถ์กำเนิดมีช้างประเภทต่างๆ เช่น ช้างเอราวัณ ช้างคีรีเมฆละไตรดายุค ช้างเผือกเอก เผือกโท เผือกตรี เป็นต้น [7]

เป็นอันว่านอกจากชาวสยามในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์จะเข้าใจว่าพระคเณศเป็นเจ้าแห่งช้างและการคชกรรมแล้ว ยังมีเทพเจ้าที่มีเศียรเป็นช้าง ซ้ำยังมีเศียรมากกว่าพระคเณศคือมีถึง 3 เศียร ชื่อว่าพระโกญจนาเนศวรเป็นเทพเจ้าผู้ให้กำเนิดช้างตระกูลต่างๆ อีกด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์มณีปิ่น พรหมสุทธิรักษ์ อธิบายว่า “โกญจนาเนศวร” น่าจะมาจากคำสันสกฤตว่า “เกฺราญจนาเนศวร” (เกฺราญจน-อานน-อีศวร) แปลว่า “ผู้เป็นใหญ่เหนือแผ่นพักตร์แห่งเกราญจะ” หมายถึงพระขันทกุมาร (บ้างก็เรียกว่าพระสกันทะ หรือพระกรรติเกยะ) ผู้ปราบเหล่าอสูรแห่งภูเขาเกราญจะ [8]

โดยท่านยังสันนิษฐานต่อไปด้วยว่า ชาวสยามโบราณคงทราบตามเทพปกรณัมแขกว่าพระอิศวรมีบุตร 2 องค์ แต่เข้าใจผิดว่าพระคเณศและพระขันทกุมารเป็นเทพองค์เดียวกัน จึงโอนชื่อพระขันทกุมารไปให้พระคเณศ (ตำรานารายณ์สิบปางฉบับโรงพิมพ์หลวงเรียกพระคเณศก่อนมีเศียรเป็นช้างว่าพระขันทกุมาร [9] และคิดชื่อใหม่ให้พระโอรสองค์รองว่าโกญจนาเนศวร พร้อมทั้งโอนลักษณะสำคัญคือการมีเศียรเป็นช้างเหมือนพระคเณศด้วย [10]

ไม่ว่าพระโกญจนาเนศวรจะหมายถึงพระขันทกุมารหรือไม่ก็ดี แต่รูปลักษณะที่เขียนอยู่ในสมุดภาพก็แสดงให้เห็นพ้องกันกับเรื่องราวที่บันทึกอยู่ในตำราเทพปกรณ์สยามโบราณอย่างชัดเจน ที่มีข้อน่าสังเกตกลับเป็นรูปพระคเณศ ชนิดที่มีชื่อหรือคำอธิบายภาพว่า “พระเทพกรรม์” (อ่านว่า “กำ”) ไม่เรียกว่าพระคเณศ

“พระเทพกรรม์” คือใคร?

แม้ว่าในสมุดภาพจะเขียนรูปพระเทพกรรม์เป็นรูปเทพเจ้าที่มีเศียรเป็นช้างคล้ายพระคเณศ ซึ่งเป็นเทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แต่ข้อความที่ปรากฏอยู่ในจารึกฐานพระอิศวร กำแพงเพชร ช่วงกลางสมัยอยุธยา กลับแสดงให้เห็นว่าพระเทพกรรม์น่าจะเป็นเทพเจ้าคนละองค์กับพระคเณศ ดังความที่ว่า

“…ศักราช 1432 [ตรงกับ พ.ศ. 2054] มะเมียนักษัตรอาทิตยพาร เดือนหกขึ้นสิบสี่ค่ำได้หษตฤกษ์ เพลารุ่งแล้วสองนาฬิกา จึงเจ้าพระญาศรีธรรมาโสกราชประดิษฐานพระอิศวรเป็นเจ้านี้ไว้ให้ครองสัตว์สี่ตีนสองตีนในเมืองกำแพงเพชร และช่วยเลิกศาสนาพุทธศาสตร์และไสยศาสตร์และพระเทพกรรมมิให้หม่นให้หมอง ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน…” [11]

ข้อความในจารึกกล่าวถึงการเลิก คือ ทำนุบำรุงพระศาสนาทั้งสาม ได้แก่ 1. พระพุทธศาสนา 2. ไสยศาสตร์ คือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (ดังนั้น “ไสยศาสตร์” จึงควรเขียนว่า “ไสยศาสน์” ดังที่ ศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเสนอไว้เมื่อนานมาแล้ว เพราะคนโบราณถือว่าเป็นศาสนา ไม่ใช่ศาสตร์ความรู้) และสุดท้าย 3. คือศาสนาพระเทพกรรม์ ซึ่งแยกออกจากศาสนาพราหมณ์ต่างหาก เป็นไปได้ว่าจะเป็นลัทธิเก่าแก่ดั้งเดิมในภูมิภาคสุวรรณภูมิ

ในสมัยอยุธยาพระเทพกรรม์จึงไม่น่าจะเป็นองค์เดียวกับพระคเณศ

ลิลิตโองการแช่งน้ำ วรรณกรรมชิ้นสำคัญยุคต้นกรุงศรีอยุธยา (หรืออาจจะเก่าแก่กว่านั้น) มีข้อความว่า

“…เชือกบาศด้วย ชันรอง
ชื่อพระกรรมบดี ปู่เจ้า
ท่านรังผยอง มาแขก
(กลอย?) แรก ตั้งขวัญเข้า ธูปเทียนฯ…” [12]

ข้อความข้างต้นอยู่ในบทแช่งผี คืออัญเชิญผี (ซึ่งไม่ได้หมายถึงวิญญาณเช่นในปัจจุบัน แต่หมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อำนาจเหนือธรรมชาติ หรือบรรพบุรุษ) มาร่วมในพิธีการแช่งน้ำ หลังจากที่ได้อัญเชิญเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์มาเข้าร่วมในพิธีก่อนแล้วในบทต้น พระเทพกรรม์จึงน่าจะเป็นผีผู้ใหญ่พื้นเมืองสุวรรณภูมิ (เนื่องจากเป็นผีที่ถูกเชิญมาเป็นตนแรกในโองการฯ)

สังเกตได้ว่าในโองการแช่งน้ำใช้คำว่า “พระกรรมบดี” แปลตรงตัวว่า “ผู้เป็นใหญ่แห่งการกรรม์” น่าสนใจว่า “การกรรม์” คงจะเป็นศัพท์เก่าที่คนสมัยรัตนโกสินทร์ลืมเลือนไปหมดแล้ว

ในสมุทโฆษคำฉันท์ วรรณกรรมสมัยอยุธยาตอนกลาง มีข้อความที่ว่า

“…ดูเดิมชวักชอบโดยความ หมายต้นตูมงาม
และควรที่ทำการกรรม์…” [13]

ความข้างต้นพรรณนาอยู่ในส่วนของการทำพิธีคล้องช้าง ซึ่งคำฉันท์ในเรื่องสมุทโฆษได้บรรยายความไว้อย่างละเอียด ที่สำคัญคือเรียกการคล้องช้างว่า “การกรรม์” สอดคล้องกับข้อความในฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้างของเก่า ครั้งกรุงเก่า งานสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่เรียกการคล้องช้างว่าการกรรม์เช่นกัน ดังความที่ว่า

“…เมื่อเสร็จการอุดมกรรม์ ได้ช้างเผือกอัน
วิสุทธิสารบวร…” [14]

ข้อความอีกตอนหนึ่งในสมุทโฆษคำฉันท์ได้เอ่ยนามถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการคล้องช้างดังความว่า

“…ด้วยเดชสดุดีพระกรรม์ คชคงโจษจรร
และคับทั้งแคว้นคอกขัง…” [15]

“พระกรรม์” ในที่นี้คงจะหมายถึง “พระเทวกรรม์” อย่างไม่ต้องสงสัย จึงอาจจะสรุปได้ว่า พระเทวกรรม์เป็นผีพื้นเมืองอุษาคเนย์ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็นใหญ่ในกรรมพิธีการคล้องช้าง พร้อมกับที่ชวนให้คิดไปได้ว่า คำว่า “พระกรรม์” อาจจะเคลื่อนเป็นคำว่า “ประกำ” หรือ “ปะกำ” ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เกี่ยวเนื่องด้วยการคล้องช้าง ที่คุ้นหูกันดี “เชือกปะกำ” ที่หมายถึงเชือกคล้องช้าง หรือ “หมอปะกำ” “ครูปะกำ” ที่หมายถึง หมอช้าง หรือครูช้าง

ปัจจุบันความหมายของคำว่า “ปะกำ” ได้หลงเลือนไปหมดแล้ว เมื่อหาที่มาที่ไปไม่ได้จึงโอนไปให้เป็นภาษาเขมร ภาษาส่วย ที่มีชื่อเรื่องการช้างไปเสียหมด จนสุดท้ายไปเข้าใจกันว่าหมายถึงเชือกสำหรับคล้องช้างเท่านั้น

ดูเหมือนว่าการจับพระเทวกรรม์บวชให้เข้ารีตกลายเป็นพราหมณ์จะเกิดขึ้นในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นอย่างน้อย ดังปรากฏร่องรอยอยู่ในงานนิพนธ์เรื่องฉันท์กล่อมช้างพลาย ในกรมหมื่นศรีสุเรนทร ราวปลายแผ่นดินรัชกาลที่ 1-ต้นแผ่นดินรัชกาลที่ 2 ดังข้อความที่ว่า

“…ไหว้ไท้เทพท้าวเทวกรรม์ พิฆเนศวรสรรค์
คือขันธกุมารมหิมา…” [16]

แปลความได้ว่ากรมหมื่นศรีสุเรนทร ซึ่งถือเป็นปราชญ์ที่สำคัญคนหนึ่งในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เข้าใจว่า พระเทวกรรม์ ก็คือองค์เดียวกันกับพระคเณศ และก็คือองค์เดียวกันกับพระขันทกุมารนั่นเอง

หมอปะกำเข้ารีตกลายเป็นพราหมณ์พฤฒิบาศ

ในหนังสือนารายณ์สิบปาง ฉบับโรงพิมพ์หลวง ได้กล่าวถึงเรื่องพระนารายณ์เสด็จลงมาปราบช้างเอกทันต์ในช่วงไตรดายุค โดยเมื่อพระองค์เสด็จลงมายังมนุษยโลกแล้วก็ได้เที่ยวท่องหาปีศาจช้างร้ายตนนั้น จนกระทั่งมาถึงทุ่งนาแห่งหนึ่งจึงได้พบพี่น้องชาวนาสี่คน พี่ใหญ่ชื่อโภควันดี พี่รองซึ่งเป็นหญิงสาวเพียงคนเดียวในหมู่พี่น้องชื่อนางสิระวัง น้องสามชื่อคชสาตร คนสุดท้องชื่อสาตรกรรม

คนทั้งสี่ได้กลายเป็นผู้นำทางให้กับพระนารายณ์ในการไปปราบปีศาจช้างตนนั้น เมื่อพบช้างเอกทันต์ พระนารายณ์จึงตั้งมณฑลพิธีพร้อมมีเทวโองการอัญเชิญพระคเณศมาประทับข้างขวา พระเทวกรรมมาประทับข้างซ้าย พร้อมให้เทพยดาชื่อพระมหาเมศว (เข้าใจว่าคือองค์เดียวกับพระมหาเมศอ ในตำราภาพพระเทวรูป เลขที่ 32) เป็นผู้มาต้อนไล่โขลงช้างเถื่อนทั้งหลายที่เป็นบริวารของอสูรช้างเอกทันต์

ส่วนพระนารายณ์ได้บันดาลให้ช้างเอกทันต์ปวดศีรษะดังจะแตกออกมาเจ็ดภาค จากนั้นจึงใช้บาศก์อุรเคนทร์ซัดถูกเท้าขวาของอสูรรูปช้าง แล้วเอาตรีปักลง ณ พื้นธรณี กลายเป็นต้นมะตูม เอาหางบาศก์อุรเคนทร์กระหวัดไว้กับต้นมะตูม จากนั้นเอาพระหัตถ์ขวาทิ้งเอามะลิวัลย์มาอธิษฐานให้เป็นทาม เป็นพับเฌอคล้องคอคชเอกทันต์ไว้กับไม้คูน

จากนั้นพระเป็นเจ้าจึงเสด็จมาหยุดลงใต้ร่มไม้ยอ แล้วตรัสเรียกพี่น้องผู้นำทางทั้งสี่คนมาประสิทธิ์ตำราพฤฒิบาศให้คนทั้งสี่เป็นประกรรมสำหรับปราบหมู่ช้างทั้งหลาย จากนั้นพระนารายณ์จึงนำช้างเอกทันต์ไปถวายเป็นพาหนะแด่พระอินทร์ ฝ่ายประกรรมทั้งสี่ได้กลับไปสอนสั่งการคชกรรมแก่กุลบุตรทั้งหลาย จึงปรากฏชื่อเป็นพระโภควันดี ประสิทธิ์ศิษย์ด้วยเหล็กซองเป็นหนึ่ง นางสิระวัง ประสิทธิ์ศิษย์ด้วยบ่วงบาศเป็นสอง พระคชสาตร ประสิทธิ์ศิษย์ด้วยขอเป็นสาม และพระสาตรกรรม ประสิทธิ์ศิษย์ด้วย (เสา) ตะลุง ฉะนัก และปลอกเป็นสี่ หมอเถ้า (คือหมอช้างชั้นผู้ใหญ่, บางแห่งใช้ หมอเฒ่า) ทั้งหลายจึงนับถือเป็นครูประกรรมทั้งสี่ และห้ามหมอช้างทั้งปวงหักกิ่ง ถากเปลือก เด็ดใบ ไม้มะตูม ไม้ยอ และไม้คูน เพราะเหตุที่พระนารายณ์เป็นเจ้าประสิทธิ์ครูประกรรมมาแต่ก่อนนั่นเอง [17]

เรื่องราวข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความพยายามในการผนวกลัทธิความเชื่อพื้นเมืองอุษาคเนย์เข้าเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมพราหมณ์ที่มีเค้าดั้งเดิมมาจากแขก ดังจะเห็นได้ว่าในเรื่องพระนารายณ์เป็นองค์ประธานในการคล้องช้าง ซึ่งกรรมวิธีที่บรรยายอยู่ในตำรานั้นเป็นอย่างเดียวกับที่มีอยู่ในพื้นเมืองอุษาคเนย์โดยแท้ ซ้ำยังกล่าวอ้างว่าพระนารายณ์เป็นผู้ประสิทธิ์วิชาการคชกรรมที่เรียกว่า “พฤฒิบาศ” ให้แก่ “หมอปะกำ” พี่น้องทั้งสี่ที่เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของคนพื้นเมืองอีกด้วย

สรุป และท้ายเรื่อง

เป็นอันว่าพราหมณ์พฤฒิบาศก็คือหมอปะกำพื้นถิ่นสุวรรณภูมิ ผู้ชำนาญการด้านช้างเป็นการเฉพาะที่หันมานุ่งขาวห่มขาว “บวชพราหมณ์” (ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม) มีพื้นที่ประกอบกิจดั้งเดิมของตนในโบสถ์พระคเณศ เทวสถาน พระนคร แยกเฉพาะจากพวกพราหมณ์ดั้งเดิมไปต่างหาก

กรรมวิธีการบวชพราหมณ์นี้คงจะเกิดขึ้นด้วยการสร้างความน่าเชื่อถือจากเงื่อนไขหลายๆ ประการ ยังปรากฏร่องรอยของการพยายามสร้างประวัติศาสตร์ของการช้างในรูปของเทพปกรณ์ นอกจากการบวชหมอปะกำเป็นพราหมณ์แล้ว ยังบวชเอาผีปะกำเป็นเทพกรรม์ ผนวกเป็นปางหนึ่งของพระคเณศ กลายเป็นเทพเจ้าในสวรรค์ชั้นพราหมณ์อย่างแนบเนียนจนเกือบสืบสาวเอาความประวัติที่มาไม่ได้ไปในที่สุด

กลวิธีการสร้างประวัติศาสตร์ในรูปของปกรณัมนี้ดูจะมีอำนาจในการอธิบายความอย่างไม่น่าเชื่อ ตำราพระคชลักษณ์ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กล่าวตั้งแต่ในช่วงต้นเรื่องของตำราว่า การคชศาสตร์แบ่งได้เป็นสองอย่าง อย่างแรกคือคชลักษณ์เป็นการศึกษาลักษณะให้คุณ-โทษของช้าง อย่างที่สองคือคชกรรมได้แก่กระบวนการจับและรักษาช้าง บำบัดปัดเป่าเสนียดจัญไรต่างๆ โดยทั้งสองประการมีที่มาอยู่ในไตรเพท [18]

แม้จะเป็นเพียงตำนานเทพ เล่าเรื่องอิทธิฤทธิ์อิทธิเดช ดูไม่น่าเชื่อถือจริงจัง แต่อย่างน้อยก็สามารถชักชวนให้คนในชั้นหลังเข้าใจไปว่าการช้างเป็นความชำนาญเฉพาะทางที่พราหมณ์แขกนำความรู้มาเผยแพร่สั่งสอนแก่หมอผี-หมอเฒ่าพื้นเมือง

ความตรงนี้น่าสนใจเนื่องจากการคล้องช้างไม่ได้เป็นเพียงเฉพาะลัทธิความเชื่อพื้นถิ่น แต่ถือได้ว่าเป็นวิทยาการเฉพาะทาง มีหมอปะกำเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยช้างเป็นทั้งสัญลักษณ์แห่งอำนาจหรือบุญญาธิการที่ปรากฏเป็นหลักฐานร่วมกันอยู่ทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์ ทั้งยังเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญไปยังทั้งจักรวรรดิจีน ชมพูทวีป รวมถึงภูมิภาคอื่นๆ ของโลกมาแต่โบราณสมัย

การที่พวกพราหมณ์-ฮินดูยึดเอากรรมสิทธิ์เรื่องความชำนาญในการคชกรรมว่าเป็นของตนเองมาแต่เดิมจึงน่าจะมีนัยยะแฝงทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ด้วย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] ป. อินทุวงศ์ (แปล) ป.ส. ศาสตรี (ตรวจแก้). “เรื่องคณะปติ จากหนังสือฮินดู อิโคโนกราฟฟิ ของท่าน ที.เอ. โกปินนาถ เรา เอ็ม.เอ.,” ใน ไทยเขษม 50 ปี. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทยเขษม, ๒๕๑๙), น. 1.

[2] อ้างใน จิรัสสา คชาชีวะ. พระพิฆเนศวร์ คติความเชื่อและรูปแบบของพระพิฆเนศวร์ที่พบในประเทศไทย. (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2540), น. 14.

[3] เรื่องเดียวกัน. น. 78.

[4] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. นิราศนครวัด. (พระนคร : แพร่พิทยา, 2514), น. 44-45.

[5] ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์. ยวนพ่าย โคลงดั้น. (พระนคร : โรงพิมพ์มิตรสยาม, 2513), น. 92.

[6] ดูใน กรมศิลปากร. ตำราภาพเทวรูปและเทวดานพเคราะห์. (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2535), น. (5).

[7] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ประพันธ์ สุคนธะชาติ (รวบรวม-เรียบเรียง). นารายณ์สิบปาง และพงศ์ในเรื่องรามเกียรติ์. (ม.ป.ท., 2511), น. 37-38.

[8] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน มณีปิ่น พรหมสุทธิรักษ์. “พระคเณศ-พระขันทกุมาร,” ใน มณีปิ่นนิพนธ์. (กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547), น. 132.

[9] ดูใน ประพันธ์ สุคนธะชาติ (รวบรวม-เรียบเรียง). เรื่องเดียวกัน. น. 39-42.

[10] มณีปิ่น พรหมสุทธิรักษ์. เรื่องเดียวกัน. น. 133.

[11] กรมศิลปากร. ประชุมจารึกภาคที่ 1 จารึกกรุงสุโขทัย. (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2515), น. 183-184.

[12] จิตร ภูมิศักดิ์. โองการแช่งน้ำและข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทย ลุ่มน้ำเจ้าพระยา. พิมพ์ครั้งที่ 3. (กรุงเทพฯ : ฟ้าเดียวกัน, 2547), น. 485.

[13] หนังสืออ่านกวีนิพนธ์ สมุทโฆษคำฉันท์, (พระนคร : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2493), น. 37.

[14] ชุมนุมฉันท์ดุษฎีสังเวย, (พระนคร : องค์การค้าคุรุสภา, 2503), น. 135.

[15] หนังสืออ่านกวีนิพนธ์ สมุทโฆษคำฉันท์, น. 39.

[16] ชุมนุมฉันท์ดุษฎีสังเวย, น. 136.

[17] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน ประพันธ์ สุคนธะชาติ (รวบรวม-เรียบเรียง). เรื่องเดียวกัน. น. 42-45.

[18] “ตำราพระคชลักษณ์,” ใน พระเศวตวชิรพาห, (พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2505), น. 85.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “พระคเณศ ครูช้างพราหมณ์สยาม” เขียนโดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2551

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 31 มีนาคม 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หรือว่า ‘พระคเณศ’ เป็นครูช้างพราหมณ์สยาม? นัยของเรื่องนี้สะท้อนอะไรบ้าง?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...