โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติศาสตร์ "การนั่ง" จากกรุงศรีอยุธยา-กรุงเทพมหานคร คนไทยนั่งกันท่าไหน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 มี.ค. 2567 เวลา 08.37 น. • เผยแพร่ 01 มี.ค. 2567 เวลา 15.20 น.
สตรีชั้นสูงนั่งบนตั่ง ขณะที่บริวารนั่งบนพื้น ถ่ายราวยุค 2410 (ANP-0002-123 ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

“การนั่ง” เป็นหนึ่งในอิริยาบถสุดเบสิก มนุษย์เราในปัจจุบันคุ้นเคยกันจนคิดว่าเป็นกิริยาอาการแสนสามัญธรรมดา แต่นั่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนสมัยอยุธยาคิด

เมื่อ 300 กว่าปีที่แล้ว ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตจากราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยา ราว 3 เดือนที่พำนักอยู่ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย เขาได้บันทึกเรื่องราวหลายแง่มุมที่ประสบพบเจอในสยามอย่างละเอียด บันทึกเล่มนี้ได้กลายเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์อันประมินค่ามิได้กาลต่อมา

มีหัวข้อหนึ่งที่สะดุดใจเป็นพิเศษคือ ข้อสังเกตของเดอ ลา ลูแบร์ที่ว่า “ชาวสยามนั่งอย่างไร” ชวนให้ฉงนว่า “การนั่ง” ของชาวสยามไม่เหมือนคนชาติอื่นหรือ ซึ่งราชทูตฝรั่งเศสอธิบายเรื่องนี้ว่า

“ชาวสยามนั่งอย่างไร

กิริยาอย่างเรียบร้อยที่ชาวสยามใช้ในการนั่งนั้น ก็เหมือนกับการนั่งแบบชาวสเปญ กล่าวคือขัดสมาธิและเขามีความชินกับการนั่งแบบนี้ แม้จะมีผู้นำเก้าอี้มาให้นั่ง เขาก็จะนั่งในท่านั้นโดยมิพักที่จะเปลี่ยนเป็นท่าอื่น(คือคงนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้หาได้ห้อยเท้าลงไม่)”

อีกตอนหนึ่ง ราชทูตฝรั่งเศสท่านนี้สาธยายถึงเครื่องเรือนของชาวสยามว่า “เขาไม่ใช้เก้าอี้ หากแต่นั่งกันบนเสื่อกกซึ่งสานละเอียดหรือหยาบๆ ต่างๆ กัน”

ข้อเขียนเหล่านี้ช่วยให้เราตระหนักว่า ชาวอยุธยาไม่เคยชินกับการนั่งเก้าอี้ และเก้าอี้ก็มิได้เป็นสิ่งสามัญในอยุธยา ด้วยเป็นเครื่องเรือนนำเข้ามาจากชาติอื่น หนังสืออภิธานศัพท์คำไทยที่มีต้นเค้าจากภาษาต่างประเทศ (พ.ศ. 2540) โดยกรมศิลปากร อธิบายเรื่องนี้ว่า คำว่า “เก้าอี้” มีที่มาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลความตามตัวอักษรได้ว่า “ที่นั่งสูง”

ในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวงเล่าถึงย่านตลาดในอยุธยาไว้ว่า

“ถนนย่านสามม้าตั้งแต่เชิงตะเภาในไก่กระวันออกไปจดถึงหัวมุมพระนครที่ชื่อหัวสาระภานั้น จีนตั้งโรงทำเครื่องจันอับแลขนมแห้งต่างต่างหลายชนิดหลายอย่าง แลช่างจีนทำโต๊ะเตียงตู้เก้าอี้น้อยใหญ่ต่างต่างขายต่อไป”

ทั้งนี้ สาเหตุที่เก้าอี้ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยคุ้นเคยกับการนั่งบนพื้นเป็นหลัก เก้าอี้หรือที่นั่งจึงมิได้เป็นของที่มีอยู่ในบ้านเรือนทั่วไป ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้มีอำนาจในสังคมที่ดูจะมีสิทธิพิเศษในการวางก้นให้อยู่บนระนาบที่สูงขึ้นมาจากพื้น เพื่อเป็นการประกาศยศถาบรรดาศักดิ์เหนือผู้อื่น ดังเช่นพระมหากษัตริย์ เจ้านาย หรือพระสงฆ์ในอดีต ที่จะนั่งบนแท่น ตั่ง หรืออาสน์ในที่ประชุมชน

แต่ก็ใช่ว่าบุคคลสำคัญจะต้องนั่งอยู่บนที่นั่งสำคัญเสมอไป

ผู้คนทุกชนชั้นรวมไปถึงชนชั้นนำในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อไม่ได้อยู่ท่ามกลางประชุมชนที่เป็นทางการก็ยังคุ้นชินกับการนั่งพื้น หนังสือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวกับวังท่าพระ กล่าวถึงเรื่องเล่าที่ว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ประทับ ณ วังท่าพระ มักจะเสด็จออกทรงงานที่ท้องพระโรง โดยประทับกับพื้นและพิงเสาแถวแรกต้นที่สองจากขวามืออยู่เป็นประจำ เสาต้นนี้ยังคงผูกผ้าสามสีและปิดทองบูชาเป็นสัญลักษณ์มาถึงทุกวันนี้

เมื่อสยามเปิดรับอารยธรรมตะวันตกอย่างเต็มรูปแบบในสมัยรัชกาลที่ 4 โฉมหน้าของการนั่งพื้นก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล เพราะถูกมองด้วยโลกทัศน์แบบตะวันตกว่าเป็นการกระทำอันล้าหลังและไม่ถูกสุขอนามัย ชนชั้นนำสยามต้องปรับปรุงบ้านขนานใหญ่ โดยการนำเข้าเครื่องเรือนแบบตะวันตกมาเป็นเครื่องใช้และเครื่องโชว์เวลาเดียวกัน

เซอร์จอห์น เบาว์ริง ราชทูตอังกฤษเดินทางมาถึงสยามเมื่อ พ.ศ. 2397 ได้เล่าถึงบรรยากาศตกแต่งพระราชวังไว้ในบันทึกการเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า

“เจ้าพนักงานได้พาไปยังที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่วังหน้า สำหรับทรงรับพรพวกพระสงฆ์ ในที่นี้ได้จัดโต๊ะสำหรับเลี้ยงอาหารกลางวันไว้อย่างพร้อมสรรพอย่างโต๊ะเลี้ยงอาหารฝรั่ง…ห้องที่ประทับดีเหมาะสมและตกแต่งเข้าทีดี”

จนทำให้ท่านเซอร์สรุปได้ว่า “เกือบจะทำให้เชื่อว่าเข้าไปอยู่ในบ้านผู้ดีฝรั่ง”

ล่วงเข้าสู่สมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การรับวัฒนธรรมตะวันตกยิ่งเข้มข้นขึ้น พระราชกรณียกิจแรกสุดของพระองค์ที่เกิดขึ้นทันทีในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2416 คือมีพระราชดำรัสยกเลิกธรรมเนียมการหมอบคลานกับพื้น โดยเปลี่ยนให้ผู้เข้าเฝ้าฯ ยืนเฝ้าฯ แทน ด้วยมีพระราชดำริว่า

“การสิ่งไรที่เปนการกดขี่แก่กันให้ได้ความยากลำบากนั้น ทรงพระราชดำริจะไม่ให้มีแก่ชนทั้งหลายในพระราชอาณาจักรต่อไป”

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ทรงอยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้นทรงบรรยายไว้ในพระนิพนธ์ประชุมละคอนดึกดำบรรพ์ ว่า

“พออาลักษณ์อ่านประกาศจบ เหล่าข้าเฝ้านับแต่กรมพระราชวังบวรฯ เป็นต้น บรรดาที่หมอบอยู่เต็มทั้งท้องพระโรงก็ลุกขึ้นยืนถวายคำนับพร้อมกันดูเหมือนกับเปลี่ยนฉากรูปภาพอย่างหนึ่งเป็นอย่างอื่นๆ ไปในทันทีอย่างน่าพิศวงอย่างยิ่ง”

ใน “ประกาศเปลี่ยนธรรมเนียมใหม่” ที่ออกในปีเดียวกันนั้น มีเรื่อง การนั่ง ปรากฏอยู่ โดยสั่งห้ามมิให้ผู้เข้าเฝ้าฯ นั่งลงพื้นอีกเป็นอันขาด โดยมีเนื้อความว่า

“พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ผู้น้อยผู้ใหญ่ทั้งปวง ที่ได้มายืนเข้าเฝ้าเวลาเสด็จออกอยู่นั้น ถ้ามีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานเก้าอี้ให้นั่งจึงนั่งได้ ห้ามมิให้นั่งลงกับพื้น”

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสรุปไว้ว่า “ก็เป็นอันเพิกถอนระเบียบการเข้าเฝ้าอย่างเก่าซึ่งเคยใช้มาหลายร้อยปี”

สิ่งที่รัชกาลที่ 5 ทรงกระทำในครั้งนั้น เสมือนการประกาศการเข้าสู่โลกยุคใหม่ของสยามอย่างเป็นทางการ แน่นอนว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ย่อมมิได้ง่ายดายเพียงดีดนิ้ว ในหนังสือศิลปวัฒนธรรมไทย เล่มที่ 3 ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2525) โดยกรมศิลปากรเล่าว่า

“เมื่อราชสำนักเลิกหมอบเฝ้าแลใช้เก้าอี้ในระยะแรกๆ คนไทยยังคงนั่งเก้าอี้ไม่เป็น ผู้หญิงขึ้นไปนั่งพับเพียบ ส่วนชายนั่งสมาธิบนเก้าอี้ จนรัชกาลที่ 5 ต้องมีพระบรมราชโองการแนะนำวิธีการนั่งเก้าอี้ โดยใช้วิธีหย่อนก้นเท่านั้นลงบนเก้าอี้ส่วนขาให้ห้อยลงไป”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : บทความนี้คัดย่อจาก นักรบ มูลมานัส. เล่นแร่แปลภาพ ประวัติศาสตร์สยามจากเบื้องหลังภาพถ่าย, สำนักพิมพ์มติชน, พิพม์ครั้งแรก มีนาคม 2565

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 เมษายน 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประวัติศาสตร์ “การนั่ง” จากกรุงศรีอยุธยา-กรุงเทพมหานคร คนไทยนั่งกันท่าไหน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...