โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ 1789 ประวัติศาสตร์ที่นำมาซึ่งการสังหารหมู่ประชาชน 2 แสนชีวิต อย่างโหดเหี้ยม ไร้ความยุติธรรม และไร้มนุษยธรรม ภายใต้อำนาจเผด็จการของผู้ปกครอง บทความโดย: ศิราวุธ ภุมมะกสิกร คอลัมนิสต์ The Structure

The Structure

อัพเดต 14 ก.ค. 2567 เวลา 18.11 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2567 เวลา 11.11 น. • The Structure

หลายคนอาจจะมองภาพของการปฎิวัติฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยยุคใหม่ และสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ในฝรั่งเศส และการกำจัดชนชั้นสูงโดยมองข้ามถึงผลลัพธ์ที่น่าสยดสยอง และความบ้าคลั่งของชาวฝรั่งเศสในยุคสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Reign of Terror) ที่เกิดขึ้น 4 ปีหลังจากนั้น และดำเนินต่อเนื่องอยู่เกือบปี สร้างบาดแผลในหน้าประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส ที่ครั้งหนึ่งเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการสังหารหมู่คนชาติเดียวกันอย่างน่าสยดสยอง อยุติธรรม และไร้มนุษยธรรมความบ้าคลั่งของยุดสมัยนั้น ทำให้แม้แต่นายพลลาฟาแยตต์ ผู้มีส่วนในการร่าง “ประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง” ยังต้องลี้ภัยทางการเมืองออกนอกฝรั่งเศส และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้นมากกว่า 35,000 – 45,000 คน [1]

ในจำนวนผู้เสียชีวิตนั้น มาจากการถูกประหารชีวิตด้วยคำสั่งของรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 ถึง 16,594 ชีวิตทั่วฝรั่งเศส มีผู้ถูกประหารชีวิตโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมราว 10,000 – 12,000 ชีวิต และกว่า 1 หมื่นชีวิตที่เสียชีวิตในเรือนจำ [3]

นอกจากนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐ ยังออกคำสั่งให้มีการสังหารหมู่พลเรือนชาวฝรั่งเศสกว่า 2 แสนชีวิตที่เมืองว้องเดอย่างโหดเหี้ยม โดยไม่สนว่าผู้ที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้นจะเป็นคนชรา ผู้หญิง หรือเด็ก ซึ่งจะเห็นได้จากจดหมายรายงานของนายพลฟร็องซัว โจเซฟ เวสเตียแมนเขียนรายงานไปถึงคณะกรรมาธิการความมั่นคงว่า

“ไม่มีอีกแล้ว ว้องเด, พลเมืองสาธารณรัฐ, มันได้ตายไปแล้วด้วยดาบแห่งอิสรภาพของพวกเรา พร้อมกับผู้หญิงและเด็กของมัน ผมเพิ่งจะฝังมันไว้ในหนองน้ำและป่าของเซิฟเนย์ ตามคำสั่งที่ผมได้รับมา เด็กน้อยถูกกองทหารม้าของเราเหยียบย่ำจนแบน ผมสังหารผู้หญิงซึ่งอาจจะตั้งท้องพวกโจรขึ้นมาอีก ผมไม่มีเชลยแม้สักคนให้ปลดปล่อย ผมฆ่ามันไปหมดแล้ว” [4]

— อะไรทำให้เกิดความบ้าคลั่งได้ถึงขนาดนั้น? —ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส ประเทศฝรั่งเศสประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาก่อนแล้ว จากการที่ยุโรปประกาศสงครามต่อกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกชาติในยุโรปประสบปัญหาการคลังโดยทั่วกัน ซึ่งปัญหาการคลังนี้เองที่กลายเป็นแรงบีบบังคับให้ยุโรปตัดสินใจสงบศึกระหว่างกันอีกทั้งฝรั่งเศสเผชิญหน้ากับภาวะผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้าสู่สภาวะยุคน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) ประกอบกับนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด จนทำให้เกิดปัญหาการกักตุนสินค้า สร้างสภาวะเงินเฟ้อยิ่งยวดขึ้น (Hyperinflation) ทำให้ประชาชนชาวฝรั่งเศสไม่มีเชื่อมั่นต่อรัฐบาลราชวงศ์บูร์บงความล้มเหลวในมาตรการปฏิรูปภาษีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ผ่านการประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1789 ทำให้ขุนนางหัวก้าวหน้ากลุ่มหนึ่งปลุกระดมมวลชนก่อการปฏิวัติ แต่ทั้งนี้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงมีพระราชประสงค์ให้เกิดการประนีประนอม จนทำให้เกิดการแปรสภาสภาฐานันดรเป็นสภาแห่งชาติ อีกทั้งทรงยินยอมลดสถานะของพระองค์ลงเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

(มาตรการปฏิรูปภาษีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงอ้างอิงมาจาก “ทฤษฎีการเก็บภาษี” ของมาร์คีย์ เดอ มีราโบ และฟรองซัว เกเน ซึ่งทฤษฎีนี้ ต่อมาได้รับการพัฒนาจนกลายเป็น “การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า” ที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก ซึ่งรวมไปถึงประเทศไทยด้วย)อย่างไรก็ดี ภายในสภาแห่งชาติที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาใหม่นั้น ประกอบไปด้วยฝ่ายอนุรักษ์นิยม, ฝ่ายเสรีนิยมหัวก้าวหน้า และฝ่ายที่เป็นกลาง (การแบ่งขั้วการเมืองออกเป็นฝ่ายซ้ายและขวา เกิดขึ้นจากสภาแห่งชาตินี้เอง) แต่ทั้ง 3 กลุ่มความคิดกลับไม่สามารถตกลงประนีประนอมกันได้

และไม่สามารถแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนได้ ประกอบการการถูกต่อต้านจากประเทศรอบข้าง จนกลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มหัวรุนแรง ปลุกระดมมวลชน เพื่อการยึดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ล้มล้างระบอบกษัตริย์ และสามารถใช้อำนาจเผด็จการได้โดยปราศจาคการถ่วงดุลและอำนาจเผด็การนี้เอง ที่เป็นที่มาของโศกนาฎกรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อนร่วมชาติของตนเอง— ปฎิวัติฝรั่งเศส กำจัดชนชั้นสูงจริงหรือ ? –

จุดมุ่งหมายเมื่อแรกเริ่มของการปฎิวัติฝรั่งเศส คือการส่งเสริมสิทธิของฐานันดรที่ 3 หรือประชาชนทั่วไป แต่ภายใต้กระแสความรุนแรงของการปฏิวัติที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดกระแสแนวคิดสุดโต่งที่มุ่งทำลายล้างระบอบกษัตริย์ และชนชั้นสูงขึ้นแทนที่แต่ถึงแม้ว่าจะสามารถนำพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ลงจากราชบัลลังค์ได้ แต่ความหวาดกลัวกลุ่มนิยมกษัตริย์ ทำให้เกิดการใช้อำนาจอย่างบ้าคลั่ง ไร้ความยุติธรรมเข้ามาแทนที่ มีการจับกุมและประหารชีวิตพลเรือนด้วยข้อหา “ศัตรูของเสรีภาพ” เป็นจำนวนมากมาย ซึ่งมีการจำแนกอัตราส่วนของผู้ถูกประหารชีวิตในช่วงเวลานั้นดังนี้ [5]– ชนชั้นสูง 8%– นักบวช 7%– ชนชั้นกลาง-สูง 14%– ชนชั้นกลาง-ล่าง 11%– ไพร่ 28%– ชนชั้นแรงงาน 31%– ไม่ทราบสถานะ 1%

เห็นได้ชัดว่า ชนชั้นสูง และนักบวช ซึ่งเป็นฐานันดรที่ 1 และ 2 กลุ่มเป้าหมายของการปฎิวัติถูกกำจัดออกไปน้อยมาก ในขณะที่ชนชั้นกลาง, ไพร่ และแรงงาน ซึ่งถือว่าเป็นฐานันดรที่ 3 หรือประชาชนคนทั่วไป ถูกประหารชีวิตมากถึง 84% และในช่วงเวลานั้น เกิดการอพยพลี้ภัยของชาวฝรั่งเศสมากกว่า 1 แสนคน ซึ่งผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่คือชนชั้นสูง ซึ่งทำให้ขีดความสามารถในทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสถดถอยลง ซ้ำเติมสภาพเศรษฐกิจที่แย่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว[6]

อีกทั้งยังเป็นช่องว่างให้เกิดข้อยกเว้นในระบบการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีกรณีตัวอย่างของร้อยเอก นโปเลียน โบนาปาร์ต ที่หนีทัพ ขาดราชการไปนานถึง 22 เดือน ไม่ได้รับการลงโทษใด ๆ เนื่องจากกองทัพฝรั่งเศสในเวลานั้น ขาดแคลนนายทหารอย่างหนัก เนื่องจากนายทหารส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยออกนอกประเทศไปแล้ว [7]

— ความเสมอภาค ความเท่าเทียม และสิทธิมนุษยชน หลักการที่ไม่เกิดขึ้นจริงในการปฎิวัติฝรั่งเศส —หากมองจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น คำตอบคือไม่เลย เห็นได้จากคำสั่งประหารชีวิตที่ไร้ความยุติธรรมในช่วงเวลานั้น ประชาชนเรือนหมื่นถูกพิพากษาโดยไม่มีการไต่สวน ถึงแม้ว่าระบอบกษัตริย์และชนชั้นขุนนางจะหายไป แต่สาธารณรัฐที่ 1 ของฝรั่งเศสกลับสร้างกลุ่มอภิสิทธิชนขึ้นมาใหม่ ผ่านการใช้อำนาจตามอำเภอใจของคณะรัฐบาลร้อยเอก นโปเลียน โบนาปารต์ คือหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากระบบอภิสิทธิ์ชนนั้น ในการรบที่เมืองตูลง ซึ่งเป็นการรบที่สร้างชื่อให้กับนโปเลียนนั้น เขาใช้เส้นสายความสัมพันธ์ที่เขามีกับโอกุสแต็ง รอแบ็สปีแยร์ สมาชิกสภาแห่งชาติ น้องชายของแมกซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์ ประธานสภาที่ประชุมใหญ่แห่งชาติ (สภาที่สืบต่อมาจากสภาแห่งชาติ) [7]

ทำให้นโปเลียนสามารถปลดผู้บังคับบัญชาที่เขาไม่พอใจออกได้ถึง 2 คน จนผู้บัญชาการคนที่ 3 ปล่อยให้นโปเลียนบัญชาการรบได้ตามอำเภอใจอีกด้วย [7]ผลงานการสู้รบที่เมืองตูลง ทำให้นโปเลียนเป็นที่ไว้วางใจของรัฐบาลสาธารณรัฐ เปิดโอกาสให้เขาสามารถสร้างผลงานตามมาได้อีกมากมาย และกลายเป็นฐานอำนาจให้นโปเลียนขึ้นเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศสได้ในเวลาต่อมา

ถึงแม้ว่าในทางกฎหมายของสาธารณรัฐที่ 1 ของฝรั่งเศส จะไม่มีชนชั้นสูง ขุนนาง และสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วก็ตาม แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่าระบบอุปถัมภ์ และอภิสิทธิ์ชนในสังคมฝรั่งเศสนั้นยังคงมีอยู่ เพียงเปลี่ยนจากกลุ่มเดิมไปเป็นกลุ่มใหม่เท่านั้น

และเมื่อพิจารณาความเหลื่อมล้ำในฝรั่งเศสในเวลาปัจจุบัน ศูนย์วิจัยนโยบายเศรษฐกิจ (Centre for Economic Policy Research) ซึ่งเป็นองคกรวิจัยอิสระของยุโรปรายงานในปี 2561 ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และช่องว่างระหว่างวัย ทำให้ระดับความเหลื่อมล้ำของฝรั่งเศสสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ที่ความเหลื่อมล้ำสูงมากขึ้นมาก [8]

ซึ่งนี่เป็นข้อพิสูจน์ว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ มิอาจถูกแก้ไขได้ด้วยการล้มล้างชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง หรือการล้มล้างระบอบใดระบอบหนึ่งออกไปจากสังคม หากแต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาลในการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจต่างหาก— จำเป็นต้องมีการปฏิวัติฝรั่งเศส เพื่อการสร้างสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ? —ใน ค.ศ. 1989 มากาเร็ต แทชเชอร์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในเวลานั้น กล่าวว่าแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนสามารถย้อนกลับไปได้ถึงสมัยกรีกโบราณ และถูกบรรจุใน “มหากฎบัตรแมกนา คาร์ตา” เมื่อ ค.ศ. 1215 ของสหราชอาณาจักร มีอายุเก่าแก่กว่าของฝรั่งเศสมากกว่า 550 ปี การดำเนินการปรับเปลี่ยนของสหราชอาณาจักรนั้น เป็นการดำเนินการด้วยสันติวิธี ไม่ทำให้เกิดการนองเลือดเหมือนอย่างฝรั่งเศสอีกด้วย [9]

— มรดกอันน้อยนิดจากการปฎิวัติฝรั่งเศส —

วิลเลียม ดอยล์ นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ เขียนเอาไว้ในหนังสือ “The French Revolution” ของเขาว่ามรดกของการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ตกทอดมาถึงศตวรรษที่ 19 นั้นสำคัญยิ่ง แม้ว่ามักจะปรากฏเพียงบางส่วนเสี้ยวและหลายครั้งก็ย้อนแย้ง [10]

และสิ่งที่จำกัดเส้นทางของการปฏิวัติ ในระยะยาว คือความยืนยงของความหลากหลายทางวัฒนธรรม การบังคับให้ทุกสิ่งเป็นเหตุเป็นผลโดยรัฐโดยปัญญาชนและผู้ศรัทธาในหลักเหตุผลนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1789 เป็นต้นมา ไม่เคยประสบความสำเร็จในการลบล้างความสำคัญของบ่อเกิดอัตลักษณ์ที่ดู จะมีเหตุผลน้อยกว่าอย่างวิถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อทางศาสนาความเป็นท้องถิ่นตลอดจนภาษาต่างๆ [10]

ความพยายามทำให้ทุกสิ่งเป็นเหตุเป็นผลที่ดูจะทะเยอทะยานที่สุดของการปฏิวัติฝรั่งเศสคือการนับเวลาใหม่ ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบปฏิทินใหม่ เปลี่ยนชื่อเรียกเดือนใหม่ ปรับจำนวนวันใน หนึ่ง สัปดาห์จาก 7 วันเป็น 10 วัน ซึ่งระบบนี้สิ้นสุดภายหลังการจบสิ้นของสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 และถูกแทนที่ด้วยจักรวรรดิฝรั่งเศสของนโปเลียน [10]

นอกจากนี้ มรดกอื่นของการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ที่ดอยล์มิได้กล่าวถึงนั้นคือ “แนวคิดชาตินิยม” ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 พยายามสร้างขึ้น เพื่อให้ชาติกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนทั้งชาติ แทนที่สถาบันพระมหากษัตริย์

แต่สิ่งที่ถือได้ว่าเป็นคุณูปการต่อมวลมนุษยชาติที่สุดของการปฏิวัติฝรั่งเศส กลับเป็นการพัฒนาระบบหน่วยการวัดให้เป็นระบบฐานสิบ ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการพัฒนาจนกลายเป็น “ระบบเมตริก” ซึ่งเป็นระบบที่วัดที่ทั่วโลกใช้ในปัจจุบัน— บทสรุปส่งท้าย —ไม่ว่าการปฏิวัติฝรั่งเศสจะมีข้อดี ข้อเสียอย่างไรก็ตาม แต่ก็เป็นเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้ว และไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งยังถือเป็นบทเรียนถึงความพยายามในการสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยผู้มีอำนาจ ที่ไม่ยอมรับความหลากหลาย.นสังคม มุ่งใช้อำนาจที่เด็ดขาด กดขี่ข่มเหงความรู้สึกนึกคิด และค่านิยมของประชาชนอีกทั้งยังเป็นบทเรียนสำหรับผู้บริหารประเทศ ในการสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคง และเศรษฐกิจ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เกิดการปฎิวัติฝรั่งเศสในครั้งนั้น มาจากภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง ปัญหาความอดอยาก ปากท้องของประชาชนซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสนั้น มาจากการทำสงครามที่มากเกินไปในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จนเกิดปัญหาด้านการคลังเรื้อรังมาอย่างยาวนาน ประกอบกับนโยบายการบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาดในรัชกาลต่อ ๆ มา ที่ทำให้ระดับความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลตกต่ำ จนกลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มการเมืองนำมาใช้เพื่อการแสวงอำนาจของตนเอง สร้างความระส่ำระส่ายในบ้านเมืองคุณค่าที่แท้จริงของการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 คือการเป็นบทเรียนในหน้าประวัติศาสตร์ ถึงความผิดพลาดของผู้คนในอดีต เพื่อที่คนรุ่นหลังจะไม่ก้าวพลาด เดิมซ้ำรอยบทความโดย: ศิราวุธ ภุมมะกสิกร คอลัมนิสต์ The Structure

อ้างอิง[1] The Incidence of the Terror: A Critique of a Statistical Interpretation, https://www.jstor.org/stable/285949

[2] The Terror in the French Revolution, https://web.archive.org/web/20120117152123/http://www.port.ac.uk/special/france1815to2003/chapter1/interviews/filetodownload%2C20545%2Cen.pdf

[3] Reign of Terror: French history, https://www.britannica.com/event/Reign-of-Terror

[4] พีรวุฒิ เสนามนตรี (พ.ศ.2562), “ปฏิวัติฝรั่งเศส”, สำนักพิมพ์ยิปซี, ISBN 978-616-301-683-6

[5] Radical Revolution Stage 1792-1794, https://www.studocu.com/en-us/document/mercer-county-community-college/world-history-since-1500/radical-revolution-stage-1792-1794/49712242

[6] EMIGRATION DURING THE FRENCH REVOLUTION: CONSEQUENCES IN THE SHORT AND LONGUE DURÉE, https://www.nber.org/system/files/working_papers/w23936/w23936.pdf

[7] พลเอกมังกร พรหมโยธี (พ.ศ. 2509), “นโปเลียน”, สำนักพิพม์ศรีปัญญา ตีพิมพ์ พ.ศ. 2560, ISBN 978-616-437-002-9

[8] Income inequality in France: Economic growth and the gender gap, https://cepr.org/voxeu/columns/income-inequality-france-economic-growth-and-gender-gap

[9] The Economic Summit : Thatcher Steals Paris Scenes, Denies Suffering ‘Diplomatic Slight of Any Kind’, https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1989-07-17-mn-2924-story.html

[10] ดอยล์ วิลเลียม (2019), “ปฏิวัติฝรั่งเศส: ความรู้ฉบับพกพา”, สำนักพิมพ์ บุ๊คสเคป, ผู้แปล ปรีดี หงส์สตัน, ISBN 978-616-8221-91-4

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...