ปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ 1789 ประวัติศาสตร์ที่นำมาซึ่งการสังหารหมู่ประชาชน 2 แสนชีวิต อย่างโหดเหี้ยม ไร้ความยุติธรรม และไร้มนุษยธรรม ภายใต้อำนาจเผด็จการของผู้ปกครอง บทความโดย: ศิราวุธ ภุมมะกสิกร คอลัมนิสต์ The Structure
หลายคนอาจจะมองภาพของการปฎิวัติฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยยุคใหม่ และสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ในฝรั่งเศส และการกำจัดชนชั้นสูงโดยมองข้ามถึงผลลัพธ์ที่น่าสยดสยอง และความบ้าคลั่งของชาวฝรั่งเศสในยุคสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Reign of Terror) ที่เกิดขึ้น 4 ปีหลังจากนั้น และดำเนินต่อเนื่องอยู่เกือบปี สร้างบาดแผลในหน้าประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส ที่ครั้งหนึ่งเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการสังหารหมู่คนชาติเดียวกันอย่างน่าสยดสยอง อยุติธรรม และไร้มนุษยธรรมความบ้าคลั่งของยุดสมัยนั้น ทำให้แม้แต่นายพลลาฟาแยตต์ ผู้มีส่วนในการร่าง “ประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง” ยังต้องลี้ภัยทางการเมืองออกนอกฝรั่งเศส และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้นมากกว่า 35,000 – 45,000 คน [1]
ในจำนวนผู้เสียชีวิตนั้น มาจากการถูกประหารชีวิตด้วยคำสั่งของรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 ถึง 16,594 ชีวิตทั่วฝรั่งเศส มีผู้ถูกประหารชีวิตโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมราว 10,000 – 12,000 ชีวิต และกว่า 1 หมื่นชีวิตที่เสียชีวิตในเรือนจำ [3]
นอกจากนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐ ยังออกคำสั่งให้มีการสังหารหมู่พลเรือนชาวฝรั่งเศสกว่า 2 แสนชีวิตที่เมืองว้องเดอย่างโหดเหี้ยม โดยไม่สนว่าผู้ที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้นจะเป็นคนชรา ผู้หญิง หรือเด็ก ซึ่งจะเห็นได้จากจดหมายรายงานของนายพลฟร็องซัว โจเซฟ เวสเตียแมนเขียนรายงานไปถึงคณะกรรมาธิการความมั่นคงว่า
“ไม่มีอีกแล้ว ว้องเด, พลเมืองสาธารณรัฐ, มันได้ตายไปแล้วด้วยดาบแห่งอิสรภาพของพวกเรา พร้อมกับผู้หญิงและเด็กของมัน ผมเพิ่งจะฝังมันไว้ในหนองน้ำและป่าของเซิฟเนย์ ตามคำสั่งที่ผมได้รับมา เด็กน้อยถูกกองทหารม้าของเราเหยียบย่ำจนแบน ผมสังหารผู้หญิงซึ่งอาจจะตั้งท้องพวกโจรขึ้นมาอีก ผมไม่มีเชลยแม้สักคนให้ปลดปล่อย ผมฆ่ามันไปหมดแล้ว” [4]
— อะไรทำให้เกิดความบ้าคลั่งได้ถึงขนาดนั้น? —ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส ประเทศฝรั่งเศสประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาก่อนแล้ว จากการที่ยุโรปประกาศสงครามต่อกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกชาติในยุโรปประสบปัญหาการคลังโดยทั่วกัน ซึ่งปัญหาการคลังนี้เองที่กลายเป็นแรงบีบบังคับให้ยุโรปตัดสินใจสงบศึกระหว่างกันอีกทั้งฝรั่งเศสเผชิญหน้ากับภาวะผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้าสู่สภาวะยุคน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) ประกอบกับนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด จนทำให้เกิดปัญหาการกักตุนสินค้า สร้างสภาวะเงินเฟ้อยิ่งยวดขึ้น (Hyperinflation) ทำให้ประชาชนชาวฝรั่งเศสไม่มีเชื่อมั่นต่อรัฐบาลราชวงศ์บูร์บงความล้มเหลวในมาตรการปฏิรูปภาษีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ผ่านการประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1789 ทำให้ขุนนางหัวก้าวหน้ากลุ่มหนึ่งปลุกระดมมวลชนก่อการปฏิวัติ แต่ทั้งนี้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงมีพระราชประสงค์ให้เกิดการประนีประนอม จนทำให้เกิดการแปรสภาสภาฐานันดรเป็นสภาแห่งชาติ อีกทั้งทรงยินยอมลดสถานะของพระองค์ลงเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
(มาตรการปฏิรูปภาษีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงอ้างอิงมาจาก “ทฤษฎีการเก็บภาษี” ของมาร์คีย์ เดอ มีราโบ และฟรองซัว เกเน ซึ่งทฤษฎีนี้ ต่อมาได้รับการพัฒนาจนกลายเป็น “การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า” ที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก ซึ่งรวมไปถึงประเทศไทยด้วย)อย่างไรก็ดี ภายในสภาแห่งชาติที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาใหม่นั้น ประกอบไปด้วยฝ่ายอนุรักษ์นิยม, ฝ่ายเสรีนิยมหัวก้าวหน้า และฝ่ายที่เป็นกลาง (การแบ่งขั้วการเมืองออกเป็นฝ่ายซ้ายและขวา เกิดขึ้นจากสภาแห่งชาตินี้เอง) แต่ทั้ง 3 กลุ่มความคิดกลับไม่สามารถตกลงประนีประนอมกันได้
และไม่สามารถแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนได้ ประกอบการการถูกต่อต้านจากประเทศรอบข้าง จนกลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มหัวรุนแรง ปลุกระดมมวลชน เพื่อการยึดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ล้มล้างระบอบกษัตริย์ และสามารถใช้อำนาจเผด็จการได้โดยปราศจาคการถ่วงดุลและอำนาจเผด็การนี้เอง ที่เป็นที่มาของโศกนาฎกรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อนร่วมชาติของตนเอง— ปฎิวัติฝรั่งเศส กำจัดชนชั้นสูงจริงหรือ ? –
จุดมุ่งหมายเมื่อแรกเริ่มของการปฎิวัติฝรั่งเศส คือการส่งเสริมสิทธิของฐานันดรที่ 3 หรือประชาชนทั่วไป แต่ภายใต้กระแสความรุนแรงของการปฏิวัติที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดกระแสแนวคิดสุดโต่งที่มุ่งทำลายล้างระบอบกษัตริย์ และชนชั้นสูงขึ้นแทนที่แต่ถึงแม้ว่าจะสามารถนำพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ลงจากราชบัลลังค์ได้ แต่ความหวาดกลัวกลุ่มนิยมกษัตริย์ ทำให้เกิดการใช้อำนาจอย่างบ้าคลั่ง ไร้ความยุติธรรมเข้ามาแทนที่ มีการจับกุมและประหารชีวิตพลเรือนด้วยข้อหา “ศัตรูของเสรีภาพ” เป็นจำนวนมากมาย ซึ่งมีการจำแนกอัตราส่วนของผู้ถูกประหารชีวิตในช่วงเวลานั้นดังนี้ [5]– ชนชั้นสูง 8%– นักบวช 7%– ชนชั้นกลาง-สูง 14%– ชนชั้นกลาง-ล่าง 11%– ไพร่ 28%– ชนชั้นแรงงาน 31%– ไม่ทราบสถานะ 1%
เห็นได้ชัดว่า ชนชั้นสูง และนักบวช ซึ่งเป็นฐานันดรที่ 1 และ 2 กลุ่มเป้าหมายของการปฎิวัติถูกกำจัดออกไปน้อยมาก ในขณะที่ชนชั้นกลาง, ไพร่ และแรงงาน ซึ่งถือว่าเป็นฐานันดรที่ 3 หรือประชาชนคนทั่วไป ถูกประหารชีวิตมากถึง 84% และในช่วงเวลานั้น เกิดการอพยพลี้ภัยของชาวฝรั่งเศสมากกว่า 1 แสนคน ซึ่งผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่คือชนชั้นสูง ซึ่งทำให้ขีดความสามารถในทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสถดถอยลง ซ้ำเติมสภาพเศรษฐกิจที่แย่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว[6]
อีกทั้งยังเป็นช่องว่างให้เกิดข้อยกเว้นในระบบการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีกรณีตัวอย่างของร้อยเอก นโปเลียน โบนาปาร์ต ที่หนีทัพ ขาดราชการไปนานถึง 22 เดือน ไม่ได้รับการลงโทษใด ๆ เนื่องจากกองทัพฝรั่งเศสในเวลานั้น ขาดแคลนนายทหารอย่างหนัก เนื่องจากนายทหารส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยออกนอกประเทศไปแล้ว [7]
— ความเสมอภาค ความเท่าเทียม และสิทธิมนุษยชน หลักการที่ไม่เกิดขึ้นจริงในการปฎิวัติฝรั่งเศส —หากมองจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น คำตอบคือไม่เลย เห็นได้จากคำสั่งประหารชีวิตที่ไร้ความยุติธรรมในช่วงเวลานั้น ประชาชนเรือนหมื่นถูกพิพากษาโดยไม่มีการไต่สวน ถึงแม้ว่าระบอบกษัตริย์และชนชั้นขุนนางจะหายไป แต่สาธารณรัฐที่ 1 ของฝรั่งเศสกลับสร้างกลุ่มอภิสิทธิชนขึ้นมาใหม่ ผ่านการใช้อำนาจตามอำเภอใจของคณะรัฐบาลร้อยเอก นโปเลียน โบนาปารต์ คือหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากระบบอภิสิทธิ์ชนนั้น ในการรบที่เมืองตูลง ซึ่งเป็นการรบที่สร้างชื่อให้กับนโปเลียนนั้น เขาใช้เส้นสายความสัมพันธ์ที่เขามีกับโอกุสแต็ง รอแบ็สปีแยร์ สมาชิกสภาแห่งชาติ น้องชายของแมกซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์ ประธานสภาที่ประชุมใหญ่แห่งชาติ (สภาที่สืบต่อมาจากสภาแห่งชาติ) [7]
ทำให้นโปเลียนสามารถปลดผู้บังคับบัญชาที่เขาไม่พอใจออกได้ถึง 2 คน จนผู้บัญชาการคนที่ 3 ปล่อยให้นโปเลียนบัญชาการรบได้ตามอำเภอใจอีกด้วย [7]ผลงานการสู้รบที่เมืองตูลง ทำให้นโปเลียนเป็นที่ไว้วางใจของรัฐบาลสาธารณรัฐ เปิดโอกาสให้เขาสามารถสร้างผลงานตามมาได้อีกมากมาย และกลายเป็นฐานอำนาจให้นโปเลียนขึ้นเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศสได้ในเวลาต่อมา
ถึงแม้ว่าในทางกฎหมายของสาธารณรัฐที่ 1 ของฝรั่งเศส จะไม่มีชนชั้นสูง ขุนนาง และสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วก็ตาม แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่าระบบอุปถัมภ์ และอภิสิทธิ์ชนในสังคมฝรั่งเศสนั้นยังคงมีอยู่ เพียงเปลี่ยนจากกลุ่มเดิมไปเป็นกลุ่มใหม่เท่านั้น
และเมื่อพิจารณาความเหลื่อมล้ำในฝรั่งเศสในเวลาปัจจุบัน ศูนย์วิจัยนโยบายเศรษฐกิจ (Centre for Economic Policy Research) ซึ่งเป็นองคกรวิจัยอิสระของยุโรปรายงานในปี 2561 ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และช่องว่างระหว่างวัย ทำให้ระดับความเหลื่อมล้ำของฝรั่งเศสสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ที่ความเหลื่อมล้ำสูงมากขึ้นมาก [8]
ซึ่งนี่เป็นข้อพิสูจน์ว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ มิอาจถูกแก้ไขได้ด้วยการล้มล้างชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง หรือการล้มล้างระบอบใดระบอบหนึ่งออกไปจากสังคม หากแต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาลในการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจต่างหาก— จำเป็นต้องมีการปฏิวัติฝรั่งเศส เพื่อการสร้างสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ? —ใน ค.ศ. 1989 มากาเร็ต แทชเชอร์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในเวลานั้น กล่าวว่าแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนสามารถย้อนกลับไปได้ถึงสมัยกรีกโบราณ และถูกบรรจุใน “มหากฎบัตรแมกนา คาร์ตา” เมื่อ ค.ศ. 1215 ของสหราชอาณาจักร มีอายุเก่าแก่กว่าของฝรั่งเศสมากกว่า 550 ปี การดำเนินการปรับเปลี่ยนของสหราชอาณาจักรนั้น เป็นการดำเนินการด้วยสันติวิธี ไม่ทำให้เกิดการนองเลือดเหมือนอย่างฝรั่งเศสอีกด้วย [9]
— มรดกอันน้อยนิดจากการปฎิวัติฝรั่งเศส —
วิลเลียม ดอยล์ นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ เขียนเอาไว้ในหนังสือ “The French Revolution” ของเขาว่ามรดกของการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ตกทอดมาถึงศตวรรษที่ 19 นั้นสำคัญยิ่ง แม้ว่ามักจะปรากฏเพียงบางส่วนเสี้ยวและหลายครั้งก็ย้อนแย้ง [10]
และสิ่งที่จำกัดเส้นทางของการปฏิวัติ ในระยะยาว คือความยืนยงของความหลากหลายทางวัฒนธรรม การบังคับให้ทุกสิ่งเป็นเหตุเป็นผลโดยรัฐโดยปัญญาชนและผู้ศรัทธาในหลักเหตุผลนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1789 เป็นต้นมา ไม่เคยประสบความสำเร็จในการลบล้างความสำคัญของบ่อเกิดอัตลักษณ์ที่ดู จะมีเหตุผลน้อยกว่าอย่างวิถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อทางศาสนาความเป็นท้องถิ่นตลอดจนภาษาต่างๆ [10]
ความพยายามทำให้ทุกสิ่งเป็นเหตุเป็นผลที่ดูจะทะเยอทะยานที่สุดของการปฏิวัติฝรั่งเศสคือการนับเวลาใหม่ ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบปฏิทินใหม่ เปลี่ยนชื่อเรียกเดือนใหม่ ปรับจำนวนวันใน หนึ่ง สัปดาห์จาก 7 วันเป็น 10 วัน ซึ่งระบบนี้สิ้นสุดภายหลังการจบสิ้นของสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 และถูกแทนที่ด้วยจักรวรรดิฝรั่งเศสของนโปเลียน [10]
นอกจากนี้ มรดกอื่นของการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ที่ดอยล์มิได้กล่าวถึงนั้นคือ “แนวคิดชาตินิยม” ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 พยายามสร้างขึ้น เพื่อให้ชาติกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนทั้งชาติ แทนที่สถาบันพระมหากษัตริย์
แต่สิ่งที่ถือได้ว่าเป็นคุณูปการต่อมวลมนุษยชาติที่สุดของการปฏิวัติฝรั่งเศส กลับเป็นการพัฒนาระบบหน่วยการวัดให้เป็นระบบฐานสิบ ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการพัฒนาจนกลายเป็น “ระบบเมตริก” ซึ่งเป็นระบบที่วัดที่ทั่วโลกใช้ในปัจจุบัน— บทสรุปส่งท้าย —ไม่ว่าการปฏิวัติฝรั่งเศสจะมีข้อดี ข้อเสียอย่างไรก็ตาม แต่ก็เป็นเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้ว และไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งยังถือเป็นบทเรียนถึงความพยายามในการสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยผู้มีอำนาจ ที่ไม่ยอมรับความหลากหลาย.นสังคม มุ่งใช้อำนาจที่เด็ดขาด กดขี่ข่มเหงความรู้สึกนึกคิด และค่านิยมของประชาชนอีกทั้งยังเป็นบทเรียนสำหรับผู้บริหารประเทศ ในการสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคง และเศรษฐกิจ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เกิดการปฎิวัติฝรั่งเศสในครั้งนั้น มาจากภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง ปัญหาความอดอยาก ปากท้องของประชาชนซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสนั้น มาจากการทำสงครามที่มากเกินไปในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จนเกิดปัญหาด้านการคลังเรื้อรังมาอย่างยาวนาน ประกอบกับนโยบายการบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาดในรัชกาลต่อ ๆ มา ที่ทำให้ระดับความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลตกต่ำ จนกลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มการเมืองนำมาใช้เพื่อการแสวงอำนาจของตนเอง สร้างความระส่ำระส่ายในบ้านเมืองคุณค่าที่แท้จริงของการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 คือการเป็นบทเรียนในหน้าประวัติศาสตร์ ถึงความผิดพลาดของผู้คนในอดีต เพื่อที่คนรุ่นหลังจะไม่ก้าวพลาด เดิมซ้ำรอยบทความโดย: ศิราวุธ ภุมมะกสิกร คอลัมนิสต์ The Structure
อ้างอิง[1] The Incidence of the Terror: A Critique of a Statistical Interpretation, https://www.jstor.org/stable/285949
[2] The Terror in the French Revolution, https://web.archive.org/web/20120117152123/http://www.port.ac.uk/special/france1815to2003/chapter1/interviews/filetodownload%2C20545%2Cen.pdf
[3] Reign of Terror: French history, https://www.britannica.com/event/Reign-of-Terror
[4] พีรวุฒิ เสนามนตรี (พ.ศ.2562), “ปฏิวัติฝรั่งเศส”, สำนักพิมพ์ยิปซี, ISBN 978-616-301-683-6
[5] Radical Revolution Stage 1792-1794, https://www.studocu.com/en-us/document/mercer-county-community-college/world-history-since-1500/radical-revolution-stage-1792-1794/49712242
[6] EMIGRATION DURING THE FRENCH REVOLUTION: CONSEQUENCES IN THE SHORT AND LONGUE DURÉE, https://www.nber.org/system/files/working_papers/w23936/w23936.pdf
[7] พลเอกมังกร พรหมโยธี (พ.ศ. 2509), “นโปเลียน”, สำนักพิพม์ศรีปัญญา ตีพิมพ์ พ.ศ. 2560, ISBN 978-616-437-002-9
[8] Income inequality in France: Economic growth and the gender gap, https://cepr.org/voxeu/columns/income-inequality-france-economic-growth-and-gender-gap
[9] The Economic Summit : Thatcher Steals Paris Scenes, Denies Suffering ‘Diplomatic Slight of Any Kind’, https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1989-07-17-mn-2924-story.html
[10] ดอยล์ วิลเลียม (2019), “ปฏิวัติฝรั่งเศส: ความรู้ฉบับพกพา”, สำนักพิมพ์ บุ๊คสเคป, ผู้แปล ปรีดี หงส์สตัน, ISBN 978-616-8221-91-4