โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทำไมปาล์มน้ำมันราคาตก รัฐวิ่งวุ่นให้โรงสกัดช่วยชาวสวน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2567 เวลา 13.52 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2567 เวลา 13.52 น.

ราคาผลปาล์มทะลายกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาลดลงมาเหลือแค่ 3.60 บาท/กก. ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มออกมาเคลื่อนไหวขอให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ประเมินผลผลิตปาล์มน้ำมันในปีนี้ (ณ วันที่ 26 มีนาคม 2567) มีพื้นที่เพาะปลูก 6.381 ล้านไร่ หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 132,959 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 2.13 แม้พื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันจะเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตกลับลดลงเหลือ 18.121 ล้านตัน หรือลดลงจากปีที่แล้ว 146,471 ตัน หรือร้อยละ 0.80

ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ลดลงร้อยละ 0.80 เป็นผลกระทบโดยตรงจากสภาพอากาศที่ร้อนและแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2566 จนถึงต้นปี 2567 ต้นปาล์มไม่ได้รับน้ำฝนอย่างเพียงพอ ทำให้ทางใบบางส่วนพับ ต้นปาล์มไม่สมบูรณ์

การออกทะลายปาล์มที่จะเก็บในปี 2567 ลดลง ซึ่งส่งผลต่อ “น้ำหนักต่อทะลาย” ลดลงตามไปด้วย จากปกติที่ผลปาล์มทะลายจะออกสู่ตลาดมากที่สุด (Peak) ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี เพียงแต่ปีนี้ราคาผลปาล์มทะลายกลับตกลงอย่างรวดเร็ว หรืออยู่ในระดับ 3 บาทกว่าเท่านั้น

จนนำมาซึ่งการเรียกประชุม คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ที่มี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อพิจารณาสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่พบการร้องเรียนจากเกษตรกรเข้ามาว่า โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม-ลานเทบางส่วน “กดราคา” รับซื้อผลปาล์มทะลายจากเกษตรกรโดยอ้างเปอร์เซ็นต์น้ำมันลดลง (อัตราสกัดน้ำมันปาล์ม)

ประกอบกับในช่วงเวลาเดียวกันนี้ (ณ สิ้นเดือนเมษายน 2567) มีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มจากทั้งหมด 130 ราย ประกาศหยุดการผลิตเป็นการชั่วคราวไปถึง 22 ราย ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วง Peak ของผลปาล์มทะลายที่มีความจำเป็นจะต้องเร่งส่งผลปาล์มเข้าหีบน้ำมันในโรงงานสกัด

มีรายงานข่าวจากชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดพัทลุง เข้ามาว่า ได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกมี ลานเท-โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม หยุดรับซื้อผลปาล์มโดยอ้างการปิดปรับปรุงโรงงานเป็นการชั่วคราว ขณะเดียวกันก็มีสมาชิกอีกหลาย ๆ สหกรณ์ร้องเรียนเข้ามาว่า ถูก “กดราคา” เปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มให้ต่ำลงจากความเป็นจริง

โดยกรณีนี้ชาวสวนปาล์มก็ยังถูกกดราคาอยู่ ส่งผลให้ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) มีมติแจ้งให้ สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ดำเนินการตามมติ 2 ประการ คือ

1) แจ้งข้อมูลการผลิตและจำหน่าย ทั้งปริมาณรับซื้อผลปาล์ม ปริมาณผลปาล์มน้ำมันที่ใช้ผลิต ปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ อัตราสกัดน้ำมันปาล์ม ราคารับซื้อผลปาล์ม ราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และข้อมูลแผนปิดซ่อมบำรุง โดยแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์ สำหรับกรณีมีความจำเป็นต้องปิดซ่อมบำรุงฉุกเฉินขอให้แจ้งทันทีเพื่อดำเนินการตรวจสอบ รวมทั้งการแจ้งข้อมูลปริมาณรถบรรทุกติดคิวด้วย

2) ให้ปรับราคารับซื้อผลปาล์มน้ำมันให้สูงขึ้น โดยรับซื้อในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัม (กก.) ละ 4.50 บาท

การ “บังคับ” โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มข้างต้น อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หากพบว่า มีการรับซื้อผลปาล์มในราคาที่ไม่สอดคล้องกับคุณภาพและราคาน้ำมันปาล์มดิบ ก็จะบังคับใช้กฎหมาย ส่งผลให้ราคาผลปาล์มทะลาย “ดีดกลับ” ขึ้นมายืนอยู่ในราคาที่เหนือกว่า 4 บาท/กก.ขึ้นไปทันที

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาปริมาณการผลิต การใช้และสต๊อกน้ำมันปาล์มคงเหลือจากการแจ้งของผู้ประกอบการในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า น้ำมันปาล์มดิบมีปริมาณสต๊อกคงเหลือรวมกัน 245,304 ตัน ซึ่ง “ต่ำกว่า” ปริมาณสต๊อกขั้นต่ำที่ตกลงกันไว้ที่ตัวเลข 250,000 ตัน

ขณะที่สต๊อกน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ของโรงกลั่นน้ำมันปาล์มอยู่ที่ 24,796 ตัน และสต๊อกน้ำมันไบโอดีเซล B100 อยู่ที่ 48,328 ตัน เทียบกับช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ “เพิ่มขึ้น” เพียง 12,331 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 5.29 เท่านั้น

ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วง Peak ของผลปาล์มทะลาย แต่ปริมาณสต๊อกคงเหลือกลับเพิ่มขึ้นไม่มาก ส่วนสต๊อกน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ลดลง 1,777 ตัน และสต๊อก B100 เพิ่มขึ้น 5,914 ตัน

ตัวเลขสต๊อกน้ำมันปาล์มที่ไม่สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตปาล์มทะลายที่ทยอยออกสู่ตลาดเป็นปริมาณมาก จึงเป็นที่มาของความตกต่ำของราคาปาล์มทะลายที่ลดลงไม่ถึง 4 บาท/กก.ในช่วงต้น แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามา “ควบคุม” ปริมาณการรับซื้อเข้าออกของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ด้วยการกำหนดราคารับซื้อปาล์มไม่ให้ต่ำกว่า กก.ละ 4.50 บาท (ปัจจุบันโรงงานน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่ราคาเฉลี่ย 32.88 บาท) ราคาก็ทยอยปรับเพิ่มขึ้น

และดูเหมือนว่า ความต้องการให้ราคาผลปาล์มทะลายไม่ให้หยุดอยู่ที่ กก.ละ 4.50 บาท แต่ต้องการให้ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ กก.ละ 5 บาทเป็นอย่างน้อย จะขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ คือ

1) ปริมาณผลปาล์มทะลายที่ออกสู่ตลาดเริ่มลดลงจาก 1.780 ล้านตัน หรือคิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ 320,000 ตัน ในเดือนเมษายน ได้ลดลงเหลือ 1.695 ล้านตัน คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ 305,000 ตัน ในเดือนพฤษภาคม

2) ปริมาณสต๊อก B100 ในเดือนเมษายนอยู่ที่ 66.28 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 6.04 ล้านลิตร จากข้อเท็จจริงที่ว่า โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มคงไม่สามารถขึ้นราคารับซื้อผลปาล์มได้สูงกว่า 4.50 บาทอีกแล้ว จึงเหลือทางออกอีกทางเดียวคือ

การ “ขอความร่วมมือ” ให้ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 7 ซึ่งก็คือ บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ในประเทศ “รับซื้อ” น้ำมันไบโอดีเซล B100 ในราคาตามประกาศโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของกระทรวงพลังงาน จากราคาปัจจุบันที่ 35.54 บาท/ลิตร ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า ราคาตามประกาศดังกล่าวนั้นเป็นเพียงแค่ “ราคาอ้างอิง” ไม่ได้เป็นราคาที่ซื้อขายจริงในตลาด

โดยมี 2 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่มีการใช้ B100 อย่าง บริษัท ปตท. และบริษัท บางจาก ออกมา “ตอบรับ” การรับซื้อ B100 ในราคาที่เพิ่มขึ้นแล้ว โดย บางจาก รับซื้ออยู่วันละ 1.3 ล้านลิตร ขณะที่ ปตท.รับซื้ออยู่วันละ 1.6 ล้านลิตร หรือรวมกันประมาณวันละ 3 ล้านลิตร เพื่อช่วยดันราคาผลปาล์มทะลายให้สูงขึ้นในระดับ 4.90-5 บาท/กก.

ทว่าการออกมาเพิ่มราคารับซื้อ B100 ในภาวะที่การผลิต B100 ของโรงงานไบโอดีเซลทั้ง 17 รายที่ตกอยู่ในภาวะ “ล้นเกิน” ความต้องการจากสต๊อกคงเหลือที่สูงถึง 66 ล้านลิตรนั้น

ในอีกด้านหนึ่งได้สะท้อนออกมาจากความกังวลของนักลงทุน โดยราคาหุ้น OR หรือ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก ณ วันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้ร่วงลงมาเหลือ 16.80 บาท ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย ให้ความเห็นว่า ที่หุ้น OR ร่วงลงมาอยู่ในระดับนี้

1 ในเหตุผลที่นักลงทุนกังวลก็คือ การขอความร่วมมือให้ OR และบริษัทผู้ค้าน้ำมันอื่น ๆ อีก 7 ราย ออกมารับซื้อ B100 ในราคาที่สูงขึ้นประมาณ 3 บาท/ลิตร ซึ่งไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของสถานการณ์ B100 ในตลาด

ดังนั้นการปรับขึ้นของราคาผลปาล์มทะลายในขณะนี้ จึงขึ้นอยู่กับมาตรการ “บังคับ” โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบให้รับซื้อผลปาล์มในราคา “ไม่ต่ำกว่า” 4.50 บาท และโรงงานกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงสกัดที่ช่วงราคา 32-33 บาท เป็นสำคัญ เพราะหากราคาปาล์มถูกปรับเพิ่มสูงขึ้นไปมากกว่านี้ก็จะเกิด “ความเสี่ยง” กับราคาน้ำมันปาล์มขวดที่ผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบโดยตรง

SCGJWD ลองรถ B100

บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยู โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGJWD โดย นายบรรณ เกษมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม กล่าวถึงพลังงานที่เป็น Green ในการขนส่งปัจจุบันก็คือ ไบโอดีเซล หรือ B100 ที่วันนี้ยังถูกใช้เพียงแค่ผสมกับน้ำมันดีเซลเท่านั้น แต่ SCGJWD ได้เข้าไปศึกษาเทคโนโลยีของสหรัฐ ที่มีการ “แปลง” เครื่องยนต์สันดาปของรถให้หันมาเติมน้ำมัน B100 ได้ 100% โดย B100 ดังกล่าวจะมาจากโรงงานที่ผลิตไบโอดีเซลจากพืช หรือกลั่นน้ำมันปาล์มออกมาแล้วเติมให้รถได้เลย

“เหมือนกับเรานำรถไปติดถังแก๊ส แต่อันนี้ก็แค่ติดเครื่องแปลง เมื่อเติม B100 ผ่านเครื่องแปลงจะกลั่นเกิดการสันดาปภายใน ทำให้เครื่องยนต์วิ่งได้ตามปกติ ส่วนไอเสียที่จะออกมาก็จะถูกเครื่องแปลงทำความสะอาดให้ออกสู่ภายนอกโดยไม่มีคาร์บอน”

ในปัจจุบันการขนส่งบางส่วนในสหรัฐใช้ระบบนี้แล้วถึงร้อยละ 50 เนื่องจากสหรัฐสามารถผลิต B100 เป็นจำนวนมาก แต่ประเทศไทยยังไม่สามารถทำได้ มีแค่ B20 ที่ยังมีราคาแพงอยู่ ในอนาคตหากประเทศไทยมีการใช้เครื่องยนต์แปลงมาใช้ B100 โดยตรงได้ และราคา B100 ต้องใกล้เคียงกับราคาน้ำมันดีเซลก็จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก

ทั้งนี้ เครื่องแปลง B100 เท่าที่ติดตามราคาจำหน่ายในสหรัฐ ตกประมาณ 200,000 บาท หากนำเข้ามาในประเทศจะต้องเสียภาษีเหมือนภาษีรถยนต์นำเข้า มีบวกเข้าไปเป็น 100% “ซึ่งตอนนี้ยังไม่คุ้ม” ทาง SCGJWD กำลังอยู่ในระหว่างการคำนวณตัวเลข ถ้าคำนวณผ่านแล้วมันคุ้มก็จะมีการนำเข้ามาในช่วงปลายปี 2567 เป็นการนำเข้ามาเพื่อทดลองวิ่ง แต่อาจจะต้องขอ B100 จาก ปตท.-บางจาก เนื่องจากยังไม่มีสถานีบริการน้ำมัน B100 ให้เติมโดยตรง

อย่างไรก็ตาม การนำเข้าเครื่องแปลง B100 จากสหรัฐ จะต้องมีใบอนุญาต ถ้าสามารถนำเข้ามาดำเนินการได้จริงก็จะจัดเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ตรงกลางระหว่าง รถขนส่งเก่าที่ยังใช้ได้อยู่ กับรถขนส่งใหม่ที่เป็นรถไฟฟ้า (EV)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทำไมปาล์มน้ำมันราคาตก รัฐวิ่งวุ่นให้โรงสกัดช่วยชาวสวน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...