มรดกสยาม ๓ สมัย BEM พาศึกษายุคทวารวดี ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
มรดกสยาม ๓ สมัย BEM พาศึกษายุคทวารวดี ก่อนประวัติศาสตร์ ชม 'Golden Boy' ณ พิพิธภัณฑ์ฯพระนคร เอาใจสายกินด้วยบูธเมนูอาหารในอดีตที่หายไป
เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.67 ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ให้บริการทางพิเศษและรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม, กรมศิลปากร, สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ร่วมด้วย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรม "Happy Jouney with BEM มรดกสยาม ๓ สมัย "ระหว่างวันที่ 14-16 มิ.ย. เวลา 09.00 – 20.00 น.
ต่อมาเวลา 13.30 น. มีกิจกรรม Exclusive Walk : นำชมห้องทวารวดี โดย น.ส.มุทิตา อร่ามรุ่งทรัพย์ ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
น.ส.มุทิตา กล่าวว่า อาคารมหาสุรสิงหนาท ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นที่บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงยุคพุทธศตวรรษที่ 18 ดังนั้นโบราณวัตถุที่เราจะเห็นภายในอาคารนี้มีอายุนับพันปี ยุคก่อนประวัติศาสตร์คือยุคที่ยังไม่มีตัวอักษร แต่มีการพบหลักฐานว่ามีคนอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์เพราะเราพบ กำไลสำริด ข้าวสารดำ
พบโลงศพที่เป็นไม้ มีลักษณะเหมือนแคปซูล พบได้ตามหุบเขา เชิงเขา เช่นที่กาญจนบุรี เป็นการแสดงให้เห็นว่าคนยุคนั้นให้ความสำคัญกับโลกหลังความตาย แต่ไม่มีการเผาศพ พิธีการเผาศพเข้ามาเมื่อพระพุทธศาสนาเข้ามาในดินแดนไทย
"ต่อมาคนก่อนยุคประวัติศาสตร์ พัฒนาตัวเองเข้าสู่ยุคการค้ากับอินเดีย เมื่อติดต่อด้านการค้ากับอินเดียทำให้คนก่อนยุคประวัติศาสตร์ของไทยพัฒนาเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ได้ เพราะมีคำภีร์ศาสนาเข้ามาพร้อมกับการค้า โดยที่ยุคแรกเริ่มในดินแดนไทยภาคกลางมีทวารวดี ภาคเหนือมีหริภุญชัย ภาคใต้มีศรีวิชัย อีสานมีเจนละ
มีการพบธรรมจักรซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทวารวดี เมื่อเทียบไทม์ไลน์จะพบว่าตรงกับช่วงที่พระถังซัมจั๋งไปอันเชิญพระไตรปิฎก ในบันทึกของพระถังซัมจั๋งกล่าวถึงชื่อ อาณาจักร โถ-โล-โป-ตี ตั้งอยู่ระหว่างเมืองชื่อศรีเกษตรในพม่า และเมืองชื่ออิศานปุระ ในกัมพูชา จึงทราบว่าคือเมืองทวารวดี" ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กล่าว
น.ส.มุทิตา กล่าวต่อว่า เมื่อดินแดนไทยเริ่มเข้ายุคทวารวดี จะพบลูกปัดคาเนเลี่ยน รูปสิงโต ประเทศไทยเราไม่มีสิงโตตามธรรมชาติ จึงทราบว่าลูกปัดนี้เข้ามาเมื่อมีการค้ากับอินเดีย เชื่อว่าพ่อค้าหรือนักเดินทางพกติดตัวมา อาจจะเป็นเครื่องราง มีลูกปัดที่เป็นรูปเรือ จึงทราบได้ว่าสมัยก่อนมีการเดินทางทางเรือ ลูกปัดที่คนทวารวดีชอบกันคือลูกปัดสีเทอร์คอยส์
ยังมีหลักฐานภาพว่ามีคนโพกผ้าอยู่ในทวารวดีซึ่งก็คือคนแขก มีการพบหวีงาช้างที่เชื่อว่าใช้ในพิธีสำคัญเพราะถูกแกะสลักเป็นรูปหงส์อยู่ที่ทิศบนของหวี ทิศบนกล่าวได้ว่าเป็นทิศของพระมหากษัตริย์ ทั้งยังพบเครื่องสรงต่างๆ ของพระมหากษัตริย์ เหล่านี้เชื่อว่าเป็นของที่นำได้เข้ามาเช่นกัน
น.ส.มุทิตา กล่าวอีกว่า มีการพบอักษรแกะสลักคำว่าทวารวดีบนเหรียญ ทำให้เชื่อว่าคนยุคนั้นเรียกตัวเองว่าทวารวดี คำว่าทวารวดี มาจากเมืองว่า ทวารกา คำว่า ทวา แปลว่า ประตูหนึ่ง วดี แปลว่าเต็มไปด้วย ดังนั้นคำว่าทวารวดีคือเมืองที่เต็มไปด้วยประตู สื่อถึงว่าคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เคยอยู่กันเป็นกลุ่ม
ก่อนได้มารวมตัวกันแล้วเพราะการค้า มีการทำคูเมือง มีการทำกำแพงเมือง แปลว่าคนมารวมตัวกันเป็นรัฐแล้ว เราจึงได้เจอผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขยายเมืองมาเรื่อยๆ สมกับเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประตู จุดศูนย์กลางของเมืองยังคงเป็นที่ถกเถียงว่าอยู่จุดไหนกันแน่
"นอกจากนี้ เรายังพบเครื่องประดับตกแต่งอาคาร ซึ่งคนยุคนั้นใช้อิฐผสมแกรบทำให้มีการผุสลายไปตามกาลเวลา ดังนั้นศาสนสถานของทวารวดีจึงเหลือน้อยมาก เหลือเพียงส่วนประกอบอาคารให้ดู เช่นรูปสลักสิงห์ นักโทษ สตรีชนชั้นสูง ทำให้เห็นว่าสมัยนั้นแต่งกายอย่างไร
และยังมีการพบฐานที่ตั้งธรรมจักรขนาดใหญ่ที่เป็นจุดเดนของยุคทวารวดี ฐานนี้จะเห็นความเป็นอินเดียอยู่สูงมาก เพราะจะเห็นหน้าคนโผล่ออกมาที่หน้าบัน มีลายดอกบัว ลายกนกรูปแบบที่คนอินเดียชอบทำ ต่อมาคือการพบธรรมจักร ถือเป็นจุดเด่น เป็นเอกลักษณ์ของยุคทวารวดี มีเสาชูธรรมจักรอยู่มากมาย เชื่อว่ามาจากอินเดียเช่นกัน
ที่เราจะเห็นธรรมจักรอยู่ในธงประจำพระพุทธศาสนาของไทยเท่านั้น ธรรมจักรคือวงล้อ พระพุทธเจ้าสอนพระสูตรวงล้อแห่งธรรมคือ “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” สิ่งนี้ได้มาจากอินเดียเพราะอินเดียมันจะไปรบ พระราชาจะหมุนวงล้อรถศึกให้ไปหยุดที่เมืองต่างๆ เมื่อวงล้อไปหยุด แปลว่าสงครามจบแล้ว ดินแดนนั้นจะตกเป็นของกษัตริย์
พระพุทธเจ้าเองก็เป็นกษัตริย์ทางธรรมที่แม้แต่กษัตริย์ทางโลกยังต้องไหว้ เมื่อท่านหมุนวงล้อแห่งธรรมไปดินแดนใด ดินแดนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนา ที่ลำพูน นครราชสีมา ปราจีน นครปฐม เจอสิ่งนี้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังได้มีคาถาเยธมฺมาที่เกี่ยวกับการเผยแพร่พระศาสนาและกวางหมอบไปด้วยคู่กับธรรมจักร "
น.ส.มุทิตา กล่าวต่อว่า เมื่อมีการพบธรรมจักร ก็มีการพบรูปสลักพระพุทธรูปประติมากรรมหิน ประทับนั่งแบบห้อยพระบาท พระพุทธรูปนาคปรก จำนวนมาก ที่มีเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปทวารวดีคือ พระพักตร์กลม คิ้วต่อกันเป็นปีกกา ตาโบน จมูกใหญ่ ปากแบะ ทั้งยังมีการพบภาพสลักเล่าเรื่องของการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าตอนที่แสดงอภินิหารด้วย
และพระพุทธรูปประติมากรรมหินที่ใหญ่ที่สุดที่พบในยุคทวารวดีคือ พระพุทธรูปยืน พบที่วัดมหาธาตุ จ.สุโขทัย เมื่อปี พ.ศ.2469 องค์นี้คาดว่าได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ปาละ ตอนกลาง มีร่องรอยการเคลื่อนย้าย มีหลักฐานการเคลื่อนย้ายสองครั้ง คือสุโขทัย และเคลื่อนย้ายมาที่กรุงเทพฯในสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นพระพุทธรูปที่ชาวบ้านให้ความนิยมเป็นอย่างมาก มีการตามกราบไว้มาตามทางที่มาการเคลื่อนย้ายมาตลอดทาง จากนั้นจะเข้าสู่ยุคต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในงานวันแรก มีประชาชนเดินทางเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมากตั้งแต่ช่วงเช้า โดยภายในงานมีกิจกรรมมากมายทั้ง History Trip เดินย่านเก่าเล่าเมืองพระนคร
Exclusive Talk & Walk ฟังประวัติอลังการ “ศรีเทพ” มรดกโลกแห่งล่าสุดของไทย โบราณวัตถุล้ำค่าชิ้นใหม่ “Golden Boy” และเอาใจสายกินด้วยบูธเมนูอาหารในอดีตที่หายไป อิ่มอร่อยกับร้านอาหารจากชุมชน
โดยงานจะจัดขึ้นตลอดระยะเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 14-16 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00-20.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย
สำหรับผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมล่วงหน้า สามารถร่วมกับกิจกรรมอื่น ๆ ได้ อาทิ รับบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ฟรีเพียงแสดงบัตรโดยสารรถไฟฟ้า MRT ทุกประเภท หรือโชว์ภาพถ่ายแอ็กชั่นสวย ๆ ภายในงาน (สามารถเข้าชมได้เวลา 09.00-16.00 น.)
“Happy Journey with BEM 2024 มรดกสยาม ๓ สมัย” เข้างานฟรี พร้อมรถบริการรับ-ส่งจาก MRT สถานีสนามไชย-พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พบกันที่งาน “มรดกสยาม ๓ สมัย” วันที่ 14-16 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00-20.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มรดกสยาม ๓ สมัย BEM พาศึกษายุคทวารวดี ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th