เยว่เล่อ ตัวประกอบที่ครองใจพระเอก
ข้อมูลเบื้องต้น
ข้าวตัง หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดปี ที่ทำงานเป็นพนักงานโรงงานแปรรูปอาหารแห่งหนึ่ง เธอเป็นหญิงสาวโสดตัวคนเดียวไม่มีครอบครัวและเพื่อนสนิท
วันหนึ่งมีเหตุการณ์บางอย่างที่พรากลมหายใจสุดท้ายของเธอไป
เธอตายแล้วคิดว่าคงได้ไปสวรรค์แน่ๆเพราะทำบุญบ่อย แต่ไหนกลายเป็นว่าได้เข้ามาสวมร่างของเด็กสาวกะโปโลที่ไหนก็ไม่รู้
พอมานั่งนึกดูดีๆแล้ว
"นี่มันนิยายที่เธออ่านก่อนตายนี่นา แถมยังเป็นนิยายที่อ่านไม่ถึงครึ่งเรื่องด้วยซ้ำ"
ความซวยบังเกิดแล้วไง
แต่จากที่อ่านมาชะตากรรมตัวประกอบที่เธอมาสวมร่างนั้นก็แย่เท่าไหร่
เพราะงั้นถ้าเธอยอมทำตามเนื้อเรื่องในนิยาย ทำตัวเป็นชนวนความหึงหวงเล็กๆให้พระนางตัวหลักของเรื่องแล้วก็น่าจะจบใช่ไหม
จากนั้นเธอก็สามารถแยกไปใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป แค่ไม่เข้าไปยุ่งกับพระเอกนางเอกให้มากนักก็เป็นพอ
แต่…เธอก็ทำทุกอย่างตามเนื้อเรื่องแล้วนะ ทำไมคุณพระเอกนางเอกถึงเข้ามาวนเวียนในชีวิตเธอแบบนี้ล่ะ
แล้วไหนชีวิตที่คิดว่าจะสงบสุข ขนาดเป็นแค่ตัวประกอบที่มีบทแค่ไม่กี่บรรทัด ยังมีเรื่องวุ่นวายวิ่งเข้าหาไม่หยุด
ดูแล้วตัวประกอบอย่างเธอมีปัญหามากกว่านางเอกตัวจริงเสียอีก
"นี่ยังเป็นนิยายเรื่องนั้นอยู่ไหม ทำไมตัวละครหลักถึงทำตัวแตกต่างจากนิยายล่ะ"
[นิยายเรื่องนี้ไม่ได้อิงตามประวัติศาสตร์ใดๆ เหตุการณ์และการกระทำของตัวละครเป็นสิ่งที่นักเขียนปั้นแต่งขึ้นเท่านั้น โปรดอ่านเพื่อความสนุกและผ่อนคลาย]
ฝากกดติดตามนักเขียนด้วยนะคะ เพื่อจะได้ไม่พลาดนิยายสนุกๆ
1 ทะลุมิติ
“อะไรเนี่ย บ้าที่สุด ทำไมพระเอกถึงซื่อบื้อขนาดนี้นะ นางเอกอุตส่าห์ทำถึงขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ตัวอีก แบบนี้เดี๋ยวยุให้นางเอกไปชอบคนอื่นซะก็ดี ชิ”
ข้าวตัง หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดปี ที่ทำงานเป็นพนักงานโรงงานแปรรูปอาหารแห่งหนึ่ง เธอเป็นหญิงสาวโสดตัวคนเดียวไม่มีครอบครัวและเพื่อนสนิท
อาจจะเนื่องมาจากนิสัยที่ชอบเก็บตัวของเธอเอง ชีวิตประจำวันของเธอมันทั้งจำเจและน่าเบื่อ ตื่นเช้าไปทำงานกลับห้องอ่านนิยาย วนลูปอยู่แบบนั้น เพราะงั้นคงไม่แปลกที่เธอจะไม่มีแฟนสักที
อีกส่วนสำคัญที่ทำให้เธอไม่มีแฟนเลยก็คือ สเปคผู้ชายที่เธอชอบนั้นมันสูงมาก เธอชอบพระเอกนิยายทุกเรื่องที่ตัวเองอ่าน เธอมักจะคิดว่าตัวเองเป็นนางเอกของเรื่องและเคลิบเคลิ้มไปกับความเพอร์เฟคของพระเอกอยู่เสมอ ทำให้ในชีวิตจริงเธอมองผู้ชายที่เข้ามาจีบเป็นเหมือนตัวประกอบในนิยายสักเรื่องไปเลย
ข้าวตังถือได้ว่าเป็นนักอ่านอันดับหนึ่ง มีนักเขียนที่ชอบหลายคนที่เธอตามเก็บเล่มนิยายและตามสนับสนุน หลักฐานก็ดูได้จากตู้กระจกที่มีหนังสือนิยายอยู่เต็มตู้ จนตอนนี้ตู้นั้นไม่สามารถยัดหนังสือนิยายเข้าไปได้อีกแล้ว
เพราะงั้นช่วงหลังๆ มานี้เธอถึงเริ่มหันไปซื้อแบบอีบุ๊คแทน มันไม่เปลืองที่เก็บและอ่านสะดวกดีด้วย เงินเดือนครึ่งหนึ่งของเธอหมดไปกับนิยายก็ว่าได้
“เฮ้อ คอแห้งจัง สงสัยด่าพระเอกมากไปซะแล้ว” หญิงสาววางหนังสือนิยายลงและเดินไปเปิดตู้เย็นขนาดเล็กเพื่อดื่มน้ำ
ในระหว่างที่เธอกำลังกระดกขวดน้ำเปล่าที่เย็นชื่นใจลงคออยู่นั้น สายตากลมโตก็เหลือไปที่หน้าต่างห้อง
“อะไรน่ะ!” ปากเล็กพลันอุทานออกมาด้วยความสงสัย ก่อนจะรีบเดินเข้าไปใกล้หน้าต่าง
เหมือนกำลังมีก้อนอะไรกลมๆ ลอยมายังหน้าต่างห้องเธอด้วยความเร็ว
ปัง! เพล้ง! ตุบ!
“โอ๊ย! อึก! เจ็บ…” เสียงร้องของข้าวตังดังขึ้นและจบลงในเวลาไม่กี่วินาที
ปึก!
ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงและลมหายใจของเธอทรุดลงไปกองอยู่ที่พื้น โดยที่บริเวณหน้าผากมีรอบยุบและเลือกกำลังไหลซึมออกมาอย่างน่ากลัว
กลายเป็นว่าข้าวตังเสียชีวิตอย่างไม่คาดฝันจากลูกแก้วที่ทะลุผ่านหน้าต่างห้องเข้ามาด้วยความเร็วและฝังเข้ากับหน้าผากของเธอพอดิบพอดี
ณ ประเทศจีน มณฑลเหลียวหนิง
แค่กๆ
“เกิดอะไรขึ้น ทำไม…” ข้าวตังสำลักจนหน้าดำหน้าแดง เธอลืมตาขึ้นมาด้วยตื่นตระหนก และพบกับภาพบรรยากาศรอบข้างที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่ห้องนอนของเธอ
แต่มันคือลำธารสายหนึ่งที่ล้อมรอบด้วยภูเขาและป่าทึบ อีกอย่างเลยคือทำไมเธอถึงตัวเปียกและเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ทั้งที่ล่าสุดยังอยู่ที่ห้อง กับ….
ใช่สิ! ฉันโดนอะไรก็ไม่รู้กระแทกเข้าที่กลางหน้าผากเลยนี่นา ฉันควรตายไปแล้วไม่ใช่หรอ แล้วตอนนี้ฉันทำไมถึง…
อึก! อ่า…
“เจ็บ! ซี๊ด… อะไรเนี่ย อึก! อ๊า… ปวดหัว!” ข้าวตังเอามือกุมศีรษะของตัวเองและเกลือกกลิ้งไปมาบนพื้นหญ้าริมลำธาร เธอร้องโอดโอยจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกะทันหัน
ภาพความทรงจำของใครบางคนกำลังฉายซ้ำๆ อยู่ในหัวของเธอ มันทำให้เธอกลัวและเจ็บปวดมากจนเผลอกัดปากตัวเองจนเลือดซิบ
“ซี๊ด… จบแล้วใช่ไหม” เธอเอามือทุบขมับตัวเองอย่างแรง “ภาพเมื่อครู่มันคือความทรงจำของใคร นี่มันหมายความว่ายังไงกับแน่ เกิดอะไรขึ้นกับฉัน!”
ข้าวตังลุกขึ้นและเริ่มสำรวจร่างกายตัวเอง เธอก็ต้องตาโตเมื่อพบว่าร่างกายนี้เป็นของเด็กสาวคนหนึ่ง ไม่ใช่ร่างกายเดิมของตัวเอง
เธอเตี้ยลงผิวกระดำกระด่าง แล้วยังอวบจนเกือบจะเรียกว่าอ้วน ไขมันที่หน้าท้องนี่คืออะไรทำไมถึงเป็นแบบนี้
แล้วความทรงจำที่เธอรับรู้มาเมื่อครู่ก็คือของเด็กคนนี้ นี่เธอเป็นปรสิตมายึดร่างของคนอื่นหรอเนี่ย
“ไม่ใช่แล้ว! มันคือเรื่องบ้าอะไรเนี่ย ใครเล่นตลกกับชีวิตของฉันกัน ฮึก! ใช่สิ ถ้าฉันตายอีกรอบจะสามารถกลับไปยังโลกเดิมร่างเดิมได้ไหม”
ความคิดที่จะกระโดดน้ำตายแว๊บเข้ามาในหัวของข้าวตัง เธอจ้องไปยังลำธารที่ไหลเอื่อยเฉื่อยที่อยู่ตรงหน้า
“น้ำนิ่งและตื้นขนาดนี้ไม่ตายแน่ๆ” เอายังไงดี เอาหินทุบหัวตัวเองเลยดีไหม แต่มันต้องเจ็บแน่ๆ
“เฮ้อ! ไม่เอาแล้ว ไม่ตายแล้วก็ได้ กว่าจะตายต้องทรมานมากแน่ ฮื้อ…”
ภาพของเด็กหญิงสาววัยสิบห้าปีที่หนักเกือบหกสิบ กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้จะเป็นจะตาย ทำให้คนที่เดินผ่านมาเห็นเข้าต้องหยุดมอง
เด็กชายวัยสิบเจ็ดปีคนหนึ่งที่กำลังแบกตะกร้าผักอยู่บนหลัง และถือกระต่ายป่าสองตัวอยู่ในมือหยุดมอง
“ฮื้อ… ฮึก ฮื้อ… ฟื้ด!”
“ขอโทษนะ น้องเป็นอะไรหรือเปล่า” ลู่เฟ่ยเทียนเดินเข้าไปใกล้และเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
เสียงของเขาทำให้ข้าวตังที่กำลังร้องไห้สะอึกและหยุดร้อง เธอหันกลับไปมองตามเสียงนั้น ก่อนจะพบเข้ากับชายคนหนึ่งที่สูงน่าจะเกือบร้อยแปดสิบ ใบหน้าที่ดูเป็นชายหนุ่มแข็งแรงของเขาทำให้เธอต้องแอบชื่นชมในใจ
“ฉันแค่เสียใจน่ะค่ะ แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ฉันข้าว… เอ่อ จ้าวเยว่เล่อนะคะ แล้วคุณชื่ออะไรหรอ” เธอกำลังจะบอกชื่อเดิมของตัวเองออกไป แต่ดีที่นึกขึ้นได้ก่อนว่าร่างที่เธอมาสวมนี้ชื่อจ้าวเยว่เล่อ
“พี่ชื่อลู่เฟ่ยเทียน น้องไม่ต้องเรียกว่าคุณหรอกมันฟังดูแปลกๆ น่ะ เพราะยังไงดูแล้วน้องน่าจะอายุยังไม่มากเท่าไหร่นะ” ลู่เฟยเทียนยิ้มเอ็นดู คำว่าคุณที่ออกมาจากปากของเด็กสาวคนหนึ่งมันช่างฟังแล้วดูขัดหูยังไงก็ไม่รู้
“เอ่อ ขอโทษค่ะ พี่เฟ่ยเทียน” ข้าวตังยกมือเกาแก้มตัวเองอย่างทำตัวไม่ถูก
“ตอนนี้ก็เริ่มค่ำแล้ว น้องรีบกลับบ้านเถอะ เดี๋ยวถ้ามืดกว่านี้มันจะอันตรายนะ” ลู่เฟ่ยเทียนเอ่ยด้วยความเป็นห่วง
ข้าวตังที่ต้องเรียกเด็กอายุไม่เกินสิบแปดว่าพี่ก็กระดากปากอยู่บ้าง เพราะยังไงชีวิตที่แล้วเธอก็อายุยี่สิบเจ็ดเกือบจะสามสิบแล้ว มันจึงยังไม่ชินอยู่บ้าง
“ค่ะ ฉันขอตัวก่อนนะคะ” ข้าวตังลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัวและกำลังจะเดินไป แต่ลู่เฟ่ยเทียนกลับเอ่ยรั้งไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวก่อนสิครับ”
“คะ”
“เอานี่ไปสิ พี่ให้” ชายหนุ่มยื่นกระต่ายตัวหนึ่งที่อยู่ในมือให้เธอ
ข้าวตังมองกระต่ายน่ารักที่กำลังเลือกไหลอาบขนสีเทาของมันด้วยคิ้วที่เริ่มขมวดเข้าหากัน
“ไม่เอาหรอกค่ะ ฉันเกรงใจน่ะ” เธอเอ่ยปฏิเสธออกไป
“เอาไปเถอะ พี่มีสองตัว กระต่ายตัวนี้ถือว่าเป็นการปลอบใจน้องจากพี่แล้วกัน” ลู่เฟยเทียนยัดกระต่ายใส่มือเธอและรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ทิ้งข้าวตังที่ยืนเอ๋ออยู่คนเดียวโดยมีกระต่ายอยู่ในมือ เธอมองกระต่ายนิ่งๆ ก่อนจะถอนหายใจเมื่อรู้ว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว
สายตาก็มองตามหลังของเด็กชายคนนั้นจนอีกฝ่ายหายลับไป
“ทำไมใจดีจังเลยนะ แค่เจอกันครั้งแรกก็ให้กระต่ายมาแล้ว ช่างเป็นเด็กชายที่มีจิตใจดีจริงๆ”
ข้าวตังรีบเดินกลับบ้านตามความทรงจำของเจ้าของร่าง
เจ้าของร่างชื่อจ้าวเยว่เล่อเป็นลูกสาวคนโตมีน้องชายอยู่คนหนึ่งชื่อจ้าวเยว่เทียนอายุสิบสองปี พ่อชื่อจ้าวลี่ฉุนเป็นลูกชายคนเล็กของตระกูลจ้าว แม่ชื่อกงเยว่จวน
ตอนนี้เธอมาอยู่ในประเทศจีนยุค 70 ซึ่งจากความรู้อันน้อยนิดที่เธอรับรู้มามันคือยุคแห่งความยากลำบากที่แท้จริง
ทุกคนในตอนนี้ต้องทำงานรวมกัน ไม่มีใครสามารถมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองได้ และที่สำคัญยุคนี้มีคูปองด้วย การจะซื้อของทุกอย่างต้องใช้คูปอง มีเงินอย่างเดียวไม่สามารถซื้อได้
และคูปองก็หายาก แต่ละครอบครัวจะได้รับคูปองรายเดือนและรายปี ซึ่งข้อมูลหลายอย่างมันทำให้ข้าวตังต้องกุมขมับ
เธอเคยอ่านนิยายเกี่ยวกับจีนยุค 70 มาหลายเรื่อง จึงพอจะรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ อยู่บ้าง แต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มาใช้ชีวิตเองแบบนี้ รู้แบบนั้นเธอน่าจะศึกษาประวัติศาสตร์และตั้งใจอ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากกว่านี้
จะได้มีแนวทางเอาชีวิตรอดมากขึ้น เฮ้อ!….
ข้าวตังเดินมาถึงบ้านดินหลังหนึ่งที่ปรากฏในความทรงจำ มันคือบ้านที่เจ้าของร่างอาศัยอยู่ บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่มาก รอบบ้านมีแปลงผักและคอกไก่อยู่
ตอนนี้บ้านเงียบมาก เธอจึงคิดว่าพ่อกับแม่ของเจ้าของร่างน่าจะยังไม่กลับจากทำงานแปลงนา
“พี่! ไปไหนมา” จ้าวเยว่เทียนน้องชายของเจ้าของร่างวิ่งมาจากทางหลังบ้านเอ่ยขึ้น
“แล้วในมือพี่มันกระต่ายใช่ไหม! พี่ล่ากระต่ายได้หรอครับ” เด็กชายตาโตเมื่อเห็นกระต่าย
“เปล่าหรอก มีคนใจดีให้มาน่ะ” ข้าวตังยังไม่ชินกันการมีครอบครัวและน้องชายมากนัก เธอจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบดูห่างเหิน
“พี่เป็นอะไรหรือเปล่า โดนแกล้งอีกแล้วใช่ไหมพี่ซินอี๋แกล้งพี่อีกแล้วหรอ” จ้าวเยว่เทียนดูท่าจะเริ่มโมโหขึ้นมาเสียดื้อๆ
ข้าวตังได้ยินแบบนั้นก็เริ่มนึกและค้นความทรงจำที่กระจัดกระจายนั้นอีกครั้ง ก่อนเธอจะพบว่าเจ้าของร่างโดนผลักตกลำธารและหัวฟาดเข้ากับก้อนหินจนตายไป
อีกอย่างคนที่ทำดูเหมือนจะเป็นจ้าวซินอี๋คนนั้นจริงๆ ชิ อายุแค่สิบหกปีก็เริ่มฆ่าคนตายแล้ว เด็กสมัยนี้น่ากลัวขนาดนี้เลยหรอเนี่ย
“พี่เป็นอะไรหรือเปล่า หรือว่าโดนแกล้งจนกลายเป็นคนซื่อบื้อไปแล้ว”
“นายสิซื่อบื้อ เฮอะ!” ข้าวตังมองน้องชายตาเขม็ง
“แล้วนี่ตกลงว่าโดนแกล้งมาจริงๆ สินะ เฮ้อ!” เขาได้แต่ถอนหายใจ เมื่อรู้ว่ายังไงเราก็ไม่สามารถเอาผิดพี่ซินอี๋ได้ เนื่องจากเธอเป็นที่รักของคุณย่ามาก
“ฉันไม่ยอมแน่ ยังไงวันนี้ฉันก็ต้องทวงความเป็นธรรมให้ตัวเอง แต่รอพ่อกับแม่กลับมาก่อนเถอะ” ข้าวตังกัดฟันด้วยความโมโห
“……”
“อ่ะ! เอากระต่ายไปจัดการซะ” เธอโยนกระต่ายใส่มือน้องชายก่อนจะรีบเดินเข้าบ้านไปทันที
จ้าวเยว่เทียนรับกระต่ายมาถือไว้ด้วยตาเป็นประกาย เพราะเขาไม่ได้กินเนื้อมาครึ่งเดือนแล้ว
(ต่อไปขอแทนตัวนางเอกด้วยชื่อว่า จ้าวเยว่เล่อนะคะ)
2 ฟ้องแม่
จ้าวเยว่เล่อเดินเข้ามาในบ้านก็ตรงกลับไปยังห้องเล็กๆ ของตัวเองทันที ห้องของเจ้าของร่างนั้นเป็นห้องเล็กๆ ที่วางได้หนึ่งเตียงเดี่ยวขนาดพอดีตัว และอีกหนึ่งกล่องใส่เสื้อผ้าเท่านั้น
มันเล็กมากจนทำเอาเธอหายใจแทบไม่ออก
“ทั้งเล็กและอับชื้น หยากไย่และคราบความสกปรกเต็มไปหมด เฮ้อ อาบน้ำก่อนดีกว่าตอนนี้เสื้อผ้าเปียกมานานแล้วด้วย” จ้าวเยว่เล่อรีบเอาเสื้อผ้าและวิ่งออกจากบ้านตรงไปยังห้องน้ำที่อยู่ด้านหลังตัวบ้านเพื่ออาบน้ำ
ห้องน้ำที่มีกลิ่นเหม็นมันทำเอาเธอคนที่รักความสะอาดต้องยู่หน้า ต้องรีบกลั้นใจอาบให้มันเสร็จๆ ไปแล้วกลับห้อง
เมื่อมาถึงห้องเธอก็พึ่งรู้สึกเจ็บแผลที่หัว มันคือแผลที่โดนจ้าวซินอี๋ผลักตกลำธารแล้วหัวไปโขกกับก้อนหินเข้า
ความจริงมันน่าจะเจ็บและแผลใหญ่กว่านี้นะ แต่ตอนนี้เธอพบว่ามันไม่มีเลือกไหลออกมาเลยแค่รู้สึกเจ็บและตึงๆ เท่านั้น น่าแปลกจริงๆ
“ไม่ไหวแล้ว ต้องรีบจัดการห้องก่อนไม่อย่างนั้นนอนไม่หลับแน่”
หลังจากบ่นจบคำเธอก็ลงมือเก็บกวาดห้องทันที เธอยังไม่ได้ทำจริงจังเพราะด้วยพึ่งอาบน้ำมาไม่อยากสกปรกอีก
หลังจากห้องดูดีขึ้นมากจนพอให้นอนหลับได้ เธอก็เดินไปนั่งลงบนเตียงก่อนจะเริ่มทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างอีกครั้ง
“อะไรกัน ทำไมชื่อคนและชื่อหมู่บ้านชื่อเมืองหลายอย่างมันถึงคุ้นๆ จัง มันเหมือนกับ…นิยายเรื่องล่าสุดที่เธออ่านก่อนตายเลยนี่นา! ไม่จริงใช่ไหม คงไม่ใช่ว่าเธอทะลุมิติเข้ามาในนิยายหรอกใช่ไหมเนี่ย”
จ้าวเยว่เล่อ ชื่อนี้ตรงกับตัวประกอบไร้ค่าในนิยายเลย แล้วลู่เฟ่ยเทียนก็ตรงกับชื่อพระเอก จ้าวซินอี๋ก็นางอิจฉา ส่วนนางเอกก็เหอซูฮวา
“ใช่เลย มันต้องใช่แน่ๆ เธอทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องนั้นแน่เลย ทำยังไงดี แล้วดันมาเข้าร่างตัวประกอบด้วย ทำไมไม่ไปสวมร่างนางเอกล่ะ ซวยชะมัด!” จ้าวเยว่เล่อนั่งกุมขมับอยู่บนเตียง
ความจริงที่ดูเหมือนเธอไม่ค่อยตกใจกับเรื่องการตายแล้วมาสวมร่างคนแปลกหน้าแบบนี้นั้น ส่วนหนึ่งมันอาจจะมาจากการที่เธออ่านนิยายแนวนี้มาเยอะพอสมควร
ทำให้เธอมีภูมิคุ้มกันกับเรื่องแบบนี้เยอะมาก และอีกอย่างเลยชีวิตที่แล้วของเธอไม่ได้มีห่วงอะไร ไม่มีครอบครัวที่ต้องกังวล ไม่มีคนรักไม่เลี้ยงหมาแมว
พอได้มาสวมร่างจ้าวเยว่เล่อที่เป็นตัวประกอบใช้แล้วทิ้งแบบนี้แล้ว เธอยังรู้สึกว่ามันก็มีส่วนที่ดีเหมือนกัน
คือจ้าวเยว่เล่อมีครอบครัว เธอได้รับความรักและมีคนคอยห่วง
เพราะงั้นเธอได้ชีวิตใหม่แล้ว ก็คงต้องใช้ชีวิตใหม่นี้ให้ดีเท่านั้น
อีกอย่างตัวประกอบอย่างจ้าวเยว่เล่อนี้มีบทแค่สองตอนเท่านั้น และคงไม่ได้มีจุดจบที่ตายอย่างอนาถเหมือนตัวร้ายหรือตัวประกอบคนอื่น แค่เข้าไปเป็นตัวชี้นำพระเอกนางเอกให้หึงหวงกันเองก็เท่านั้น
ตามบทที่เธอพอจำได้ จ้าวเยว่เล่อตกหลุมรักลู่เฟ่ยเทียนในตอนที่โดนซินอี๋ผลักตกน้ำ มันคือเหตุการณ์ของวันนี้นั่นเอง ตามปกติแล้วจ้าวเยว่เล่อจะไม่ตายเพราะได้ลู่เฟ่ยเทียนช่วยไว้ และตกหลุมรักความใจดีของชายหนุ่มเข้าอย่างจังจนตามตอแย คอยเอาของไปให้และสุดท้ายจบลงที่สารภาพรัก
สุดท้ายก็โดนลู่เฟ่ยเทียนปฏิเสธกลับมาก จากนั้นบทของเธอก็หายไปเลยไม่ได้มีการกล่าวถึงอีก หรือเปล่านะ ก็เธออ่านยังไม่จบก็มาตายเสียก่อนนี่นา เสียดายจริงๆ
แต่ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว เธอดันซวยเข้ามาสวมร่างของจ้าวเยว่เล่อ เพราะงั้นถ้าเล่นตามบทให้มันจบๆ ไป หลังจากนั้นเธอก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามใจชอบแล้วใช่ไหม
เสียดายมากที่เธออ่านไม่จบ เธอได้อ่านนิยายแค่ยี่สิบตอนเท่านั้น ไม่ทันได้เข้าใจเนื้อเรื่องเลยว่าพระนางเขารักกันยังไง แต่ช่างเถอะ แค่เธอทำตามบทแล้วก็พยายามอยู่ห่างจากพระเอกนางเอกก็น่าจะพอ
“แค่หาของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไปให้และสารภาพรักก็จบ จากนั้นก็ปล่อยให้พระนางได้เล่นตามบทบาทของตัวเองต่อไปสินะ” คิดแล้วก็สบายใจ อย่างน้อยชีวิตนี้ก็ไม่ต้องกังวลอะไรมาก นอกจากเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ดูจะขัดสนไปบ้างเล็กน้อย
หลังจากเธอสลัดบทตัวประกอบออกไปได้แล้ว คงต้องรีบหาทางทำเงินและสร้างบ้านใหม่เสียที เพราะการต้องมาอุดอู้อยู่ในห้องเล็กแคบแบบนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ดีเลยสักนิด
อีกอย่างเลยคือเธอต้องหาทางทำให้ตัวเองได้เรียนหนังสือด้วย เจ้าของร่างเรียนจบแค่ชั้นประถมต้นเท่านั้นก็ต้องหยุดเรียน เพื่อส่งน้องชายของเธอให้ได้เรียนต่อ ยุคนี้ชายเป็นใหญ่อยู่แล้วด้วย
แต่ครอบครัวเธอถือว่าไม่ได้ลำเอียงมากนัก เพราะอย่างน้อยเจ้าของร่างก็ได้เรียนจบชั้นประถมต้น ทั้งที่เด็กผู้หญิงของหลายครอบครัวนั้นไม่มีโอกาสได้เรียนด้วยซ้ำ
“ฮัดชิ่ว! ฟืด… อะไรเนี่ยอย่าบอกนะว่าจะไม่สบายน่ะ” จ้าวเยว่เล่อยกมือขึ้นถูจมูกตัวเอง เธอเหมือนจะเป็นหวัดเสียแล้ว
ทางด้านจ้าวเยว่เทียนตอนนี้เด็กชายกำลังถอนขนกระต่ายอยู่ด้วยท่าทางชำนาญ มุมปากของเขายกยิ้มอยู่ตลอดเวลา และเหมือนว่าน้ำลายของเขากำลังไหลเมื่อมองไปยังกระต่ายที่อยู่ในมือ
“ทำอะไรอยู่น่ะลูก แล้วได้กระต่ายมาจากไหนกัน” จ้าวลี่ฉุนที่เดินกลับมาพร้อมภรรยากงเยว่จวนเอ่ยขึ้น เขามองกระต่ายที่อยู่ในมือลูกชายด้วยความสงสัย
“ลูกล่ามันได้หรอ” กงเยว่จวนเอ่ยถามด้วยความแปลกใจอีกคน
“เปล่าครับแม่ พี่สาวบอกว่ามีคนให้มาครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครให้มา” เด็กชายเอ่ยตอบโดยที่สายตาไม่ยอมละจากกระต่ายเลยสักนิด
“งั้นหรอ แล้วตอนนี้พี่สาวของลูกอยู่ไหนล่ะ”
“น่าจะอยู่ในห้องนะครับ อ้อแล้วเหมือนพี่สาวจะโดนพี่ซินอี๋รังแกมาอีกแล้ว”
กงเยว่จวนขมวดคิ้วยุ่งก่อนจะพยักหน้ารับรู้ และเดินเข้าไปในบ้าน เธอให้สามีไปอาบน้ำก่อน ส่วนตัวเองก็เดินตรงไปยังห้องนอนของลูกสาว
ก๊อกๆๆ
“เยว่เล่อ ออกมาคุยกับแม่หน่อยสิลูก”
“ค่ะแม่”
จ้าวเยว่เล่อที่กำลังนั่งเหม่อสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบออกไป
“แม่งั้นหรอ ต่อไปนี้เธอจะมีแม่แล้วใช่ไหม ทำยังไงดี ทำไมตื่นเต้นขนาดนี้ล่ะ” มือไม้ของเธออยู่ไม่นิ่งจับนู่นนี่มั่วไปหมด
หญิงสาวลุกขึ้นยืนก่อนจะเปิดประตูออกไป
ภาพแรกที่เธอเห็นคือหญิงวัยกลางคนที่มีสีหน้าเหนื่อยล้า แต่ใบหน้ากลับดูใจดีและอบอุ่น
เธอแอบน้ำตาซ้ำเมื่อรู้ว่าตัวเองจะมีครอบครัว
“เป็นอะไรไปลูก” มือที่หยาบกร้านของคนเป็นแม่ยกขึ้นลูบศีรษะลูกสาวด้วยความรัก
เมื่อจ้าวเยว่เล่อผู้ที่กลั้นน้ำตาอยู่ได้รับสัมผัสที่อบอุ่นนั้น น้ำตาของเธอพลันไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“ฮึก ฮื้อ… แม่”
“ลูกไม่เป็นอะไรนะ มานี่สิ” กงเยว่จวนสวมกอดลูกสาวและยกมือขึ้นลูบที่แผ่นหลังเล็กเพื่อปลอบโยน
จ้าวเยว่เล่อได้รับอ้อมกอดที่อบอุ่นก็ร้องไห้อยู่สักพัก เธอไม่รู้ว่ามันเป็นความรู้สึกของเธอเองหรือเป็นอิทธิพลของเจ้าของร่างคนก่อนด้วยกันแน่
หลังจากร้องไห้สักพักเธอก็รีบเช็ดน้ำตาตัวเอง กงเยว่จวนคนเป็นแม่ที่เห็นลูกสาวร้องไห้ก็ยิ่งเป็นห่วงมากขึ้น เธอจับมือลูกสาวไปนั่งที่ห้องโถงของบ้าน
“เด็กซินอี๋นั่นทำอะไรลูกบอกแม่ได้หรือเปล่า”
จ้าวเยว่เล่อได้ยินแบบนั้นก็ไม่คิดปิดบัง เธอเล่าทุกอย่างตามที่ได้รับความทรงจำของเจ้าของร่างคนก่อนมาให้แม่ฟังทั้งหมด
“เจ็บมากหรือเปล่า เอาหัวมาให้แม่ดูหน่อย”
“เจ็บมากเลยค่ะแม่ ตอนนี้ฉันปวดหัวมากแล้วเหมือนจะไม่สบายด้วยค่ะ” จ้าวเยว่เล่อฟ้องทุกอย่างและหันหลังให้แม่ดูแผลให้
กงเยว่จวนเห็นแผลที่ศีรษะลูกสาวก็โกรธมาก ทำไมถึงได้ใจร้ายกันขนาดนี้ และเธอยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นไปอีกเมื่อนึกได้ว่าเด็กคนนั้นต้องไม่ได้รับการลงโทษอะไร เนื่องจากซินอี๋เป็นที่รักของแม่สามี
จ้าวซินอี๋เป็นลูกสาวของลุงใหญ่หรือลูกชายคนโตของหลินฮุ่ยชิว อีกอย่างแม่ของซินอี๋ยังคลอดลูกชายออกมาถึงสองคนด้วย แบบนั้นความลำเอียงจึงยิ่งมากขึ้น
สามีของเธอเป็นลูกชายคนเล็กที่ได้รับความรักน้อยที่สุด ต้องทำทุกอย่างเพื่อคนอื่น โดยที่เธอผู้เป็นสะใภ้ได้แต่จำใจก้มหน้ายอมรับ
“แม่โทษนะลูก ที่แม่ช่วยอะไรลูกไม่ได้เลยสักอย่าง” น้ำเสียงที่สั่งเครือของกงเยว่จวนทำให้จ้าวเยว่เล่อไม่สบายใจ
“ไม่ใช่ความผิดของแม่หรอกนะคะ ฉันรู้ว่าแม่ลำบากแค่ไหนกับความลำเอียงของคุณย่า และความไม่เด็ดขาดของพ่อ”
พ่อของเจ้าของร่างเชื่อฟังแม่ของตนมากในระดับหนึ่ง หลายครั้งที่เจ้าของร่างคนก่อนโดนซินอี๋คนนั้นรังแก พ่อของเธอก็มักจะบอกแค่ว่าให้อยู่ห่างจากซินอี๋ แต่ไม่ได้ไปเอาเรื่องจากครอบครัวลุงใหญ่เลยสักครั้ง
“แม่…” กงเยว่จวนมองลูกสาวด้วยสายตาทุกข์ใจ
“แม่คะ ครั้งนี้มันรุนแรงมากจริงๆ และฉันจะไม่ยอมก้มหน้ายอมแพ้อีกต่อไปแล้ว วันนี้ฉันต้องได้รับความเป็นธรรม อย่างน้อยฉันก็ต้องได้รับเงินเป็นค่ารักษาจากครอบครัวลุงใหญ่ด้วย”
“นะ นี่ เยว่เล่อลูกจะทำอะไร พ่อของลูกต้องไม่ยอมแน่”
“แล้วยังไงคะ ฉันไม่ต้องการให้พ่อไปช่วยทวงความยุติธรรมอยู่แล้ว ฉันไม่สนใจหรอกค่ะ และพ่อกับแม่ก็ห้ามฉันไม่ได้ด้วย เพราะครั้งนี้ฉันเกือบตายแล้วนะคะ ยังไงก็ยอมไม่ได้ ถ้ายอมไปตลอดยัยซินอี๋นั่นก็ต้องได้ใจและตามรังควานไม่หยุดแน่”
กงเยว่จวนเห็นท่าทางจริงจังของลูกสาวก็ได้แต่ถอนหายใจและรู้สึกผิด เธอเป็นแม่ที่อ่อนแอไม่แม้แต่จะออกตัวปกป้องลูกตัวเองได้
“งั้นครั้งนี้แม่จะไปกับลูกเอง ตอนนี้พ่อของลูกไปอาบน้ำอยู่ เราไปตอนนี้เขาจะได้ห้ามเราไม่ได้”
จ้าวเยว่เล่อได้ยินแบบนั้นก็ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า
“นั่นแม่กับพี่จะไปไหนหรอครับ” จ้าวเยว่เทียนที่เห็นเข้าจึงร้องถาม
“ไปบ้านลุงใหญ่” จ้าวเยว่เล่อเอ่ยตอบน้องชายสั้นๆ ก่อนจะรีบจับมือแม่ตัวเองเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
จ้าวเยว่เทียนได้แต่ยกมือขึ้นเกาศีรษะตัวเองแกร๊กๆ อย่างมึนงง
3 รีดไถ
จ้าวเยว่เล่อเดินดุ่มๆ ตรงไปยังบ้านใหญ่ที่มีครอบครัวลุงใหญ่กับปู่ย่าอาศัยอยู่ บ้านอยู่ไม่ไกลกันมากนัก
เหล่าลูกหลานตระกูลเจ้านั้นสร้างบ้านอยู่ละแวกเดียวกัน บ้านของเราอยู่ท้ายสุด ตรงกลางเป็นบ้านลุงรอง
เมื่อมาถึงบ้านดินหลังคามุงด้วยกระเบื้องอย่างดีกงเยว่จวนก็เริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“อ้าว เยว่จวน เยว่เล่อ มีอะไรหรือเปล่า” เสียงของลุงใหญ่ที่กำลังผ่าฟืนอยู่หน้าบ้านเอ่ยถามขึ้น
“มีแน่นอนค่ะ” เยว่เล่อไม่รอให้แม่ตอบ เพราะเธอรู้ว่าแม่ต้องไม่กล้าพูดอะไรแน่
“…..” จ้าวลี่หวางหรือลุงใหญ่เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
“เรื่องนี้เกี่ยวกับซินอี๋ลูกสาวของลุงใหญ่ค่ะ”
“ซินอี๋งั้นหรอ” จ้าวลี่หวางเริ่มรู้แล้วว่ามันควรจะเป็นเรื่องอะไรที่ทำให้สองแม่ลูกมีท่าทางโมโหขนาดนั้น
“ซินอี๋ ลูกออกมานี่เดี๋ยวนี้!” ลุงใหญ่ร้องเรียกลูกสาวเสียงแข็ง ท่าทางติดโมโหนั้นเกือบทำให้เธอเชื่อว่าลุงใหญ่กำลังโกรธซินอี๋จริงๆ
แต่เธอรู้ว่าการแสดงออกของลุงใหญ่นั้น ก็แค่การตบตาคนอื่นว่าเป็นคนดี ทุกครั้งที่ซินอี๋ทำผิดลุงใหญ่มักจะดุด่าเล็กน้อยแล้วบอกว่าจะสั่งสอนซินอี๋ก็เท่านั้น ไม่มีการลงโทษหรือขอโทษอะไรเลยสักครั้งเดียว
จ้าวซินอี๋เดินออกมาจากบ้านด้วยสีหน้ามึนงง ข้างหลังของเธอคือคุณย่าที่เดินตามออกมาติดๆ
“มีอะไรหรือเปล่าคะพ่อ”
“ลูกมีอะไร ทำไมต้องใช้น้ำเสียงแบบนั้นกับซินอี๋ด้วย พูดดีกว่านี้ไม่เป็นหรือไง” หลินฮุ่ยชิวดุลูกชายอย่าไม่จริงจังมากนัก ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นสะใภ้กับหลานสาวที่ไม่ค่อยชอบหน้า
“ซินอี๋ลูกไปทำอะไรเยว่เล่อเขาอีกแล้วล่ะ” จ้าวลี่หวางเอ่ยถามลูกสาวและเหลือบตามองเยว่เล่อเล็กน้อย
“ทำอะไรคะ หนูเปล่านะ ไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นแหละ” จ้าวซินอี๋รีบบอกปฏิเสธทันที ก่อนจะหันมองจ้องเยว่เล่อตาเขียว
“ไม่ได้ทำงั้นหรอ เธอยังกล้าโกหกได้หน้าตาเฉยมากนะ! เธอผลักฉันตกน้ำจนหัวฟาดกับก้อนหินเกือบตาย ยังกล้าบอกว่าไม่ได้ทำอีกงั้นหรอ! น่ารังเกียจชะมัด ชิ”
“เรื่องนี้ซินอี๋ทำเกินไปจริงๆ ฉันดูแผลที่ศีรษะเยว่เล่อแล้ว มันน่ากลัวมากยังไงพวกคุณก็ต้องทำโทษซินอี๋นะคะ ถ้าไม่จัดการสั่งสอนตั้งแต่ตอนนี้โตไปซินอี๋จะเสียคนเอาได้นะ”
กงเยว่จวนพูดปกป้องลูกสาวเป็นครั้งแรก แม้เธอจะกังวลมากแต่ก็รักและเป็นห่วงลูกสาวมากกว่า
“เกือบตายอะไร ทำไมยังมีแรงมาตะโกนปาวๆ อยู่ได้อีกล่ะ อย่ามาใส่ร้ายหลานของฉันหน่อยเลย” หลินฮุ่ยชิวรักซินอี๋ในระดับหนึ่ง แม้ไม่เท่าหลานชายแต่ก็ยังมากกว่าหลานสาวอย่างเยว่เล่อแน่นอน
“ใช่ ยังไงดูแล้วตอนนี้หนูเยว่เล่อก็ยังสบายดีอยู่ ไม่ได้บาดเจ็บมากขนาดนั้น อีกอย่างซินอี๋คงไม่ได้ตั้งใจหรอกใช่ไหมลูก” จ้าวลี่หวางพูดเข้าข้างลูกสาวตัวเอง
“ใช่ค่ะพ่อ ทำไมฉันต้องทำร้ายน้องเยว่เล่อด้วยล่ะคะ เราเป็นพี่น้องกันฉันไม่คิดทำแบบนั้นหรอกค่ะ” ซินอี๋ก้มหน้าตอบด้วยน้ำเสียงเศร้า
“แหม… พี่สาวพูดเหมือนที่ผ่านมาไม่เคยรังแกน้องสาวอย่างฉันเลยนะคะ ถ้าไม่เชื่อมาดูแผลที่ศีรษะของฉันก็ได้ ฉันเกือบตายแล้ว ยังไงเรื่องนี้ก็ต้องมีคนรับผิดชอบไม่อย่างนั้นฉันจะไปแจ้งทางการ ฉันคิดว่าอย่างน้อยทางการก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับฉันได้แน่ ลุงใหญ่ต้องการแบบนั้นหรอคะ”
จ้าวลี่หวางได้ยินแบบนั้นก็กำมือแน่นและมองเยว่เล่อกับกงเยว่จวนด้วยสายตาเหมือนต้องการบีบคอให้ตาย แต่เมื่อเขามองไปรอบๆ และเห็นว่าตอนนี้ชาวบ้านเริ่มมามุงดูกันเยอะขึ้นก็ต้องรีบปรับเปลี่ยนสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ
“แจ้งทางการอะไร อย่าทำเรื่องเล็กน้อยให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่เลย ยังไงเราก็คนกันเองทั้งนั้น” จ้าวลี่หวางเริ่มเกลี้ยกล่อม เขากลัวว่าเรื่องจะถึงทางการเพราะรู้ว่าเรื่องนี้ลูกสาวของตนเป็นคนทำแน่นอน
“ใช่ หล่อนสองแม่ลูกยังเห็นหัวย่าอย่างฉันอยู่ไหมหะ! ทำไมถึงต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย” หลินฮุ่ยชิวเริ่มไม่พอใจ
“น้องเยว่เล่ออย่าทำเรื่องให้มันลุกลามใหญ่โตเลยนะ ยังไงพี่คิดว่าคุณอาคงไม่อยากให้เรื่องมันวุ่นวายหรอก” จ้าวซินอี๋หมายถึงจ้าวลี่ฉุนพ่อของเยว่เล่อ
เพราะจ้าวลี่ฉุนนั้นเกรงใจแม่ของเขามาก และถ้าเขารู้ว่าเยว่เล่อมาทำเรื่องวุ่นวายที่บ้านใหญ่ล่ะก็ เขาต้องไม่พอใจแน่
กงเยว่จวนได้ยินแบบนั้นก็เริ่มลังเล เธอกลัวว่าถ้าสามีรู้ลูกสาวของเธอต้องโดนลงโทษ
“เกิดอะไรขึ้น!” เสียงของชายชราผู้เป็นใหญ่ของตระกูลจ้าว จ้าวลี่หยาง เขาเดินออกมาจากในบ้านด้วยสีหน้าดำทะมึน
ข้างหลังเป็นจูซินหรานภรรยาลุงใหญ่ที่ได้ยินเสียงจึงละมือจากการทำอาหารวิ่งตามออกมาดู
“คุณปู่มาก็ดีเหมือนกันค่ะ วันนี้หลานอย่างฉันขออกตัญญูหนึ่งวันแล้วกันนะคะ” จ้าวเยว่เล่อเอ่ยขออนุญาตก่อนจะเท้าเอวด้วยสองมือ
“วันนี้ฉันมาทวงความยุติธรรมให้กับตัวเอง จ้าวซินอี๋ผลักฉันตกน้ำจนหัวแตกเกือบไม่ฟื้นขึ้นมาดูโลกอีกครั้งแล้ว”
เมื่อได้ยินแบบนั้นจ้าวลี่หยางก็ขมวดคิ้วยุ่ง และมองหลานสาวคนโตอย่างจ้าวซินอี๋ด้วยสายตาเย็นชาจนชวนหนาวสั่น
“ถ้าไม่อยากให้ฉันแจ้งทางการ ก็จ่ายเงินค่าทำขวัญและค่ารักษาพยาบาลมาซะ ฉันไม่เรียกร้องมากเกินไปเพราะเห็นว่ายังไงก็เป็นคนในตระกูลเดียวกัน แค่50 หยวนก็พอค่ะ”
“อะไรนะ 50 หยวน! เธอจะบ้าหรอ เงินตั้งมากมายขนาดนั้นฉันไม่มีทางให้เธอหรอก! เยว่จวนเธอดูลูกสาวของเธอสิ หน้าเงินขนาดนี้ได้ยังไงเรื่องแค่เล็กน้อยแต่กลับโลภมากเรียกร้องเหมือนกำลังจะตายจริงๆ อย่างงั้นแหละ”
จูซินหรานได้ยินจำนวนเงินนั้นก็ถึงกับหน้าดำทะมึน เงินห้าสิบหยวนสามารถซื้อเนื้อได้ตั้งมากมาย มันเกือบเท่ากับเงินเดือนของคนงานในโรงงานเสียอีก
“เยว่เล่อ แม่ว่า…”
“แม่ไม่ต้องพูดอะไรแล้วค่ะ ยังไงฉันก็ไม่มีทางยอมอ่อนข้อให้ทั้งนั้น” จ้าวเยว่เล่อยกมือห้ามไม่ให้แม่พูดอะไรทั้งนั้น เพราะยังไงเธอก็ไม่ฟัง วันนี้ยังไงก็ต้องได้เงินกลับบ้านให้ได้
“คุณปู่ว่ายังไงคะ ลุงใหญ่ล่ะจะรับผิดชอบหรือเปล่า ถ้าไม่ก็รีบบอกฉันมาเถอะค่ะ ฉันจะได้รีบเดินทางเข้าเมืองไปแจ้งทางการต่อ ฉันไม่อยากเสียเวลา” ตอนนี้พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มซุบซิบกัน หลายคนต่างรู้และเชื่อว่าเรื่องที่เยว่เล่อพูดคือความจริง เพราะหลายครั้งมีคนเห็นซินอี๋หลอกใช้และกลั่นแกล้งเยว่เล่ออยู่บ้าง
แต่แม้พวกเขาจะเชื่อว่าเยว่เล่อพูดความจริง ก็ไม่มีใครออกหน้าช่วย อย่างมากก็แค่มารับชมความสนุกก็เท่านั้น ส่วนน้อยที่จะหาเรื่องใส่ตัว
“เอาล่ะ เจ้าใหญ่จ่ายเงินไปซะ เรื่องนี้จะได้จบเสียที” จ้าวลี่หยางเอ่ยบอกลูกชายคนโต ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านไปด้วยท่าทางอารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่นัก
“ได้ยังไงกัน เงินตั้งมากมายขนาดนั้นจะให้ไปง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไงกันคะ” จูซินหรานไม่พอใจพ่อสามีมาก
“ใช่ ฉันไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ฉันแค่ลื่นแล้วไปชนเยว่เล่อจนตกน้ำก็เท่านั้น ส่วนเรื่องที่เยว่เล่อบาดเจ็บมันก็เป็นเพราะความซวยของเธอเองต่างหาก”
จ้าวซินอี๋แก้ตัว แต่ดูเหมือนเธอจะโง่นิดหน่อย เพราะสิ่งที่เธอพูดออกมามันเหมือนเป็นการยอมรับว่าเธอทำจริงๆ
“จ่ายมาสิคะลุงใหญ่ คุณปู่พูดแล้ว ลุงใหญ่จะกล้าขัดคำสั่งคุณปู่หรอคะ” เยว่เล่อแบมือและกระดิกนิ้ว เธอรู้ว่าคุณปู่ของเจ้าของร่างนั้นมีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่บ้างเล็กน้อย และรักหน้าตาตัวเองเป็นอย่างมาก
เรื่องที่ซินอี๋แกล้งเจ้าของร่างคนก่อนมันเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว แต่เจ้าของร่างคนก่อนไม่เคยมาโวยวายแบบนี้ทุกอย่างจึงเงียบหายไป
พอเธอมาโวยวายจนหลายคนให้ความสนใจ คุณปู่คงไม่อยากโดนคนนินทา จึงบอกให้จ่ายเงินจบๆ ไป
“…..” ลุงใหญ่ยังเงียบเพราะไม่อยากเสียเงิน
“เอาไงล่ะจ้าวลี่หวาง นายจะจ่ายเงินหรือเปล่า พวกฉันอยากกลับไปพักผ่อนแล้วนะ รีบทำให้มันจบๆ ไปเถอะ”
“ใช่ ลูกสาวของนายทำผิดก็ต้องชดใช้น่ะถูกแล้ว”
เมื่อมีคนใจกล้าก็มักจะมีคนไหลตามเสมอ ชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็นต่างก็เร่งรัดจ้าวลี่หวางให้รับผิดชอบ
พวกเขาอยากจะเห็นคนเสแสร้งเก่งอย่างจ้าวลี่หวางเสียเงินมากจริงๆ
“อย่าให้มันมากไปหน่อยเลย นี่มันเรื่องในตระกูลจ้าว คนนอกอย่ายื่นมือเข้ามาสอด ถ้ายังอยากยุ่งไม่เข้าเรื่องอีกอย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจแล้วกัน” หลินฮุ่ยชิวยกมือที่เหี่ยวย่นและสั่นเทาจากความโกรธชี้หน้าชาวบ้านที่ปากมาก
แต่ดูเหมือนชาวบ้านเหล่านั้นจะไม่มีความกลัวอะไรเลยสักนิด