โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เยว่เล่อ ตัวประกอบที่ครองใจพระเอก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 25 พ.ค. 2567 เวลา 12.09 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2567 เวลา 12.09 น. • นักเขียนตัววอ
ข้าวตัง สาวโสดที่ชอบอ่านนิยายมาก ขนาดก่อนตายเธอยังอ่านนิยายอยู่เลย ว่าแต่ฉันตายแล้วไม่ใช่หรอ แล้วนี่มันอะไร ฉันทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างตัวประกอบที่ไร้ค่านี้ได้ยังไงกันล่ะ อ๊าก!

ข้อมูลเบื้องต้น

ข้าวตัง หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดปี ที่ทำงานเป็นพนักงานโรงงานแปรรูปอาหารแห่งหนึ่ง เธอเป็นหญิงสาวโสดตัวคนเดียวไม่มีครอบครัวและเพื่อนสนิท

วันหนึ่งมีเหตุการณ์บางอย่างที่พรากลมหายใจสุดท้ายของเธอไป

เธอตายแล้วคิดว่าคงได้ไปสวรรค์แน่ๆเพราะทำบุญบ่อย แต่ไหนกลายเป็นว่าได้เข้ามาสวมร่างของเด็กสาวกะโปโลที่ไหนก็ไม่รู้

พอมานั่งนึกดูดีๆแล้ว

"นี่มันนิยายที่เธออ่านก่อนตายนี่นา แถมยังเป็นนิยายที่อ่านไม่ถึงครึ่งเรื่องด้วยซ้ำ"

ความซวยบังเกิดแล้วไง

แต่จากที่อ่านมาชะตากรรมตัวประกอบที่เธอมาสวมร่างนั้นก็แย่เท่าไหร่

เพราะงั้นถ้าเธอยอมทำตามเนื้อเรื่องในนิยาย ทำตัวเป็นชนวนความหึงหวงเล็กๆให้พระนางตัวหลักของเรื่องแล้วก็น่าจะจบใช่ไหม

จากนั้นเธอก็สามารถแยกไปใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป แค่ไม่เข้าไปยุ่งกับพระเอกนางเอกให้มากนักก็เป็นพอ

แต่…เธอก็ทำทุกอย่างตามเนื้อเรื่องแล้วนะ ทำไมคุณพระเอกนางเอกถึงเข้ามาวนเวียนในชีวิตเธอแบบนี้ล่ะ

แล้วไหนชีวิตที่คิดว่าจะสงบสุข ขนาดเป็นแค่ตัวประกอบที่มีบทแค่ไม่กี่บรรทัด ยังมีเรื่องวุ่นวายวิ่งเข้าหาไม่หยุด

ดูแล้วตัวประกอบอย่างเธอมีปัญหามากกว่านางเอกตัวจริงเสียอีก

"นี่ยังเป็นนิยายเรื่องนั้นอยู่ไหม ทำไมตัวละครหลักถึงทำตัวแตกต่างจากนิยายล่ะ"

[นิยายเรื่องนี้ไม่ได้อิงตามประวัติศาสตร์ใดๆ เหตุการณ์และการกระทำของตัวละครเป็นสิ่งที่นักเขียนปั้นแต่งขึ้นเท่านั้น โปรดอ่านเพื่อความสนุกและผ่อนคลาย]

ฝากกดติดตามนักเขียนด้วยนะคะ เพื่อจะได้ไม่พลาดนิยายสนุกๆ

1 ทะลุมิติ

“อะไรเนี่ย บ้าที่สุด ทำไมพระเอกถึงซื่อบื้อขนาดนี้นะ นางเอกอุตส่าห์ทำถึงขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ตัวอีก แบบนี้เดี๋ยวยุให้นางเอกไปชอบคนอื่นซะก็ดี ชิ”

ข้าวตัง หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดปี ที่ทำงานเป็นพนักงานโรงงานแปรรูปอาหารแห่งหนึ่ง เธอเป็นหญิงสาวโสดตัวคนเดียวไม่มีครอบครัวและเพื่อนสนิท

อาจจะเนื่องมาจากนิสัยที่ชอบเก็บตัวของเธอเอง ชีวิตประจำวันของเธอมันทั้งจำเจและน่าเบื่อ ตื่นเช้าไปทำงานกลับห้องอ่านนิยาย วนลูปอยู่แบบนั้น เพราะงั้นคงไม่แปลกที่เธอจะไม่มีแฟนสักที

อีกส่วนสำคัญที่ทำให้เธอไม่มีแฟนเลยก็คือ สเปคผู้ชายที่เธอชอบนั้นมันสูงมาก เธอชอบพระเอกนิยายทุกเรื่องที่ตัวเองอ่าน เธอมักจะคิดว่าตัวเองเป็นนางเอกของเรื่องและเคลิบเคลิ้มไปกับความเพอร์เฟคของพระเอกอยู่เสมอ ทำให้ในชีวิตจริงเธอมองผู้ชายที่เข้ามาจีบเป็นเหมือนตัวประกอบในนิยายสักเรื่องไปเลย

ข้าวตังถือได้ว่าเป็นนักอ่านอันดับหนึ่ง มีนักเขียนที่ชอบหลายคนที่เธอตามเก็บเล่มนิยายและตามสนับสนุน หลักฐานก็ดูได้จากตู้กระจกที่มีหนังสือนิยายอยู่เต็มตู้ จนตอนนี้ตู้นั้นไม่สามารถยัดหนังสือนิยายเข้าไปได้อีกแล้ว

เพราะงั้นช่วงหลังๆ มานี้เธอถึงเริ่มหันไปซื้อแบบอีบุ๊คแทน มันไม่เปลืองที่เก็บและอ่านสะดวกดีด้วย เงินเดือนครึ่งหนึ่งของเธอหมดไปกับนิยายก็ว่าได้

“เฮ้อ คอแห้งจัง สงสัยด่าพระเอกมากไปซะแล้ว” หญิงสาววางหนังสือนิยายลงและเดินไปเปิดตู้เย็นขนาดเล็กเพื่อดื่มน้ำ

ในระหว่างที่เธอกำลังกระดกขวดน้ำเปล่าที่เย็นชื่นใจลงคออยู่นั้น สายตากลมโตก็เหลือไปที่หน้าต่างห้อง

“อะไรน่ะ!” ปากเล็กพลันอุทานออกมาด้วยความสงสัย ก่อนจะรีบเดินเข้าไปใกล้หน้าต่าง

เหมือนกำลังมีก้อนอะไรกลมๆ ลอยมายังหน้าต่างห้องเธอด้วยความเร็ว

ปัง! เพล้ง! ตุบ!

“โอ๊ย! อึก! เจ็บ…” เสียงร้องของข้าวตังดังขึ้นและจบลงในเวลาไม่กี่วินาที

ปึก!

ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงและลมหายใจของเธอทรุดลงไปกองอยู่ที่พื้น โดยที่บริเวณหน้าผากมีรอบยุบและเลือกกำลังไหลซึมออกมาอย่างน่ากลัว

กลายเป็นว่าข้าวตังเสียชีวิตอย่างไม่คาดฝันจากลูกแก้วที่ทะลุผ่านหน้าต่างห้องเข้ามาด้วยความเร็วและฝังเข้ากับหน้าผากของเธอพอดิบพอดี

ณ ประเทศจีน มณฑลเหลียวหนิง

แค่กๆ

“เกิดอะไรขึ้น ทำไม…” ข้าวตังสำลักจนหน้าดำหน้าแดง เธอลืมตาขึ้นมาด้วยตื่นตระหนก และพบกับภาพบรรยากาศรอบข้างที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่ห้องนอนของเธอ

แต่มันคือลำธารสายหนึ่งที่ล้อมรอบด้วยภูเขาและป่าทึบ อีกอย่างเลยคือทำไมเธอถึงตัวเปียกและเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ทั้งที่ล่าสุดยังอยู่ที่ห้อง กับ….

ใช่สิ! ฉันโดนอะไรก็ไม่รู้กระแทกเข้าที่กลางหน้าผากเลยนี่นา ฉันควรตายไปแล้วไม่ใช่หรอ แล้วตอนนี้ฉันทำไมถึง…

อึก! อ่า…

“เจ็บ! ซี๊ด… อะไรเนี่ย อึก! อ๊า… ปวดหัว!” ข้าวตังเอามือกุมศีรษะของตัวเองและเกลือกกลิ้งไปมาบนพื้นหญ้าริมลำธาร เธอร้องโอดโอยจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกะทันหัน

ภาพความทรงจำของใครบางคนกำลังฉายซ้ำๆ อยู่ในหัวของเธอ มันทำให้เธอกลัวและเจ็บปวดมากจนเผลอกัดปากตัวเองจนเลือดซิบ

“ซี๊ด… จบแล้วใช่ไหม” เธอเอามือทุบขมับตัวเองอย่างแรง “ภาพเมื่อครู่มันคือความทรงจำของใคร นี่มันหมายความว่ายังไงกับแน่ เกิดอะไรขึ้นกับฉัน!”

ข้าวตังลุกขึ้นและเริ่มสำรวจร่างกายตัวเอง เธอก็ต้องตาโตเมื่อพบว่าร่างกายนี้เป็นของเด็กสาวคนหนึ่ง ไม่ใช่ร่างกายเดิมของตัวเอง

เธอเตี้ยลงผิวกระดำกระด่าง แล้วยังอวบจนเกือบจะเรียกว่าอ้วน ไขมันที่หน้าท้องนี่คืออะไรทำไมถึงเป็นแบบนี้

แล้วความทรงจำที่เธอรับรู้มาเมื่อครู่ก็คือของเด็กคนนี้ นี่เธอเป็นปรสิตมายึดร่างของคนอื่นหรอเนี่ย

“ไม่ใช่แล้ว! มันคือเรื่องบ้าอะไรเนี่ย ใครเล่นตลกกับชีวิตของฉันกัน ฮึก! ใช่สิ ถ้าฉันตายอีกรอบจะสามารถกลับไปยังโลกเดิมร่างเดิมได้ไหม”

ความคิดที่จะกระโดดน้ำตายแว๊บเข้ามาในหัวของข้าวตัง เธอจ้องไปยังลำธารที่ไหลเอื่อยเฉื่อยที่อยู่ตรงหน้า

“น้ำนิ่งและตื้นขนาดนี้ไม่ตายแน่ๆ” เอายังไงดี เอาหินทุบหัวตัวเองเลยดีไหม แต่มันต้องเจ็บแน่ๆ

“เฮ้อ! ไม่เอาแล้ว ไม่ตายแล้วก็ได้ กว่าจะตายต้องทรมานมากแน่ ฮื้อ…”

ภาพของเด็กหญิงสาววัยสิบห้าปีที่หนักเกือบหกสิบ กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้จะเป็นจะตาย ทำให้คนที่เดินผ่านมาเห็นเข้าต้องหยุดมอง

เด็กชายวัยสิบเจ็ดปีคนหนึ่งที่กำลังแบกตะกร้าผักอยู่บนหลัง และถือกระต่ายป่าสองตัวอยู่ในมือหยุดมอง

“ฮื้อ… ฮึก ฮื้อ… ฟื้ด!”

“ขอโทษนะ น้องเป็นอะไรหรือเปล่า” ลู่เฟ่ยเทียนเดินเข้าไปใกล้และเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

เสียงของเขาทำให้ข้าวตังที่กำลังร้องไห้สะอึกและหยุดร้อง เธอหันกลับไปมองตามเสียงนั้น ก่อนจะพบเข้ากับชายคนหนึ่งที่สูงน่าจะเกือบร้อยแปดสิบ ใบหน้าที่ดูเป็นชายหนุ่มแข็งแรงของเขาทำให้เธอต้องแอบชื่นชมในใจ

“ฉันแค่เสียใจน่ะค่ะ แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ฉันข้าว… เอ่อ จ้าวเยว่เล่อนะคะ แล้วคุณชื่ออะไรหรอ” เธอกำลังจะบอกชื่อเดิมของตัวเองออกไป แต่ดีที่นึกขึ้นได้ก่อนว่าร่างที่เธอมาสวมนี้ชื่อจ้าวเยว่เล่อ

“พี่ชื่อลู่เฟ่ยเทียน น้องไม่ต้องเรียกว่าคุณหรอกมันฟังดูแปลกๆ น่ะ เพราะยังไงดูแล้วน้องน่าจะอายุยังไม่มากเท่าไหร่นะ” ลู่เฟยเทียนยิ้มเอ็นดู คำว่าคุณที่ออกมาจากปากของเด็กสาวคนหนึ่งมันช่างฟังแล้วดูขัดหูยังไงก็ไม่รู้

“เอ่อ ขอโทษค่ะ พี่เฟ่ยเทียน” ข้าวตังยกมือเกาแก้มตัวเองอย่างทำตัวไม่ถูก

“ตอนนี้ก็เริ่มค่ำแล้ว น้องรีบกลับบ้านเถอะ เดี๋ยวถ้ามืดกว่านี้มันจะอันตรายนะ” ลู่เฟ่ยเทียนเอ่ยด้วยความเป็นห่วง

ข้าวตังที่ต้องเรียกเด็กอายุไม่เกินสิบแปดว่าพี่ก็กระดากปากอยู่บ้าง เพราะยังไงชีวิตที่แล้วเธอก็อายุยี่สิบเจ็ดเกือบจะสามสิบแล้ว มันจึงยังไม่ชินอยู่บ้าง

“ค่ะ ฉันขอตัวก่อนนะคะ” ข้าวตังลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัวและกำลังจะเดินไป แต่ลู่เฟ่ยเทียนกลับเอ่ยรั้งไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวก่อนสิครับ”

“คะ”

“เอานี่ไปสิ พี่ให้” ชายหนุ่มยื่นกระต่ายตัวหนึ่งที่อยู่ในมือให้เธอ

ข้าวตังมองกระต่ายน่ารักที่กำลังเลือกไหลอาบขนสีเทาของมันด้วยคิ้วที่เริ่มขมวดเข้าหากัน

“ไม่เอาหรอกค่ะ ฉันเกรงใจน่ะ” เธอเอ่ยปฏิเสธออกไป

“เอาไปเถอะ พี่มีสองตัว กระต่ายตัวนี้ถือว่าเป็นการปลอบใจน้องจากพี่แล้วกัน” ลู่เฟยเทียนยัดกระต่ายใส่มือเธอและรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

ทิ้งข้าวตังที่ยืนเอ๋ออยู่คนเดียวโดยมีกระต่ายอยู่ในมือ เธอมองกระต่ายนิ่งๆ ก่อนจะถอนหายใจเมื่อรู้ว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว

สายตาก็มองตามหลังของเด็กชายคนนั้นจนอีกฝ่ายหายลับไป

“ทำไมใจดีจังเลยนะ แค่เจอกันครั้งแรกก็ให้กระต่ายมาแล้ว ช่างเป็นเด็กชายที่มีจิตใจดีจริงๆ”

ข้าวตังรีบเดินกลับบ้านตามความทรงจำของเจ้าของร่าง

เจ้าของร่างชื่อจ้าวเยว่เล่อเป็นลูกสาวคนโตมีน้องชายอยู่คนหนึ่งชื่อจ้าวเยว่เทียนอายุสิบสองปี พ่อชื่อจ้าวลี่ฉุนเป็นลูกชายคนเล็กของตระกูลจ้าว แม่ชื่อกงเยว่จวน

ตอนนี้เธอมาอยู่ในประเทศจีนยุค 70 ซึ่งจากความรู้อันน้อยนิดที่เธอรับรู้มามันคือยุคแห่งความยากลำบากที่แท้จริง

ทุกคนในตอนนี้ต้องทำงานรวมกัน ไม่มีใครสามารถมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองได้ และที่สำคัญยุคนี้มีคูปองด้วย การจะซื้อของทุกอย่างต้องใช้คูปอง มีเงินอย่างเดียวไม่สามารถซื้อได้

และคูปองก็หายาก แต่ละครอบครัวจะได้รับคูปองรายเดือนและรายปี ซึ่งข้อมูลหลายอย่างมันทำให้ข้าวตังต้องกุมขมับ

เธอเคยอ่านนิยายเกี่ยวกับจีนยุค 70 มาหลายเรื่อง จึงพอจะรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ อยู่บ้าง แต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มาใช้ชีวิตเองแบบนี้ รู้แบบนั้นเธอน่าจะศึกษาประวัติศาสตร์และตั้งใจอ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากกว่านี้

จะได้มีแนวทางเอาชีวิตรอดมากขึ้น เฮ้อ!….

ข้าวตังเดินมาถึงบ้านดินหลังหนึ่งที่ปรากฏในความทรงจำ มันคือบ้านที่เจ้าของร่างอาศัยอยู่ บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่มาก รอบบ้านมีแปลงผักและคอกไก่อยู่

ตอนนี้บ้านเงียบมาก เธอจึงคิดว่าพ่อกับแม่ของเจ้าของร่างน่าจะยังไม่กลับจากทำงานแปลงนา

“พี่! ไปไหนมา” จ้าวเยว่เทียนน้องชายของเจ้าของร่างวิ่งมาจากทางหลังบ้านเอ่ยขึ้น

“แล้วในมือพี่มันกระต่ายใช่ไหม! พี่ล่ากระต่ายได้หรอครับ” เด็กชายตาโตเมื่อเห็นกระต่าย

“เปล่าหรอก มีคนใจดีให้มาน่ะ” ข้าวตังยังไม่ชินกันการมีครอบครัวและน้องชายมากนัก เธอจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบดูห่างเหิน

“พี่เป็นอะไรหรือเปล่า โดนแกล้งอีกแล้วใช่ไหมพี่ซินอี๋แกล้งพี่อีกแล้วหรอ” จ้าวเยว่เทียนดูท่าจะเริ่มโมโหขึ้นมาเสียดื้อๆ

ข้าวตังได้ยินแบบนั้นก็เริ่มนึกและค้นความทรงจำที่กระจัดกระจายนั้นอีกครั้ง ก่อนเธอจะพบว่าเจ้าของร่างโดนผลักตกลำธารและหัวฟาดเข้ากับก้อนหินจนตายไป

อีกอย่างคนที่ทำดูเหมือนจะเป็นจ้าวซินอี๋คนนั้นจริงๆ ชิ อายุแค่สิบหกปีก็เริ่มฆ่าคนตายแล้ว เด็กสมัยนี้น่ากลัวขนาดนี้เลยหรอเนี่ย

“พี่เป็นอะไรหรือเปล่า หรือว่าโดนแกล้งจนกลายเป็นคนซื่อบื้อไปแล้ว”

“นายสิซื่อบื้อ เฮอะ!” ข้าวตังมองน้องชายตาเขม็ง

“แล้วนี่ตกลงว่าโดนแกล้งมาจริงๆ สินะ เฮ้อ!” เขาได้แต่ถอนหายใจ เมื่อรู้ว่ายังไงเราก็ไม่สามารถเอาผิดพี่ซินอี๋ได้ เนื่องจากเธอเป็นที่รักของคุณย่ามาก

“ฉันไม่ยอมแน่ ยังไงวันนี้ฉันก็ต้องทวงความเป็นธรรมให้ตัวเอง แต่รอพ่อกับแม่กลับมาก่อนเถอะ” ข้าวตังกัดฟันด้วยความโมโห

“……”

“อ่ะ! เอากระต่ายไปจัดการซะ” เธอโยนกระต่ายใส่มือน้องชายก่อนจะรีบเดินเข้าบ้านไปทันที

จ้าวเยว่เทียนรับกระต่ายมาถือไว้ด้วยตาเป็นประกาย เพราะเขาไม่ได้กินเนื้อมาครึ่งเดือนแล้ว

(ต่อไปขอแทนตัวนางเอกด้วยชื่อว่า จ้าวเยว่เล่อนะคะ)

2 ฟ้องแม่

จ้าวเยว่เล่อเดินเข้ามาในบ้านก็ตรงกลับไปยังห้องเล็กๆ ของตัวเองทันที ห้องของเจ้าของร่างนั้นเป็นห้องเล็กๆ ที่วางได้หนึ่งเตียงเดี่ยวขนาดพอดีตัว และอีกหนึ่งกล่องใส่เสื้อผ้าเท่านั้น

มันเล็กมากจนทำเอาเธอหายใจแทบไม่ออก

“ทั้งเล็กและอับชื้น หยากไย่และคราบความสกปรกเต็มไปหมด เฮ้อ อาบน้ำก่อนดีกว่าตอนนี้เสื้อผ้าเปียกมานานแล้วด้วย” จ้าวเยว่เล่อรีบเอาเสื้อผ้าและวิ่งออกจากบ้านตรงไปยังห้องน้ำที่อยู่ด้านหลังตัวบ้านเพื่ออาบน้ำ

ห้องน้ำที่มีกลิ่นเหม็นมันทำเอาเธอคนที่รักความสะอาดต้องยู่หน้า ต้องรีบกลั้นใจอาบให้มันเสร็จๆ ไปแล้วกลับห้อง

เมื่อมาถึงห้องเธอก็พึ่งรู้สึกเจ็บแผลที่หัว มันคือแผลที่โดนจ้าวซินอี๋ผลักตกลำธารแล้วหัวไปโขกกับก้อนหินเข้า

ความจริงมันน่าจะเจ็บและแผลใหญ่กว่านี้นะ แต่ตอนนี้เธอพบว่ามันไม่มีเลือกไหลออกมาเลยแค่รู้สึกเจ็บและตึงๆ เท่านั้น น่าแปลกจริงๆ

“ไม่ไหวแล้ว ต้องรีบจัดการห้องก่อนไม่อย่างนั้นนอนไม่หลับแน่”

หลังจากบ่นจบคำเธอก็ลงมือเก็บกวาดห้องทันที เธอยังไม่ได้ทำจริงจังเพราะด้วยพึ่งอาบน้ำมาไม่อยากสกปรกอีก

หลังจากห้องดูดีขึ้นมากจนพอให้นอนหลับได้ เธอก็เดินไปนั่งลงบนเตียงก่อนจะเริ่มทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างอีกครั้ง

“อะไรกัน ทำไมชื่อคนและชื่อหมู่บ้านชื่อเมืองหลายอย่างมันถึงคุ้นๆ จัง มันเหมือนกับ…นิยายเรื่องล่าสุดที่เธออ่านก่อนตายเลยนี่นา! ไม่จริงใช่ไหม คงไม่ใช่ว่าเธอทะลุมิติเข้ามาในนิยายหรอกใช่ไหมเนี่ย”

จ้าวเยว่เล่อ ชื่อนี้ตรงกับตัวประกอบไร้ค่าในนิยายเลย แล้วลู่เฟ่ยเทียนก็ตรงกับชื่อพระเอก จ้าวซินอี๋ก็นางอิจฉา ส่วนนางเอกก็เหอซูฮวา

“ใช่เลย มันต้องใช่แน่ๆ เธอทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องนั้นแน่เลย ทำยังไงดี แล้วดันมาเข้าร่างตัวประกอบด้วย ทำไมไม่ไปสวมร่างนางเอกล่ะ ซวยชะมัด!” จ้าวเยว่เล่อนั่งกุมขมับอยู่บนเตียง

ความจริงที่ดูเหมือนเธอไม่ค่อยตกใจกับเรื่องการตายแล้วมาสวมร่างคนแปลกหน้าแบบนี้นั้น ส่วนหนึ่งมันอาจจะมาจากการที่เธออ่านนิยายแนวนี้มาเยอะพอสมควร

ทำให้เธอมีภูมิคุ้มกันกับเรื่องแบบนี้เยอะมาก และอีกอย่างเลยชีวิตที่แล้วของเธอไม่ได้มีห่วงอะไร ไม่มีครอบครัวที่ต้องกังวล ไม่มีคนรักไม่เลี้ยงหมาแมว

พอได้มาสวมร่างจ้าวเยว่เล่อที่เป็นตัวประกอบใช้แล้วทิ้งแบบนี้แล้ว เธอยังรู้สึกว่ามันก็มีส่วนที่ดีเหมือนกัน

คือจ้าวเยว่เล่อมีครอบครัว เธอได้รับความรักและมีคนคอยห่วง

เพราะงั้นเธอได้ชีวิตใหม่แล้ว ก็คงต้องใช้ชีวิตใหม่นี้ให้ดีเท่านั้น

อีกอย่างตัวประกอบอย่างจ้าวเยว่เล่อนี้มีบทแค่สองตอนเท่านั้น และคงไม่ได้มีจุดจบที่ตายอย่างอนาถเหมือนตัวร้ายหรือตัวประกอบคนอื่น แค่เข้าไปเป็นตัวชี้นำพระเอกนางเอกให้หึงหวงกันเองก็เท่านั้น

ตามบทที่เธอพอจำได้ จ้าวเยว่เล่อตกหลุมรักลู่เฟ่ยเทียนในตอนที่โดนซินอี๋ผลักตกน้ำ มันคือเหตุการณ์ของวันนี้นั่นเอง ตามปกติแล้วจ้าวเยว่เล่อจะไม่ตายเพราะได้ลู่เฟ่ยเทียนช่วยไว้ และตกหลุมรักความใจดีของชายหนุ่มเข้าอย่างจังจนตามตอแย คอยเอาของไปให้และสุดท้ายจบลงที่สารภาพรัก

สุดท้ายก็โดนลู่เฟ่ยเทียนปฏิเสธกลับมาก จากนั้นบทของเธอก็หายไปเลยไม่ได้มีการกล่าวถึงอีก หรือเปล่านะ ก็เธออ่านยังไม่จบก็มาตายเสียก่อนนี่นา เสียดายจริงๆ

แต่ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว เธอดันซวยเข้ามาสวมร่างของจ้าวเยว่เล่อ เพราะงั้นถ้าเล่นตามบทให้มันจบๆ ไป หลังจากนั้นเธอก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามใจชอบแล้วใช่ไหม

เสียดายมากที่เธออ่านไม่จบ เธอได้อ่านนิยายแค่ยี่สิบตอนเท่านั้น ไม่ทันได้เข้าใจเนื้อเรื่องเลยว่าพระนางเขารักกันยังไง แต่ช่างเถอะ แค่เธอทำตามบทแล้วก็พยายามอยู่ห่างจากพระเอกนางเอกก็น่าจะพอ

“แค่หาของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไปให้และสารภาพรักก็จบ จากนั้นก็ปล่อยให้พระนางได้เล่นตามบทบาทของตัวเองต่อไปสินะ” คิดแล้วก็สบายใจ อย่างน้อยชีวิตนี้ก็ไม่ต้องกังวลอะไรมาก นอกจากเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ดูจะขัดสนไปบ้างเล็กน้อย

หลังจากเธอสลัดบทตัวประกอบออกไปได้แล้ว คงต้องรีบหาทางทำเงินและสร้างบ้านใหม่เสียที เพราะการต้องมาอุดอู้อยู่ในห้องเล็กแคบแบบนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ดีเลยสักนิด

อีกอย่างเลยคือเธอต้องหาทางทำให้ตัวเองได้เรียนหนังสือด้วย เจ้าของร่างเรียนจบแค่ชั้นประถมต้นเท่านั้นก็ต้องหยุดเรียน เพื่อส่งน้องชายของเธอให้ได้เรียนต่อ ยุคนี้ชายเป็นใหญ่อยู่แล้วด้วย

แต่ครอบครัวเธอถือว่าไม่ได้ลำเอียงมากนัก เพราะอย่างน้อยเจ้าของร่างก็ได้เรียนจบชั้นประถมต้น ทั้งที่เด็กผู้หญิงของหลายครอบครัวนั้นไม่มีโอกาสได้เรียนด้วยซ้ำ

“ฮัดชิ่ว! ฟืด… อะไรเนี่ยอย่าบอกนะว่าจะไม่สบายน่ะ” จ้าวเยว่เล่อยกมือขึ้นถูจมูกตัวเอง เธอเหมือนจะเป็นหวัดเสียแล้ว

ทางด้านจ้าวเยว่เทียนตอนนี้เด็กชายกำลังถอนขนกระต่ายอยู่ด้วยท่าทางชำนาญ มุมปากของเขายกยิ้มอยู่ตลอดเวลา และเหมือนว่าน้ำลายของเขากำลังไหลเมื่อมองไปยังกระต่ายที่อยู่ในมือ

“ทำอะไรอยู่น่ะลูก แล้วได้กระต่ายมาจากไหนกัน” จ้าวลี่ฉุนที่เดินกลับมาพร้อมภรรยากงเยว่จวนเอ่ยขึ้น เขามองกระต่ายที่อยู่ในมือลูกชายด้วยความสงสัย

“ลูกล่ามันได้หรอ” กงเยว่จวนเอ่ยถามด้วยความแปลกใจอีกคน

“เปล่าครับแม่ พี่สาวบอกว่ามีคนให้มาครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครให้มา” เด็กชายเอ่ยตอบโดยที่สายตาไม่ยอมละจากกระต่ายเลยสักนิด

“งั้นหรอ แล้วตอนนี้พี่สาวของลูกอยู่ไหนล่ะ”

“น่าจะอยู่ในห้องนะครับ อ้อแล้วเหมือนพี่สาวจะโดนพี่ซินอี๋รังแกมาอีกแล้ว”

กงเยว่จวนขมวดคิ้วยุ่งก่อนจะพยักหน้ารับรู้ และเดินเข้าไปในบ้าน เธอให้สามีไปอาบน้ำก่อน ส่วนตัวเองก็เดินตรงไปยังห้องนอนของลูกสาว

ก๊อกๆๆ

“เยว่เล่อ ออกมาคุยกับแม่หน่อยสิลูก”

“ค่ะแม่”

จ้าวเยว่เล่อที่กำลังนั่งเหม่อสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบออกไป

“แม่งั้นหรอ ต่อไปนี้เธอจะมีแม่แล้วใช่ไหม ทำยังไงดี ทำไมตื่นเต้นขนาดนี้ล่ะ” มือไม้ของเธออยู่ไม่นิ่งจับนู่นนี่มั่วไปหมด

หญิงสาวลุกขึ้นยืนก่อนจะเปิดประตูออกไป

ภาพแรกที่เธอเห็นคือหญิงวัยกลางคนที่มีสีหน้าเหนื่อยล้า แต่ใบหน้ากลับดูใจดีและอบอุ่น

เธอแอบน้ำตาซ้ำเมื่อรู้ว่าตัวเองจะมีครอบครัว

“เป็นอะไรไปลูก” มือที่หยาบกร้านของคนเป็นแม่ยกขึ้นลูบศีรษะลูกสาวด้วยความรัก

เมื่อจ้าวเยว่เล่อผู้ที่กลั้นน้ำตาอยู่ได้รับสัมผัสที่อบอุ่นนั้น น้ำตาของเธอพลันไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้

“ฮึก ฮื้อ… แม่”

“ลูกไม่เป็นอะไรนะ มานี่สิ” กงเยว่จวนสวมกอดลูกสาวและยกมือขึ้นลูบที่แผ่นหลังเล็กเพื่อปลอบโยน

จ้าวเยว่เล่อได้รับอ้อมกอดที่อบอุ่นก็ร้องไห้อยู่สักพัก เธอไม่รู้ว่ามันเป็นความรู้สึกของเธอเองหรือเป็นอิทธิพลของเจ้าของร่างคนก่อนด้วยกันแน่

หลังจากร้องไห้สักพักเธอก็รีบเช็ดน้ำตาตัวเอง กงเยว่จวนคนเป็นแม่ที่เห็นลูกสาวร้องไห้ก็ยิ่งเป็นห่วงมากขึ้น เธอจับมือลูกสาวไปนั่งที่ห้องโถงของบ้าน

“เด็กซินอี๋นั่นทำอะไรลูกบอกแม่ได้หรือเปล่า”

จ้าวเยว่เล่อได้ยินแบบนั้นก็ไม่คิดปิดบัง เธอเล่าทุกอย่างตามที่ได้รับความทรงจำของเจ้าของร่างคนก่อนมาให้แม่ฟังทั้งหมด

“เจ็บมากหรือเปล่า เอาหัวมาให้แม่ดูหน่อย”

“เจ็บมากเลยค่ะแม่ ตอนนี้ฉันปวดหัวมากแล้วเหมือนจะไม่สบายด้วยค่ะ” จ้าวเยว่เล่อฟ้องทุกอย่างและหันหลังให้แม่ดูแผลให้

กงเยว่จวนเห็นแผลที่ศีรษะลูกสาวก็โกรธมาก ทำไมถึงได้ใจร้ายกันขนาดนี้ และเธอยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นไปอีกเมื่อนึกได้ว่าเด็กคนนั้นต้องไม่ได้รับการลงโทษอะไร เนื่องจากซินอี๋เป็นที่รักของแม่สามี

จ้าวซินอี๋เป็นลูกสาวของลุงใหญ่หรือลูกชายคนโตของหลินฮุ่ยชิว อีกอย่างแม่ของซินอี๋ยังคลอดลูกชายออกมาถึงสองคนด้วย แบบนั้นความลำเอียงจึงยิ่งมากขึ้น

สามีของเธอเป็นลูกชายคนเล็กที่ได้รับความรักน้อยที่สุด ต้องทำทุกอย่างเพื่อคนอื่น โดยที่เธอผู้เป็นสะใภ้ได้แต่จำใจก้มหน้ายอมรับ

“แม่โทษนะลูก ที่แม่ช่วยอะไรลูกไม่ได้เลยสักอย่าง” น้ำเสียงที่สั่งเครือของกงเยว่จวนทำให้จ้าวเยว่เล่อไม่สบายใจ

“ไม่ใช่ความผิดของแม่หรอกนะคะ ฉันรู้ว่าแม่ลำบากแค่ไหนกับความลำเอียงของคุณย่า และความไม่เด็ดขาดของพ่อ”

พ่อของเจ้าของร่างเชื่อฟังแม่ของตนมากในระดับหนึ่ง หลายครั้งที่เจ้าของร่างคนก่อนโดนซินอี๋คนนั้นรังแก พ่อของเธอก็มักจะบอกแค่ว่าให้อยู่ห่างจากซินอี๋ แต่ไม่ได้ไปเอาเรื่องจากครอบครัวลุงใหญ่เลยสักครั้ง

“แม่…” กงเยว่จวนมองลูกสาวด้วยสายตาทุกข์ใจ

“แม่คะ ครั้งนี้มันรุนแรงมากจริงๆ และฉันจะไม่ยอมก้มหน้ายอมแพ้อีกต่อไปแล้ว วันนี้ฉันต้องได้รับความเป็นธรรม อย่างน้อยฉันก็ต้องได้รับเงินเป็นค่ารักษาจากครอบครัวลุงใหญ่ด้วย”

“นะ นี่ เยว่เล่อลูกจะทำอะไร พ่อของลูกต้องไม่ยอมแน่”

“แล้วยังไงคะ ฉันไม่ต้องการให้พ่อไปช่วยทวงความยุติธรรมอยู่แล้ว ฉันไม่สนใจหรอกค่ะ และพ่อกับแม่ก็ห้ามฉันไม่ได้ด้วย เพราะครั้งนี้ฉันเกือบตายแล้วนะคะ ยังไงก็ยอมไม่ได้ ถ้ายอมไปตลอดยัยซินอี๋นั่นก็ต้องได้ใจและตามรังควานไม่หยุดแน่”

กงเยว่จวนเห็นท่าทางจริงจังของลูกสาวก็ได้แต่ถอนหายใจและรู้สึกผิด เธอเป็นแม่ที่อ่อนแอไม่แม้แต่จะออกตัวปกป้องลูกตัวเองได้

“งั้นครั้งนี้แม่จะไปกับลูกเอง ตอนนี้พ่อของลูกไปอาบน้ำอยู่ เราไปตอนนี้เขาจะได้ห้ามเราไม่ได้”

จ้าวเยว่เล่อได้ยินแบบนั้นก็ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า

“นั่นแม่กับพี่จะไปไหนหรอครับ” จ้าวเยว่เทียนที่เห็นเข้าจึงร้องถาม

“ไปบ้านลุงใหญ่” จ้าวเยว่เล่อเอ่ยตอบน้องชายสั้นๆ ก่อนจะรีบจับมือแม่ตัวเองเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

จ้าวเยว่เทียนได้แต่ยกมือขึ้นเกาศีรษะตัวเองแกร๊กๆ อย่างมึนงง

3 รีดไถ

จ้าวเยว่เล่อเดินดุ่มๆ ตรงไปยังบ้านใหญ่ที่มีครอบครัวลุงใหญ่กับปู่ย่าอาศัยอยู่ บ้านอยู่ไม่ไกลกันมากนัก

เหล่าลูกหลานตระกูลเจ้านั้นสร้างบ้านอยู่ละแวกเดียวกัน บ้านของเราอยู่ท้ายสุด ตรงกลางเป็นบ้านลุงรอง

เมื่อมาถึงบ้านดินหลังคามุงด้วยกระเบื้องอย่างดีกงเยว่จวนก็เริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

“อ้าว เยว่จวน เยว่เล่อ มีอะไรหรือเปล่า” เสียงของลุงใหญ่ที่กำลังผ่าฟืนอยู่หน้าบ้านเอ่ยถามขึ้น

“มีแน่นอนค่ะ” เยว่เล่อไม่รอให้แม่ตอบ เพราะเธอรู้ว่าแม่ต้องไม่กล้าพูดอะไรแน่

“…..” จ้าวลี่หวางหรือลุงใหญ่เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

“เรื่องนี้เกี่ยวกับซินอี๋ลูกสาวของลุงใหญ่ค่ะ”

“ซินอี๋งั้นหรอ” จ้าวลี่หวางเริ่มรู้แล้วว่ามันควรจะเป็นเรื่องอะไรที่ทำให้สองแม่ลูกมีท่าทางโมโหขนาดนั้น

“ซินอี๋ ลูกออกมานี่เดี๋ยวนี้!” ลุงใหญ่ร้องเรียกลูกสาวเสียงแข็ง ท่าทางติดโมโหนั้นเกือบทำให้เธอเชื่อว่าลุงใหญ่กำลังโกรธซินอี๋จริงๆ

แต่เธอรู้ว่าการแสดงออกของลุงใหญ่นั้น ก็แค่การตบตาคนอื่นว่าเป็นคนดี ทุกครั้งที่ซินอี๋ทำผิดลุงใหญ่มักจะดุด่าเล็กน้อยแล้วบอกว่าจะสั่งสอนซินอี๋ก็เท่านั้น ไม่มีการลงโทษหรือขอโทษอะไรเลยสักครั้งเดียว

จ้าวซินอี๋เดินออกมาจากบ้านด้วยสีหน้ามึนงง ข้างหลังของเธอคือคุณย่าที่เดินตามออกมาติดๆ

“มีอะไรหรือเปล่าคะพ่อ”

“ลูกมีอะไร ทำไมต้องใช้น้ำเสียงแบบนั้นกับซินอี๋ด้วย พูดดีกว่านี้ไม่เป็นหรือไง” หลินฮุ่ยชิวดุลูกชายอย่าไม่จริงจังมากนัก ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นสะใภ้กับหลานสาวที่ไม่ค่อยชอบหน้า

“ซินอี๋ลูกไปทำอะไรเยว่เล่อเขาอีกแล้วล่ะ” จ้าวลี่หวางเอ่ยถามลูกสาวและเหลือบตามองเยว่เล่อเล็กน้อย

“ทำอะไรคะ หนูเปล่านะ ไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นแหละ” จ้าวซินอี๋รีบบอกปฏิเสธทันที ก่อนจะหันมองจ้องเยว่เล่อตาเขียว

“ไม่ได้ทำงั้นหรอ เธอยังกล้าโกหกได้หน้าตาเฉยมากนะ! เธอผลักฉันตกน้ำจนหัวฟาดกับก้อนหินเกือบตาย ยังกล้าบอกว่าไม่ได้ทำอีกงั้นหรอ! น่ารังเกียจชะมัด ชิ”

“เรื่องนี้ซินอี๋ทำเกินไปจริงๆ ฉันดูแผลที่ศีรษะเยว่เล่อแล้ว มันน่ากลัวมากยังไงพวกคุณก็ต้องทำโทษซินอี๋นะคะ ถ้าไม่จัดการสั่งสอนตั้งแต่ตอนนี้โตไปซินอี๋จะเสียคนเอาได้นะ”

กงเยว่จวนพูดปกป้องลูกสาวเป็นครั้งแรก แม้เธอจะกังวลมากแต่ก็รักและเป็นห่วงลูกสาวมากกว่า

“เกือบตายอะไร ทำไมยังมีแรงมาตะโกนปาวๆ อยู่ได้อีกล่ะ อย่ามาใส่ร้ายหลานของฉันหน่อยเลย” หลินฮุ่ยชิวรักซินอี๋ในระดับหนึ่ง แม้ไม่เท่าหลานชายแต่ก็ยังมากกว่าหลานสาวอย่างเยว่เล่อแน่นอน

“ใช่ ยังไงดูแล้วตอนนี้หนูเยว่เล่อก็ยังสบายดีอยู่ ไม่ได้บาดเจ็บมากขนาดนั้น อีกอย่างซินอี๋คงไม่ได้ตั้งใจหรอกใช่ไหมลูก” จ้าวลี่หวางพูดเข้าข้างลูกสาวตัวเอง

“ใช่ค่ะพ่อ ทำไมฉันต้องทำร้ายน้องเยว่เล่อด้วยล่ะคะ เราเป็นพี่น้องกันฉันไม่คิดทำแบบนั้นหรอกค่ะ” ซินอี๋ก้มหน้าตอบด้วยน้ำเสียงเศร้า

“แหม… พี่สาวพูดเหมือนที่ผ่านมาไม่เคยรังแกน้องสาวอย่างฉันเลยนะคะ ถ้าไม่เชื่อมาดูแผลที่ศีรษะของฉันก็ได้ ฉันเกือบตายแล้ว ยังไงเรื่องนี้ก็ต้องมีคนรับผิดชอบไม่อย่างนั้นฉันจะไปแจ้งทางการ ฉันคิดว่าอย่างน้อยทางการก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับฉันได้แน่ ลุงใหญ่ต้องการแบบนั้นหรอคะ”

จ้าวลี่หวางได้ยินแบบนั้นก็กำมือแน่นและมองเยว่เล่อกับกงเยว่จวนด้วยสายตาเหมือนต้องการบีบคอให้ตาย แต่เมื่อเขามองไปรอบๆ และเห็นว่าตอนนี้ชาวบ้านเริ่มมามุงดูกันเยอะขึ้นก็ต้องรีบปรับเปลี่ยนสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ

“แจ้งทางการอะไร อย่าทำเรื่องเล็กน้อยให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่เลย ยังไงเราก็คนกันเองทั้งนั้น” จ้าวลี่หวางเริ่มเกลี้ยกล่อม เขากลัวว่าเรื่องจะถึงทางการเพราะรู้ว่าเรื่องนี้ลูกสาวของตนเป็นคนทำแน่นอน

“ใช่ หล่อนสองแม่ลูกยังเห็นหัวย่าอย่างฉันอยู่ไหมหะ! ทำไมถึงต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย” หลินฮุ่ยชิวเริ่มไม่พอใจ

“น้องเยว่เล่ออย่าทำเรื่องให้มันลุกลามใหญ่โตเลยนะ ยังไงพี่คิดว่าคุณอาคงไม่อยากให้เรื่องมันวุ่นวายหรอก” จ้าวซินอี๋หมายถึงจ้าวลี่ฉุนพ่อของเยว่เล่อ

เพราะจ้าวลี่ฉุนนั้นเกรงใจแม่ของเขามาก และถ้าเขารู้ว่าเยว่เล่อมาทำเรื่องวุ่นวายที่บ้านใหญ่ล่ะก็ เขาต้องไม่พอใจแน่

กงเยว่จวนได้ยินแบบนั้นก็เริ่มลังเล เธอกลัวว่าถ้าสามีรู้ลูกสาวของเธอต้องโดนลงโทษ

“เกิดอะไรขึ้น!” เสียงของชายชราผู้เป็นใหญ่ของตระกูลจ้าว จ้าวลี่หยาง เขาเดินออกมาจากในบ้านด้วยสีหน้าดำทะมึน

ข้างหลังเป็นจูซินหรานภรรยาลุงใหญ่ที่ได้ยินเสียงจึงละมือจากการทำอาหารวิ่งตามออกมาดู

“คุณปู่มาก็ดีเหมือนกันค่ะ วันนี้หลานอย่างฉันขออกตัญญูหนึ่งวันแล้วกันนะคะ” จ้าวเยว่เล่อเอ่ยขออนุญาตก่อนจะเท้าเอวด้วยสองมือ

“วันนี้ฉันมาทวงความยุติธรรมให้กับตัวเอง จ้าวซินอี๋ผลักฉันตกน้ำจนหัวแตกเกือบไม่ฟื้นขึ้นมาดูโลกอีกครั้งแล้ว”

เมื่อได้ยินแบบนั้นจ้าวลี่หยางก็ขมวดคิ้วยุ่ง และมองหลานสาวคนโตอย่างจ้าวซินอี๋ด้วยสายตาเย็นชาจนชวนหนาวสั่น

“ถ้าไม่อยากให้ฉันแจ้งทางการ ก็จ่ายเงินค่าทำขวัญและค่ารักษาพยาบาลมาซะ ฉันไม่เรียกร้องมากเกินไปเพราะเห็นว่ายังไงก็เป็นคนในตระกูลเดียวกัน แค่50 หยวนก็พอค่ะ”

“อะไรนะ 50 หยวน! เธอจะบ้าหรอ เงินตั้งมากมายขนาดนั้นฉันไม่มีทางให้เธอหรอก! เยว่จวนเธอดูลูกสาวของเธอสิ หน้าเงินขนาดนี้ได้ยังไงเรื่องแค่เล็กน้อยแต่กลับโลภมากเรียกร้องเหมือนกำลังจะตายจริงๆ อย่างงั้นแหละ”

จูซินหรานได้ยินจำนวนเงินนั้นก็ถึงกับหน้าดำทะมึน เงินห้าสิบหยวนสามารถซื้อเนื้อได้ตั้งมากมาย มันเกือบเท่ากับเงินเดือนของคนงานในโรงงานเสียอีก

“เยว่เล่อ แม่ว่า…”

“แม่ไม่ต้องพูดอะไรแล้วค่ะ ยังไงฉันก็ไม่มีทางยอมอ่อนข้อให้ทั้งนั้น” จ้าวเยว่เล่อยกมือห้ามไม่ให้แม่พูดอะไรทั้งนั้น เพราะยังไงเธอก็ไม่ฟัง วันนี้ยังไงก็ต้องได้เงินกลับบ้านให้ได้

“คุณปู่ว่ายังไงคะ ลุงใหญ่ล่ะจะรับผิดชอบหรือเปล่า ถ้าไม่ก็รีบบอกฉันมาเถอะค่ะ ฉันจะได้รีบเดินทางเข้าเมืองไปแจ้งทางการต่อ ฉันไม่อยากเสียเวลา” ตอนนี้พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว

ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มซุบซิบกัน หลายคนต่างรู้และเชื่อว่าเรื่องที่เยว่เล่อพูดคือความจริง เพราะหลายครั้งมีคนเห็นซินอี๋หลอกใช้และกลั่นแกล้งเยว่เล่ออยู่บ้าง

แต่แม้พวกเขาจะเชื่อว่าเยว่เล่อพูดความจริง ก็ไม่มีใครออกหน้าช่วย อย่างมากก็แค่มารับชมความสนุกก็เท่านั้น ส่วนน้อยที่จะหาเรื่องใส่ตัว

“เอาล่ะ เจ้าใหญ่จ่ายเงินไปซะ เรื่องนี้จะได้จบเสียที” จ้าวลี่หยางเอ่ยบอกลูกชายคนโต ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านไปด้วยท่าทางอารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่นัก

“ได้ยังไงกัน เงินตั้งมากมายขนาดนั้นจะให้ไปง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไงกันคะ” จูซินหรานไม่พอใจพ่อสามีมาก

“ใช่ ฉันไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ฉันแค่ลื่นแล้วไปชนเยว่เล่อจนตกน้ำก็เท่านั้น ส่วนเรื่องที่เยว่เล่อบาดเจ็บมันก็เป็นเพราะความซวยของเธอเองต่างหาก”

จ้าวซินอี๋แก้ตัว แต่ดูเหมือนเธอจะโง่นิดหน่อย เพราะสิ่งที่เธอพูดออกมามันเหมือนเป็นการยอมรับว่าเธอทำจริงๆ

“จ่ายมาสิคะลุงใหญ่ คุณปู่พูดแล้ว ลุงใหญ่จะกล้าขัดคำสั่งคุณปู่หรอคะ” เยว่เล่อแบมือและกระดิกนิ้ว เธอรู้ว่าคุณปู่ของเจ้าของร่างนั้นมีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่บ้างเล็กน้อย และรักหน้าตาตัวเองเป็นอย่างมาก

เรื่องที่ซินอี๋แกล้งเจ้าของร่างคนก่อนมันเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว แต่เจ้าของร่างคนก่อนไม่เคยมาโวยวายแบบนี้ทุกอย่างจึงเงียบหายไป

พอเธอมาโวยวายจนหลายคนให้ความสนใจ คุณปู่คงไม่อยากโดนคนนินทา จึงบอกให้จ่ายเงินจบๆ ไป

“…..” ลุงใหญ่ยังเงียบเพราะไม่อยากเสียเงิน

“เอาไงล่ะจ้าวลี่หวาง นายจะจ่ายเงินหรือเปล่า พวกฉันอยากกลับไปพักผ่อนแล้วนะ รีบทำให้มันจบๆ ไปเถอะ”

“ใช่ ลูกสาวของนายทำผิดก็ต้องชดใช้น่ะถูกแล้ว”

เมื่อมีคนใจกล้าก็มักจะมีคนไหลตามเสมอ ชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็นต่างก็เร่งรัดจ้าวลี่หวางให้รับผิดชอบ

พวกเขาอยากจะเห็นคนเสแสร้งเก่งอย่างจ้าวลี่หวางเสียเงินมากจริงๆ

“อย่าให้มันมากไปหน่อยเลย นี่มันเรื่องในตระกูลจ้าว คนนอกอย่ายื่นมือเข้ามาสอด ถ้ายังอยากยุ่งไม่เข้าเรื่องอีกอย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจแล้วกัน” หลินฮุ่ยชิวยกมือที่เหี่ยวย่นและสั่นเทาจากความโกรธชี้หน้าชาวบ้านที่ปากมาก

แต่ดูเหมือนชาวบ้านเหล่านั้นจะไม่มีความกลัวอะไรเลยสักนิด

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...