โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

11 พฤษภาคม 1981: “บ๊อบ มาร์เลย์” ตำนานศิลปินเร็กเกชาวจาเมกา เสียชีวิต

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 พ.ค. 2567 เวลา 06.09 น. • เผยแพร่ 10 พ.ค. 2567 เวลา 13.08 น.
ภาพถ่ายของ บ๊อบ มาร์เลย์ ในปี 1976 (AFP PHOTO / HO)

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 1981 โรเบิร์ต เนสตา มาร์เลย์ (Robert Nesta Marley) หรือ บ๊อบ มาร์เลย์ ศิลปินดังชาวจาเมกาผู้ทำให้ดนตรีเร็กเกเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกได้เสียชีวิตลงระหว่างรับการรักษาโรคมะเร็งในไมอามี สหรัฐอเมริกา ขณะที่เขามีอายุได้เพียง 36 ปี

มาร์เลย์เกิดที่เมืองไนน์ไมล์ (Nine Miles) จาเมกา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1945 พ่อของเขา นอร์วัล ซินแคลร์ มาร์เลย์ (Norval Sinclair Marley) เป็นผู้ดูแลไร่ผิวขาว ขณะที่แม่ของเขา เซเดลลา มัลคอล์ม (Cedella Malcolm) เป็นหญิงผิวดำลูกสาวผู้นำท้องถิ่นในชนบท ชาติกำเนิดของเขาจึงถือเป็นผลผลิตจากโลกในคู่ขนาน

ในวัยเด็ก พ่อผู้ถูกตัดออกจากกองมรดกเนื่องจากแต่งงานกับหญิงผิวดำ และมิได้ใช้ชีวิตอยู่กับมาร์เลย์มากนักเคยลักพาตัวเขาไปปล่อยให้หญิงชรารายหนึ่งในเมืองคิงส์ตัน (Kingston) ดูแล จนกระทั่งคนรู้จักของครอบครัวมาเจอเขาโดยบังเอิญ และช่วยพาเขากลับบ้านที่ไนน์ไมล์

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น มาร์เลย์กลับมายังคิงส์ตันตะวันตก (West Kingston) อีกครั้ง โดยอาศัยอยู่ในชุมชนการเคหะภายใต้งบอุดหนุนของรัฐ ในย่านเทรนช์ทาวน์ (Trench Town) พื้นที่สลัมยากจนที่มักถูกเปรียบเทียบว่าเป็นแหล่งเน่าเสีย เขาและเพื่อนๆได้ร่วมกันตั้งวง “เดอะเวลเลอร์” (The Wailers) ขึ้นที่นี่ และเริ่มบันทึกเสียงในช่วงต้นทศวรรษที่ 60 ด้วยดนตรีแนวสกาของจาเมกา พร้อมกับนำเสนอเนื้อหาชีวิตของคนยากจนในย่านเสื่อมโทรมซึ่งถือเป็นการแสดงจุดยืนให้ว่า ศิลปินจาเมกาไม่จำเป็นต้องยึดแนวทางของผู้ให้ความบันเทิงต่างชาติ แต่ทุกคนสามารถเขียนเพลงจากวัตถุดิบใกล้ตัว รวมถึงเรื่องราวของชาวบ้านผู้ด้อยโอกาสในสลัมของอินเดียตะวันตก

พวกเขาพัฒนาดนตรีเร็กเกด้วยความช่วยเหลือจากลี เพอร์รี (Lee Perry) โปรดิวเซอร์ชาวจาเมกาผู้ริเริ่มดนตรีเร็กเก ก่อนเซ็นสัญญากับไอส์แลนด์ (Island Records) ค่ายเพลงระดับนานาชาติในปี 1972 และได้ออกอัลบัมเร็กเกชุดแรก “แคทช์อะไฟร์” (Catch a Fire) ด้วยดนตรีสำเนียงเร็กเกประสานดนตรีร็อกทำให้พวกเขาได้รับความนิยมไปทั่วโลก และทำให้บ๊อบ มาร์เลย์ สมาชิกผู้โดดเด่นของวงกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ ซึ่งนำไปสู่การแยกวงในช่วงต้นปี 1974

อีริก แคลปตัน นักกีตาร์ชื่อดังระดับโลกได้นำเพลง “ไอช็อทเดอะเชรีฟฟ์” (I Shot the Sheriff) ของเดอะเวลเลอร์ มาทำใหม่ในแบบของเขาในปี 1974 ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของมาร์เลย์โด่งดังขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันมาร์เลย์กลายเป็นผู้นำวงเวลเลอร์ที่ปราศจากสมาชิกดั้งเดิม (ปีเตอร์ ทอช [Peter Tosh], บันนี เวลเลอร์ [Bunny Wailer]) ก็สร้างผลงานออกมาอีกมากมายซึ่งล้วนได้รับความนิยม (เช่น No Woman No Cry, Exodus, Could You Be Loved, Redemption Song)

นอกจากนี้ มาร์เลย์ ยังเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เขาสามารถเอาชีวิตรอดจากการพยายามลอบสังหารด้วยเหตุผลทางการเมืองในปี 1976 ต่อมาในปี 1978 เขาพยายามผลักดันในการยุติสงครามการเมืองภายในของจาเมกา ด้วยการจัดคอนเสิร์ตเพื่อสันติภาพ “วันเลิฟ” (One Love) ในเดือนเมษายน ชื่อเสียงในฐานะผู้เคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองทำให้เขาได้รับเชิญไปร่วมแสดงในงานฉลองอิสรภาพของซิมบับเวในปี 1980

เดือนเมษายน 1981 รัฐบาลจาเมกาได้มอบเหรียญเกียรติยศให้กับมาร์เลย์ หลังจากนั้นเพียงหนึ่งเดือนเขาก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง แต่หลังความตายชื่อเสียงของเขายิ่งโด่งดังยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่ ในปี 1984 อัลบัมเลเจนด์ (Legend) ซึ่งรวบรวมผลงานของเขากลายเป็นอัลบัมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดด้วยยอดจำหน่ายเกินกว่า 20 ล้านชุดไปแล้ว (ตัวเลขปี 2004 จาก Forbes)

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ข้อมูลจาก :

Encyclopedia Britannica

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 พฤษภาคม 2561

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 11 พฤษภาคม 1981: “บ๊อบ มาร์เลย์” ตำนานศิลปินเร็กเกชาวจาเมกา เสียชีวิต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...