โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สุดท้ายแล้วเราอาจโตไป เป็นผู้ใหญ่ที่เราเกลียด” อนุรักษนิยมที่ฝังรากในสังคมไทยผ่าน ‘หยก’

The Momentum

อัพเดต 22 มิ.ย. 2566 เวลา 11.16 น. • เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2566 เวลา 11.14 น. • รุอร พรหมประสิทธิ์

เหตุการณ์ตลอดทั้งสัปดาห์มานี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์หนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจและเป็นเรื่องราวที่สำคัญคือเรื่องของ ‘หยก’ ธนลภย์ ผลัญชัย เยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นทางการเมือง เธอเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย ณ ขณะนี้

ชื่อของหยกถูกพูดถึงในวงกว้าง ตั้งแต่ตอนที่หยกออกมาเคลื่อนไหวจนกระทั่งถูกดำเนินคดี ทวิตเตอร์ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ #saveหยก ถูกหยิบยกมาพูดจนเป็นกระแสสังคม เมื่อเธอถูกโรงเรียนปฏิเสธและผลักไสโดยอ้างว่าเธอพ้นสภาพการนักเรียนจึงไม่สามารถเข้ามาเรียนเช่นดังเพื่อนๆ ได้

หลากความเห็นปะทุขึ้นในสังคม หลายบทสนทนากลับผลักการพิจารณาในมิติอื่นออกแล้วบอกแค่ว่าเป็นเพราะการกระทำของหยก ‘ก้าวร้าวเกินไป’ หรือกระทั่ง ‘สมควรแล้วที่ต้องโดนเช่นนี้’ และอื่นๆ อีกมากมาย

หรือ ‘ผู้ใหญ่’ กำลังใจร้ายเกินไปและรู้สึกสะใจจากการเด็กคนหนึ่งถูกรังแกจากระบบ มากไปถึงชวนพิจารณาว่าสิ่งที่หยกกำลังเผชิญขณะนี้เป็นภาพสะท้อนบางอย่างหรือไม่? หรือแท้จริงแล้ว ระบบอำนาจนิยมยังคงฝังรากลึกในสังคมไทย และทำงานอย่างมากในระดับความคิดและจิตใจ จนเราไม่เคยไปไหนได้ไกลเลย

ว่าด้วยปัญหาอำนาจนิยม สิทธิเนื้อตัวร่างกาย และสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน

‘ปัญหาอำนาจนิยม’ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นรอบรั้วสถานศึกษาเป็นสิ่งที่ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมาถูกพูดถึงและตั้งคำถามกันอย่างหนักหน่วง อาทิ การบังคับให้รับน้องด้วยวิธีโซตัส การรณรงค์ไม่เข้าพิธีพระราชทานปริญญาบัตรฯ การเสนอให้แต่งกายตามเพศสภาพโดยไม่ผิดกฎมหาวิทยาลัย ฯลฯ

ในรั้วโรงเรียนเอง การเคลื่อนไหวของเยาวชนหลายกลุ่มมีการตั้งคำถามทั้งในแง่ของระบบการและความเป็นอยู่ ในช่วงที่ผ่านมา เรามักเห็นเยาวชนจำนวนไม่น้อยเริ่มออกมาวิพากษ์ปัญหาและแสดงความเห็นเกี่ยวกับกฎระเบียบ เช่น การบังคับใส่ชุดนักเรียน การทำสีผมให้เป็นสีดำสนิท การห้ามแต่งหน้าหรือใส่เครื่องประดับ ฯลฯ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นปัญหาที่ต้องแก้และเชื่อว่าสามารถเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงได้ โดยอธิบายถึง ‘สิทธิเนื้อตัวร่างกาย’ ว่าการเป็นนักเรียนนั้น ถึงจะไม่ได้แต่งกายด้วยชุดนักเรียนอย่างเต็มยศ ทำสีผม แต่งหน้า ก็สามารถเป็นนักเรียนได้เช่นเดียวกัน เพราะสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นมิได้ส่งผลอันใดกับการเรียนเลยแม้แต่น้อย

ประเด็นสำคัญคือ ‘การยกเลิกบังคับใส่ชุดนักเรียน’ นั้นเป็นสิ่งที่ถกเถียงจากหลากหลายฝ่ายและหลายมุมมอง เสียงที่แตกต่างกันออกไปมีตั้งแต่ไม่สนับสนุนให้เลิกชุดนักเรียนเพราะชุดนักเรียนยังคงเป็นเครื่องหมายในการแยกระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ บางคนยังสนับสนุนให้บังคับใส่ชุดนักเรียนก็เพราะเป็นการเสริมสร้างความเท่าเทียม เพราะทุกคนจะได้ใส่ชุดเดียวกันด้วยสถานะที่เหมือนกัน เป็นการป้องกันการเกิดความเหลื่อมล้ำในสถานะทางสังคมในสถานศึกษา ส่วนอีกฝ่ายที่สนับสนุนให้ยกเลิกบังคับชุดนักเรียนนั้นกล่าวโต้ตอบว่าชุดนักเรียนเป็นเครื่องหมายของความไม่เท่าเทียมกันต่างหาก เพราะไม่ใช่ทุกครอบครัวจะมีสามารถจ่ายค่าเครื่องแบบนักเรียนได้ อีกทั้งชุดนักเรียนไทยยังมี ‘ความเรื่องมาก’ ในแง่ของอุปกรณ์เสียด้วยซ้ำ

อาจกล่าวได้ว่า ประเด็น ‘ชุดนักเรียน’ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเวลาพูดถึงการปะทะทางความคิดระหว่าง ‘คนรุ่นใหม่’ และ ‘คนรุ่นเก่า’

จากกรณี ‘หยก’ แสดงถึงความทับซ้อนระหว่างปัญหาอำนาจนิยมในสถานศึกษาที่กีดกันไม่ให้หยกได้เข้าเรียนตามสิทธิที่พึงทำได้ในฐานะเยาวชนซึ่งเป็นนักเรียนคนหนึ่ง ทตัวแสดงแทนไม่ได้มีแค่ ‘กฎระเบียบของโรงเรียน’ ดังหลายกรณีข้างต้นที่ยกตัวอย่างมาก หากแต่มีตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการฯ ครู ผู้ปกครอง มากไปถึง ‘ผู้ใหญ่’ คนอื่นๆ ในสังคมที่เห็นดีเห็นงามกับการที่ ‘เด็กก้าวร้าว’ คนหนึ่งถูกจำกัดสิทธิ และถัดมาคือปัญหาความไม่เข้าใจสิทธิเนื้อตัวร่างกาย ซส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิในอีกเรื่องที่ตามมา คือ หยกถูกละเมิดสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิทธิที่เป็นฐานแรกๆ ที่เยาวชนคนหนึ่งพึงได้รับเสียด้วยซ้ำ

อีกความน่าสนใจที่แอบพิลึกพิลั่นประการหนึ่งก็คือ กระทั่งคนรุ่นใหม่บางส่วนที่ออกตัวว่าต่อต้านอำนาจนิยม หากแต่ถึงคราวนี้พวกเขากลับเห็นด้วยกับการที่หยกถูกระบบทำร้ายและจำกัดสิทธิเช่นนี้ด้วยซ้ำ

นี่จึงเป็นสิ่งที่น่าสังเกตว่า ‘อำนาจนิยม’ เป็นความคิด ความเชื่อ และทัศนคติของ ‘คนรุ่นเก่า’ เท่านั้นหรือไม่ หรือ ‘คนรุ่นใหม’ ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นอนุรักษ์นืยมได้เหมือนกัน

เพราะเหตุใดสังคมไทยจึงเป็นภาพนี้?

ที่จริงการอธิบายถึงสภาวะลักลั่นระหว่าง ‘การเป็นคนรุ่นใหม่ที่สมาทานอนุรักษ์นิยม’ ดังกล่าวนั้นอาจไม่สามารถอธิบายหรือระบุได้อย่างตายตัวว่าด้วยสาเหตุอะไรจึงเกิดเป็นภาพนี้ขึ้นมา เพราะการเกิดขึ้นในแต่ละครั้งก็ต้องดูว่าเกิดขึ้นในประเด็นอะไร และบริบทแวดล้อมปรากฏการณ์นั้นเป็นแบบไหน

แต่สำหรับในเรื่องของ ‘หยก’ ดังที่กล่าวไปข้างต้น ผู้เขียนสังเคราะห์ออกมาได้ 3 ประการ ดังนี้

1

การติดหล่มวาทกรรม ‘อาวุโสนิยม’ ว่า ‘เด็ก’ ไม่ควรก้าวร้าวต่อ ‘ผู้ใหญ่’

ด้วยการแสดงออกทั้งวิธีพูด การกระทำ และการแสดงออกความคิดเห็นของหยกเองนั้นอาจ

เป็นไปในทางที่ค่อนข้างจะก้าวร้าว (aggressive) และมีลักษณะถอนรากถอนโคน (radical) สำหรับผู้เขียนเองมองว่าหยกเป็นเยาวชนที่กล้าหาญมาก แต่ถึงอย่างนั้นการแสดงออกในหลายครั้งก็อาจทำให้ ‘ผู้ใหญ่’ รู้สึกว่าเด็กไม่ควรแสดงออกอย่างชัดเจนด้วยอารมณ์รุนแรงเช่นนั้น

ซึ่งภาพนี้เราอาจไม่เห็นเมื่อพูดถึงเยาวชนคนอื่นๆ ที่เป็นนักกิจกรรม อาจด้วยเพราะสถานะของคนที่เหลือมักเป็น ‘นักศึกษา’ ในมหาวิทยาลัย หรือกระทั่งนักกิจกรรมคนอื่นที่เป็น ‘นักเรียน’ ส่วนใหญ่ก็มักจะมีข้อเรียกร้องหลักเกี่ยวกับระบบการศึกษาโดยกระทรวงศึกษาธิการฯ และมักขับเคลื่อนในนามกลุ่ม

แต่ ‘หยก’ เรียกได้ว่าเป็นเยาวชนที่ขับเคลื่อนในนามตัวเอง และพูดถึงเรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่อันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย บวกกับโทนของการแสดงออกที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้นหยกจึงกลายเป็นเป้านิ่งของการถูกโจมตีจากหลากหลายฝ่าย ไม่ใช่แค่ฝั่งเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย แต่รวมไปถึงผู้ที่ยังคงมีความคิดอนุรักษ์นิยมในรูปแบบอื่นๆ อีกด้วย

2

‘อนุรักษ์นิยม’ และ ‘อำนาจนิยม’ ที่ฝังรากลึกกับคนไทยมายาวนาน

เวลาเราพูดถึง ‘อนุรักษ์นิยม’ มากไปถึง ‘อำนาจนิยม’ หลายคนก็มักจะนึกถึงในแง่ของเศรษฐกิจและแนวทางการปกครองเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่จริงแล้วทั้งสองอย่างนี้มันมีการทำงานในหลายภาคส่วนมากกว่านั้น ถ้าให้อธิบายโดยสั้นอาจกล่าวได้ว่า ‘อนุรักษ์นิยม’ คือ แนวความคิดที่ชอบการปฏิรูปอะไรเดิมๆ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงอะไรอย่างกระทันหัน มักไม่เชื่อในเรื่องของการรื้อของเก่าทิ้งทั้งหมด หากแต่ถ้าจะต้องแก้ไขอะไรสักอย่างก็มักเป็นไปด้วยความละมุนละม่อมมากกว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน

‘อำนาจนิยม’ จึงเป็นส่วนสำคัญมากอย่างหนึ่งของความคิดแบบ ‘อนุรักษ์นิยม’ เพราะมันช่วยธำรงรักษาให้ทุกอย่างยังคงอยู่ได้เหมือนเดิมตามปกติ ขั้วอำนาจใดที่อยู่เหนือก็มีความพยายามที่จะอยู่เช่นนั้นไปเรื่อยๆ

ดังที่กล่าวมา ในกรณีของ ‘หยก’ มีความท้าทายกับอาวุโสและอำนาจนิยมหลายประการ ตั้งแต่การออกมาพูดเรียกร้องในประเด็นสถาบันกษัตริย์มาจนถึงสิทธิเนื้อตัวร่างกายจากการที่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปโรงเรียน และสุดท้ายคือการตั้งคำถามและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์จนถูกตราหน้าว่า เป็นเด็กที่ไม่ดี ก้าวร้าว ไม่เหมาะสมแก่การเป็นเยาวชนของชาติ

ภาพในทุกวันนี้จึงยิ่งแสดงออกและตอกย้ำให้เราได้เห็นว่าแท้จริงแล้วสังคมไทยยังคงติดหล่มกับอาวุโสนิยมและอำนาจนิยมอยู่มาก กล่าวคือ การที่สนับสนุนประชาธิปไตย หรือกระทั่งความก้าวหน้าในด้านอื่นๆ ไม่ได้เป็นการการันตีแต่อย่างใดว่าสังคมไทยก้าวพ้นอนุรักษ์นิยม และเรายังคงอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนเลย

3

สังคมไทยขาด ‘การตั้งคำถาม’ และ ‘ความคิดเชิงวิพากษ์’ (Critical Thinking)

สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากหากแต่สังคมไทยยังขาดทั้งสองอย่างอยู่พอสมควร อาจกล่าวได้ว่าเราเคยชินกับความ(ไม่)ปกติมานานจนมันกลายเป็นความปกติ การตั้งคำถามกับความอยุติธรรมกลายเป็นสิ่งที่ ‘woke’ จนดูเรื่องมาก

นี่จึงเป็นความน่าเสียดายที่ปฏิเสธอย่างเลี่ยงไม่ได้ว่าในแง่หนึ่งเรากำลังจะไปได้ไกลมากๆ จากการขับเคลื่อนและตั้งคำถามในประเด็นใหญ่ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ หากแต่ในแง่ของความคิด ทัศนคติ และการทำเหล่านี้เราไม่ได้ไปไกลจากความเชื่องทั้งหลายที่ระบบหล่อหลอมเรามาเสียด้วยซ้ำ

ความอันตรายอย่างมากหากเรายังไม่ตั้งคำถามกับความไม่ปกติเหล่านี้ คือ ในสักวันหนึ่ง ‘เราอาจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เราเกลียด’ เพียงเพราะเคยชินกับระบอบโครงสร้างต่างๆ ที่มีอยู่ และความอนุรักษ์นิยมบางประการที่ฝังรากในความคิดและทัศนคติ พ่วงไปด้วยการขาดการตั้งคำถาม นั่นจึงเป้นความอันตรายว่าหากวันหนึ่งเรามองความไม่ปกติให้ปกติ วันนั้นเราอาจไม่ต่างอะไรจาก ‘อีแก่’ ที่เราเคยวิจารณ์พวกเขาเหล่านั้นเอาไว้

สายลมแห่งการเปลี่ยนแแปลงพัดพาเข้ามาแล้ว และหวังว่าจะไม่พัดผ่านไปโดยไร้การเปลี่ยนแปลง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...