โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธุรกิจยางพารารอวันฟื้น "ไทยฮั้ว" ดันนิคมอุตฯเฟส 2 เจาะ 12 คลัสเตอร์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ก.ค. 2566 เวลา 09.43 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2566 เวลา 09.46 น.
หลักชัย กิตติพล

สัมภาษณ์พิเศษ

การส่งออกยางพาราภาพรวมหดตัวต่อเนื่อง 10 เดือนติดต่อกัน ล่าสุด เดือนพฤษภาคม 2566 หดตัว 37.2% รวมทั้ง 5 ตลาดหลักอย่าง “จีน มาเลเซีย สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้” ก็ลดลง แต่ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตยางพาราของโลก ผู้ประกอบการยังคงมีความมั่นใจ ว่าธุรกิจนี้ยังมีอนาคตและยังสามารถสร้างการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายหลักชัย กิตติพล” ประธานกิตติมศักดิ์ บริษัท ไทยฮั้ว ยางพารา จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการบริหาร นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง หรือรับเบอร์ซิตี้ ผู้ประกอบการระดับท็อป 5 วงการยางพาราเมืองไทย

ในฐานะบริษัทอันดับ 1 ใน 5 ผู้ผลิตและการส่งออกยางพาราป้อนตลาดโลก โดยบริษัทยังดำรงจุดมุ่งหมายในการนำไทยฮั้วยางพารา เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใน 2 ปีนับจากนี้

40 ปีในวงการยางพารา แตะล้านตัน/ปี

บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด เป็นบริษัทผู้ผลิตและส่งออกเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2521 ต่อมาในภายหลัง ปี 2539 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) สถานะปัจจุบันมีทุนจีนในนาม “กว๋างเขิ่นรับเบอร์กรุ๊ป” จากมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เข้าร่วมเป็นผู้ถือหุ้น

โดยไทยฮั้วเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการเพาะปลูก แปรรูป และค้าขายยางธรรมชาติใหญ่มาก 1 ใน 5 ในประเทศไทย มีโรงงานแปรรูปยางธรรมชาติทั่วไทย 23 โรงงาน กับอีก 1 โรงงานใน สปป.ลาว ทั้งยังมีสวนยางพาราในกัมพูชาอีก 1 แห่ง

“เรามีพื้นที่สวนยางพาราเกือบ 20,000 เฮกตาร์ นอกจากนี้มีบริษัทและสำนักงานในสิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ อินเดีย ดูไบ มีพนักงานเกือบ 4,000 คน จากการพัฒนาบริษัทมาโดยตลอดกว่า 40 ปี ไทยฮั้วยางพาราเริ่มต้นผลิตยางพาราไม่กี่ร้อยตันต่อปี ในโรงงานเล็ก ๆ จนกลายเป็นบริษัทที่มีปริมาณการผลิตยางพาราเกือบล้านตันต่อปี”

ธุรกิจไทยฮั้วเริ่มตั้งแต่การเพาะปลูกยางพารา การผลิตและแปรรูป ไปจนถึงการส่งออก มีผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ เช่น กลุ่มยางแท่ง กลุ่มยางคอมปาวนด์ กลุ่มยางแผ่นรมควัน กลุ่มน้ำยางข้น เป็นต้น และยังมีน้ำยางข้นยี่ห้อ “ต้นไม้สามต้น” ยางแท่ง STR20 รวมถึงยางแผ่นรมควันของไทยฮั้ว ซึ่งเป็นที่รู้จักในตลาดทั่วโลก

ปัจจุบันตลาดสำคัญของไทยฮั้วยังอยู่ในประเทศ “จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป” ลูกค้ารายใหญ่เป็นบริษัทผลิตยางรถยนต์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น กู๊ดเยียร์ มิชลิน คอนติเนนทอลเอจี พิเรลลี โยโกฮามารับเบอร์ ซูมิโตโม่คอร์ปอเรชั่น ฮันกุกไทร์ เป็นต้น

หลักชัย กิตติพล ไทยฮั้วยางพารา

ลุ้นส่งออกยางพาราไทย 5 หมื่นล้าน

“นายหลักชัย” กล่าวว่า สถานการณ์ราคายางพาราปัจุบันยังคงอยู่ในระดับต่ำ ราคายางที่มีการซื้อขายในตลาดโลก ในส่วนของยางแท่งเฉลี่ยที่ 50 บาท/กิโลกรัม ยางแผ่นดิบรมควันเฉลี่ย 50 บาท/กิโลกรัม น้ำยางข้นเฉลี่ย 35 บาท/กิโลกรัม ถ้าเทียบราคาช่วงเดียวกันของปีก่อนถือว่าลดลง แต่หากเทียบเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมาถือว่าราคายางนิ่งทรงตัว

อย่างไรก็ตาม แม้ประเมินความต้องการและราคายางพารายังทรงตัว แต่ก็ยังตั้งเป้ารายได้การส่งออกในปี 2566 ของไทยอยู่ที่ระดับตัวเลข 50,000 ล้านบาท

“การที่ราคายางทรงตัวต่ำแบบนี้ เป็นผลมาจากปัญหาสงครามที่เกิดขึ้น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ความต้องการลดลง โดยเฉพาะตลาดยุโรปและสหรัฐ เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ความต้องการส่วนใหญ่ไปอยู่ในเรื่องของกินของใช้ ดังนั้นในส่วนความต้องการสินค้าอื่นจึงลดลง

ซึ่งแตกต่างจากตลาดเอเชียที่ยังคงมีความต้องการใช้ยางอยู่ ส่วนการผลิตถุงมือยางก็ล้นตลาดเกินความต้องการไปมาก ดังนั้นราคายางตลาดโลกและในประเทศยังคงนิ่ง อาจจะต้องดูนโยบายรัฐบาลใหม่ ซึ่งก็คาดหวังว่าจะเป็นปัจจัยหนุนทำให้ตลาดดีขึ้น”

ในส่วนมาตรการดูแลเกษตรกรชาวสวนยางพารานั้น ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะใช้นโยบายประกันรายได้ต่อเนื่องหรือไม่ ตนมีความเชื่อว่ารัฐบาลที่มาจากประชาชน จะมีแนวทางหรือมาตรการเข้ามาช่วยเหลือดูแลเกษตรกรอยู่แล้ว จึงไม่น่ามีความกังวล ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลใหม่จะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด และต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร ผลักดันให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างทั่วถึง และเป็นประโยชน์กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

ทุ่ม 7,000 ล้านขยายนิคมเฟส 2

ส่วนความคืบหน้าโครงการนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง บนเนื้อที่ 2,200 ไร่ จ.ระยอง วงเงินลงทุน 5,000 ล้านบาท เป็นนิคมที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมยางพาราทั้งหมด ปัจจุบันเหลือพื้นที่ไม่มากแล้ว อยู่ระหว่างการขยายเฟสที่ 2 บนเนื้อที่ 2,000 ไร่ วงเงินลงทุน 7,000 ล้านบาท ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรมหลักชัย มีพื้นที่รวม 4,200 ไร่ เป็นไปตามแผนการลงทุน 5 ปี (2563-2567) ที่ตั้งเป้าหมายรองรับยางในประเทศได้กว่า 8 แสน-1 ล้านตัน

ทั้งนี้ การขยายหลักชัยเมืองยาง เฟส 2 รีโมเดลแผนธุรกิจให้รองรับการลงทุน 12 คลัสเตอร์ที่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล โดยไม่ได้เน้นกลุ่มยางพาราเพียงอย่างเดียว แต่เปิดกว้างรองรับอุตสาหกรรมทั่วไป รวมทั้งเน้นให้ความสำคัญเรื่องของ BCG, New S-Curve เพื่ออุตสาหกรรมมุ่งเป้าแห่งอนาคต มีการใช้พลังงานทดแทน เป็นต้น

“การขยายนิคมอุตฯ เฟส 2 ยังคงยึดทำเลพื้นที่เดิม ในอนาคตมีการขยายเฟส 3 อาจมองพื้นที่ทำเลอื่นเพื่อรองรับการลงทุนต่อไป ตอนนี้ยังคงให้ความสำคัญในพื้นที่เดิมที่เป็นส่วนต่อขยายก่อน โดยมีกลุ่มนักธุรกิจต่างประเทศให้ความสนใจ และเข้ามาดูพื้นที่เป็นจำนวนมาก เช่น นักลงทุนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ยุโรป หรือแม้กระทั่งจีนก็ให้ความสนใจมาลงทุนในนิคมอุตฯ หลักชัยของเรา”

ขณะเดียวกัน ไทยฮั้วยางพารา มองหาโอกาสขยายการลงทุนในต่างประเทศ ประเทศเป้าหมายที่มองไว้อยู่ในแอฟริกาและไอวอรีโคสต์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการผลิตยางพาราเป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากอันดับ 3 เวียดนาม, อันดับ 2 อินโดนีเซีย

และอันดับ 1 ยังคงเป็นประเทศไทย ที่มีการผลิตและส่งออกยางพารามากที่สุด ส่วนประเทศที่เข้าไปลงทุนอยู่แล้วคือ สปป.ลาว ตั้งโรงงานผลิตยางแท่ง ส่วนการลงทุนในกัมพูชา มีการปลูกยางพาราเช่นเดียวกับในลาว

กางแผนเข้าตลาดหุ้นอีก 2 ปี

แผนธุรกิจรวมถึงการนำไทยฮั้วยางพาราเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพียงแต่ขยับเวลาทำให้สำเร็จภายใน 2 ปีหน้า หรือภายในปี 2568 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการแต่งตัวและเตรียมความพร้อมบริษัทเพื่อให้เข้าเกณฑ์มาตรฐานสากล 100% เป้าหมายเพื่อระดมทุนขยายธุรกิจครบวงจร

ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (stakeholder) ทุกฝ่าย ซึ่งถือเป็น “หัวใจสำคัญที่เราดำเนินการ”

“เป้าหมายเข้าตลาดเราจะพยายามเข้าให้ได้ภายใน 2 ปีนี้ เพราะเรามองเห็นเป็นผลประโยชน์ร่วมที่จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย แน่นอนว่าเราก็ต้องศึกษาตัวอย่างเพราะที่ผ่านมามีบางบริษัทในกลุ่มธุรกิจยางพารา เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วไม่ประสบผลสำเร็จ เป็นกรณีศึกษาที่เรานำมาเตรียมความพร้อมตัวเองด้วย

ก่อนหน้านี้แผนเข้าตลาดเจอผลกระทบสถานการณ์โควิดจึงต้องชะลอออกไป 3 ปีเต็มในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับการเข้าตลาดหลักทรัพย์มีความเข้มงวดมากขึ้น จึงศึกษาหลักเกณฑ์ รายละเอียดให้ครบถ้วน เพื่อให้เข้าเงื่อนไขในการเข้าตลาดด้วย”

ฝากรัฐบาลใหม่ปั้นตลาดเทรดคาร์บอนเครดิต

อีกด้านหนึ่งเกี่ยวกับเทรนด์การซื้อขายยางพาราในตลาดโลก ที่มีการให้ความสำคัญกับการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ตามหลักที่ว่า พืชยางพาราเป็นพืชที่ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากที่สุด ทำให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสำคัญกับการซื้อขายหรือการเทรดคาร์บอนเครดิต โดยโรงงานในประเทศไทยของไทยฮั้วยางพาราให้ความสำคัญในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน

วิธีการได้นำแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG มาใช้ ติดตั้งแผงโซลาร์รูฟ (ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์) เพื่อประหยัดพลังงาน พร้อมทั้งขอรับการสนับสนุนการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เข้ามาพัฒนาและยกระดับโรงงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสร้างคาร์บอนเครดิต ซึ่งไทยฮั้วฯมีความร่วมมือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อผลักดันให้เกิดขึ้น

“การลงทุนในลาวของไทยฮั้วฯ นอกจากจะตั้งโรงงานผลิตและสร้างรายได้ยางพาราแล้ว เรายังสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ปีละ 1 ล้านกว่าบาท โดยดำเนินการเพื่อเตรียมการขายคาร์บอนเครดิตเมื่อ 5 ปีก่อน ศึกษาและพยายามหลายปี เพราะการซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีขั้นตอนและรายละเอียดเยอะ กว่าจะประสบความสำเร็จ เราเริ่มขายได้เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา”

ไทยฮั้วยางพารามีโนว์ฮาวแล้ว และพร้อมที่จะนำโมเดลการเทรดคาร์บอนเครดิตมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งมีหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง จึงคาดหวังว่าจะสามารถดำเนินการได้โดยเร็ว

เพราะการเทรดคาร์บอนเครดิตมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก จำเป็นจะต้องมีการประสานและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้นจึงอยากฝากรัฐบาลใหม่ออกมาตรการสนับสนุนอย่างจริงจัง เพราะประเทศไทยเป็นตลาดเทรดคาร์บอนเครดิตที่มีขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งในเอเชีย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...