โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จักมหาเศรษฐี Gen Y ญี่ปุ่น เจ้าของกิจการนายหน้าขาย ‘ธุรกิจไร้ผู้สืบทอด’

BrandThink

เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2566 เวลา 08.00 น.

ญี่ปุ่นไ่ม่ใช่ชาติที่เราจะได้ยินเรื่องความสำเร็จทางธุรกิจของนักธุรกิจหน้าใหม่ที่ทำ Startup เท่าไหร่ เพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะงักงันมานานแล้ว ธุรกิจใหม่จึงเกิดและโตยาก อีกทั้งค่านิยมของคนญี่ปุ่นก็เชื่อในการทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ เป็น ‘ซาลารีแมน’ เพราะมั่นคงมากกว่า ดังนั้น การจะมีมหาเศรษฐีหน้าใหม่อายุน้อยๆ เกิดขึ้นสักคนในญี่ปุ่นมันเลยเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสุดๆ

ล่าสุด Bloomberg ทำสกู๊ปพิเศษให้กับหนุ่ม Gen Y อายุ 32 ปีที่ชื่อ ชุนซากุ ซากามิ ผู้ถือหุ้น M&A Research Institute กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ และการขึ้นของหุ้นของบริษัทในตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็น่าจะทำให้เขากำลังจะเป็น ‘มหาเศรษฐี’ คนใหม่ของญี่ปุ่น

ก่อนหน้าจะกลายเป็นข่าว เขาคือ Startup ทั่วไป เป็นโปรแกรมเมอร์ เคยทำบริษัทเครื่องสำอางแนว Startup เชื่อ Alpaca ซึ่งขายไปแล้วในปี 2017 และเขาก็เอาทุนที่ขายบริษัทก้อนนั้นมาต่อยอดทำ M&A Research Institute ที่เป็นธุรกิจซึ่งกำลังจะส่งเขาขึ้นทำเนียบมหาเศรษฐีดังที่ว่า โดยธุรกิจของ M&A Research Institute คือการออกแบบวิธีแก้ปัญหาธุรกิจไร้ผู้สืบทอดในญี่ปุ่นด้วย AI

ถ้าใครรู้โครงสร้างเศรษฐกิจญี่ปุ่น ก็คงรู้ดีว่า ธุรกิจ SME เติบโตและแข็งแรงมาก มีธุรกิจขนาดกลางและเล็กเยอะ ซึ่งธุรกิจพวกนี้ โดยปกติก็สืบทอดมาหลายชั่วคนเป็นสิบปี หรือบางทีก็หลักร้อยปี

แต่ธุรกิจพวกนี้สุดท้ายก็ทยอยปิดตัวไป เพราะคนญี่ปุ่นรุ่นหลังๆ ถ้าไม่เชื่อในการทำงานบริษัทใหญ่ๆ ก็ไม่อยากสืบทอดธุรกิจครอบครัว ซึ่งทางรอดของบริษัทพวกนี้ก็คือการหาผู้สืบทอดหรือขายธุรกิจให้คนอื่นต่อ ซึ่งถ้าหาไม่ได้ ก็ต้องปิดกิจการไป ทั้งๆ ที่บางธุรกิจมันยังไปได้ดี แค่ไม่มีคนทำต่อ

ดังนั้นโมเดลธุรกิจของ ชุนซากุ ซากามิ ก็คือถ้ามี ‘นายหน้า’ คอยจับคู่ระหว่างคนอยากขายธุรกิจกับคนซื้อธุรกิจ การปิดกิจการอย่างน่าเสียดายพวกนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น

ซากามิบอกว่าเขาได้ไอเดียธุรกิจนี้มาจากการที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของปู่เขาไร้ผู้สืบทอดหลังปู่ตาย ซึ่งเขาก็รู้ว่าธุรกิจมันไปได้ดี แต่เขาก็ไม่อยากสืบทอด (ก็แน่สิ)

สุดท้ายก็ต้องปิดตัวไป และเขาเลยเอาเรื่องนี้มาเตือนใจตัวเองโดยเอาใบอนุญาตประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของปู่ที่ปิดตัวไปใส่กรอบติดข้างฝาที่บริษัทไว้ตลอด

แต่เดี๋ยวก่อน แค่ธุรกิจนายหน้า มันน่าจะมีคนทำอยู่แล้วหรือเปล่า?

ซากามิบอกว่าปัญหาของการขายกิจการอยู่ที่ต้นทุนการขายกิจการ ปกติจ้างนายหน้า ยังไงก็อาจต้องเสียค่าบริการเป็นหลายแสนหรือกระทั่งเป็นล้าน และเสียเวลาเป็นปี โดยที่บางนายหน้าปิดดีลไม่ได้ด้วยซ้ำ คือเสียเวลาไม่พอ เสียเงินฟรีด้วย คนเลยลังเล ซึ่งไอเดียธุรกิจของซากามิคือ เขาใช้ AI ในการช่วยกระบวนการต่างๆ ให้ปิดดีลได้ในครึ่งปี โดยถ้าปิดดีลไม่ได้ เขาจะไม่คิดค่าบริการ ส่วนถ้าปิดดีลได้ เขาก็คิดค่าบริการเป็นเปอร์เซ็นต์ของการปิดดีลเลยคือ 5 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถ้าธุรกิจไม่ใหญ่มาก ค่าบริการก็จะถูก และทั้งหมดเป็นไปได้เพราะกระบวนการทำหลายๆ อย่างโดยอัตโนมัติโดย AI

ถามว่าธุรกิจนี้มันเวิร์กจริงหรือ? เอาง่ายๆ คือเขาประเมินว่ามีบริษัทในญี่ปุ่นที่ขนาดกลางและเล็กที่น่าจะไร้ผู้สืบทอดรอการปิดกิจการเกิน 600,000 บริษัท ซึ่งธุรกิจเขาก็จะเน้นไปที่บริษัทที่รายได้ต่อปีประมาณ 120 ล้านบาท เพราะเป็นขนาดธุรกิจที่เล็กเกินกว่าที่คุ้มจะไปจ้างนายหน้าแบบเดิมๆ แต่ก็ใหญ่พอที่จะทำให้การปิดดีลจะทำกำไรได้บริษัทได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

ซึ่งธุรกิจจะเวิร์กหรือไม่? ตลาดหุ้นก็ดูจะตอบแล้วว่าธุรกิจดูจะไปรุ่งและจะทำให้ญี่ปุ่นได้มีมหาเศรษฐี Gen Y คนใหม่ที่รวยขึ้นมาด้วยฝีมือตัวเองจริงๆ ซึ่งมันหายากในญี่ปุ่นนั่นเอง

อ้างอิง

  • Insider. A Japanese millennial could soon be a billionaire after shares of his AI-powered matching service for companies surged nearly 50% this year. https://bit.ly/3WGC7zn
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...