จับสัญญาณลงทุนอสังหาฯ ยอดโอน-ขาย ชะลอตัว กูรูแนะพักก่อน ลงสนามเมื่อพร้อม
กูรู ชี้ตลาดอสังหาฯยังชะลอตัว ยอดโอน ยอดขาย ยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน แต่พ้นจากจุดต่ำสุดคือในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2568 มาแล้ว แนะพักก่อน ระหว่างรอให้กระจายพอร์ต รอจับสัญญาณฟื้นตัว แล้วลงสนามเมื่อพร้อม
สิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวในงานสัมมนา BAM SYMPOSIUM ครั้งที่ 1 : New Era of AMC 2025 “พลิกฟื้นสินทรัพย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ในหัวข้อ “ลงทุนอสังหาฯ ไปต่อหรือพอก่อน?” จัดโดย บมจ.บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ว่า
การจะรู้ว่าจะลงทุนอสังหาฯต่อ หรือควรพัก สิ่งที่ต้องทำคือการพิจารณาจากสภาพข้อเท็จจริงของตลาด โดยข้อมูลจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงจากกรมที่ดิน พบว่า หน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 196,000 หน่วย ลดลงราว 10% เมื่อเทียบกับช่วง 8 เดือนแรกของปี 2567 เป็นการลดลงทั้งอาคารชุดและที่อยู่อาศัยแนวราบ
ด้านมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 8 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการโอนอยู่ที่ 527,000 ล้านบาท ลดลงจากช่วง 8 เดือนแรกของปี 2567 ราว 13% เป็นการลดลงทั้งอาคารชุดและที่อยู่อาศัยแนวราบเช่นกัน
และหากเจาะลึกลงไปที่หน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยรวมทุกประเภท ทั่วประเทศ ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 จะพบว่าบ้านมือสองมีการโอนหน่วยกรรมสิทธิ์มากกว่าบ้านใหม่ โดยเฉพาะในช่วงราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทลงมา และหากเทียบกับตลาดปีที่แล้วว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นหรือลดลงจะพบอีกว่า มีการลดลงในภาพรวมที่ 10.6%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าบ้านที่สร้างใหม่ มีสัดส่วนการโอนที่น้อยกว่าบ้านมือสอง โดยบ้านใหม่มีสัดส่วนอยู่ที่ 34% ขณะที่บ้านมือสองมีสัดส่วนอยู่ที่ 66% ขณะที่เมื่อดูในเรื่องของมูลค่านั้น บ้านใหม่มีสัดส่วนอยู่ที่ 51% บ้านมือสองอยู่ที่ 49% โดยราคาบ้านใหม่กับบ้านมือสอง ในทำเลเดียวกันบ้านมือสองจะมีราคาต่ำกว่าบ้านใหม่ประมาณ 30-40% ดังนั้นในช่วงที่เศรษฐกิจเกิดการชะลอตัว คนส่วนใหญ่จึงให้ความสนใจบ้านมือสอง เพราะมีราคาถูกกว่า
หากประมาณการจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2568 จะมีการโอนอยู่ที่ 343,678 หน่วย ลดลงจากปี 2567 ที่มีการโอนอยู่ที่ 347,799 หน่วย ที่ 1.2% และในปี 2569 คาดว่าจะมีการโอนอยู่ที่ 343,433 หน่วย ลดลง 0.07%
หากประมาณการณ์ในด้านมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2568 มูลค่าการโอนจะอยู่ที่ 964,027 ล้านบาท ลดลง 1.7% จากปี 2567 ที่มีมูลค่าการโอนอยู่ที่ 980,648 ล้านบาท และในปี 2569 คาดว่ามูลค่าการโอนจะอยู่ที่ 963,553 ล้านบาท ลดลง 0.05% จากปี 2568 โดยทั้งตัวเลขปัจจุบันและการประมาณการต่างสะท้อนว่าในปี 2569 ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวนี้จะยังคงอยู่ และการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจะยังลดลงต่อเนื่อง โดยคาดว่าอาจจะลดลงต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ปี นับจากปี 2566 เป็นต้นมา
โดยในปี 2565 การโอนกรรมสิทธิ์มีตัวเลขเป็นบวกที่ 14.3% โดยเป็นผลมาจากแรงอั้นในช่วงการระบาดของโควิด 19 และมาตรการการโอนรวมถึงการผ่อนเกณฑ์ LTV ส่งผลให้ปี 2565 เป็นปีเดียวที่มีตัวเลขเป็นบวก
“ในปี 2568 แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวอย่างไร แต่เชื่อว่าการสนับสนุนทั้งมาตรการโอนและการผ่อนเกณฑ์ LTV จะทำให้ภาพของปี 2568 ยังทรงตัว แม้จะลดลงแต่ก็ไม่ได้ติดลบมากมาย ขณะที่ปี 2569 ก็มองไปในทิศทางเดียวกัน”
หากดูตัวเลขของที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ (New Supply) ทั่วประเทศ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 อยู่ที่ 28,884 หน่วย ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน กทม.-ปริมณฑล ในสัดส่วน 63% โดยเป็นบ้านจัดสรร 12,299 หน่วย อาคารชุด 16,585 หน่วย ลดลงในภาพรวม 49.4%
ในด้านมูลค่าที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ช่วงครึ่งแรกของปี 2568 อยู่ที่ 197,726 ล้านบาท โดยพื้นที่กทม.-ปริมณฑลมีสัดส่วนถึง 71% หรือ 149,288 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 108,063 ล้านบาท อาคารชุด 89,663 ล้านบาท ถือเป็นจุดต่ำสุดตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด 19 และหากมองในภาพใหญ่ตั้งแต่ปี 2567 จะเห็นว่าผู้ประกอบการมีการชะลอการสร้างที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องดีในภาวะตลาดปัจจุบันที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมีการชะลอตัว
เมื่อประมาณการหน่วยและมูลค่าของที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ทั่วประเทศ คาดว่าทั้งปี 2568 จะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จำนวน 74,544 หน่วย ลดลงจากปี 2567 ที่ 31.2% ในด้านมูลค่าจะอยู่ที่ 472,300 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ที่ 38.6% ขณะที่ปี 2569 คาดว่าทั้งปีจะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จำนวน 75,000 หน่วย เพิ่มจากปี 2568 ที่ 0.6% ในด้านมูลค่าจะอยู่ที่ 487,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2%
จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า กลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยต่ำกว่า 3 ล้านบาท เป็นกลุ่มมีโอกาสถูกปฏิเสธการให้สินเชื่อมากกว่า 50% ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยในช่วงราคานี้จะถูกนำกลับมาขายใหม่ ดังนั้นผู้ประกอบการก็จะมีการขยับเซกเมนต์ขึ้นไป ทำให้มูลค่าของการเปิดตัวโครงการใหม่นั้นเพิ่มขึ้น
ในด้านของหน่วยที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ (New Sales) ทั่วประเทศ ช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ก็ทำจุดต่ำสุด สะท้อนว่าแม้ผู้ประกอบการจะมีโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ลดลง แต่ภาวะการซื้อก็ลดลงตามไปด้วย โดย 6 เดือนแรกของปี 2568 ยอดขายอยู่ที่ 38,056 หน่วย เป็นบ้านจัดสรร 20,346 หน่วย อาคารชุด 17,710 หน่วย ลดลง 31.3% จากปี 2567
ด้านมูลค่าที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 207,632 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 120,479 ล้านบาท อาคารชุด 87,153 ล้านบาท ลดลง 29.1% จากปี 2567
และเมื่อลงลึกไปถึงหน่วยที่ขายได้ แยกเป็นระดับราคาต่าง ๆ เทียบระหว่างครึ่งหลังของปี 2567 กับครึ่งแรกของปี 2568 จะพบว่าหน่วยที่อยู่อาศัยที่ขายได้นั้นลดลงในทุกระดับราคา โดยเฉพาะในกลุ่มราคา 40 ล้านบาทขึ้นไปนั้นมีการลดลงถึง 51.5% ขณะที่กลุ่มต่ำกว่า 1 ล้านบาทนั้นก็ลดลงถึง 46.6%
ด้านที่อยู่อาศัยเหลือขาย (Remaining Supply) ทั้งแบบสร้างเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างสร้าง และยังไม่สร้าง ครอบคลุมทั่วประเทศ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จากการสำรวจพบว่า มีที่อยู่อาศัยเหลือขายอยู่ที่ 363,813 หน่วย เป็นบ้านจัดสรร 233,480 หน่วย อาคารชุด 130,333 หน่วย เพิ่มขึ้น 9.5% เมื่อเทียบกับครึ่งหลังของปี 2567 โดยถือเป็นปีที่มีที่อยู่อาศัยเหลือขายมากที่สุด (New High) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้ซื้อโดนปฏิเสธสินเชื่อ
ในด้านมูลค่าของที่อยู่อาศัยเหลือขาย ทุกสถานะของการก่อสร้าง ครอบคลุมทั่วประเทศในครึ่งแรกของปี 2568 นั้น มีมูลค่าอยู่ที่ 2,071,313 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 1,398,466 ล้านบาท อาคารชุด 672,847 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากปี 2567
ส่วนอัตราดูดซับต่อเดือน (Absorption Rate) ของที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ที่เป็นการนำยอดขายใหม่ในช่วง 6 เดือน มาดูดซับที่อยู่อาศัยที่เหลือขายในทุกสถานะช่วงครึ่งแรกของปี 2568 นั้น เมื่อแยกตามระดับราคา จะพบว่ามีการเพิ่มขึ้นในทุกระดับราคา โดยที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท และสูงกว่า 40 ล้านบาทมีอัตราเหลือขายมากที่สุด โดยในปี 2568 มีอัตราดูดซับอยู่ที่ 1.6% ต่อเดือน ลดลงจากปี 2567 ที่มีอัตราดูดซับที่ 2.4% ต่อเดือน โดยอัตราดูดซับนี้จะทำให้ยอดขายของที่อยู่อาศัยเหลือขาย ต้องใช้เวลาขายนานขึ้น จาก 36 เดือนเป็น 57 เดือน เท่ากับว่าตลาดตอนนี้ มีการโอนน้อยลง และยังขายหมดได้ช้าลงอีกด้วย
หากนับเฉพาะหน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขายแบบสร้างเสร็จแล้ว เทียบกับการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 แยกตามระดับราคา ก็ยังพบว่าหน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขายแบบสร้างเสร็จยังคงเพิ่มขึ้นในทุกระดับราคา โดยในภาพรวมเพิ่มขึ้น 21.9% อยู่ที่ 101,478 หน่วย ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2567 อยู่ที่ 83,280 หน่วย ด้านหน่วยโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะบ้านสร้างใหม่ลดลง 14.3% โดยอยู่ที่ 47,613 หน่วย เทียบกับครึ่งแรกของปี 2567 ที่ 55,580 หน่วย
“ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ผู้ประกอบการที่ยังมีหน่วยที่อยู่อาศัยพร้อมขาย ให้รีบจัดโปรโมชั่น เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดตรงนี้ให้ได้ และทำให้ไม่กลายเป็นภาระหนี้ โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กที่แม้จะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ก็ถือว่ามีความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะขาดสภาพคล่องได้”
ด้านหน่วยที่อยู่อาศัยประเภทบ้านมือสองพร้อมขายนั้น ในครึ่งแรกของปี 2567 อยู่ที่ 140,725 หน่วย ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2568 อยู่ที่ 189,382 หน่วย เพิ่มขึ้น 34.6% เป็นการเพิ่มจากการเกิด NPL และ NPA ที่สูงขึ้น ทำให้บ้านมือสองพร้อมขายนั้นเพิ่มขึ้น และเป็นการเพิ่มในทุกระดับราคา ยกเว้นบ้านมือสองระดับ 7.5-10 ล้านบาท และ 10 ล้านบาทขึ้นไป ถึงจะมี Supply ที่ลดลง
สำหรับการโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสองก็มีการลดลงเช่นกัน โดยอยู่ที่ 92,846 หน่วย ลดลง 8.6% จากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 101,637 หน่วย และเมื่อหา Absorption Rate ในภาพรวมเมื่อปี 2567 มีอัตราดูดซับอยู่ที่ 7% ขณะที่ปี 2568 อยู่ที่ 5.5% ระยะเวลาการขายเพิ่มขึ้นจาก 8 เดือนเป็น 12 เดือน
เมื่อดูข้อมูลตามดัชนีราคาบ้านจัดสรรที่อยู่ระหว่างการขาย ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล พบว่า ในไตรมาส 3 ปี 2568 มีการลดราคาทางอ้อม เช่น ในบ้านแบบเดิม ขนาดเท่าเดิม ในไตรมาสก่อนขาย 1 ล้านบาท ไตรมาส 3 ก็จะขาย 1 ล้านบาท แต่เพิ่มของแถมอื่น ๆ เข้าไป เช่น แถมแอร์ ให้ส่วนลดเงินสด ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน โดยภาพรวมยังถือว่าราคาบ้านจัดสรรยังอยู่ในภาวะทรงตัว โดยเฉพาะในกรุงเทพ ขณะที่บ้านจัดสรรในเขตปริมณฑลนั้นเริ่มมีสัญญาณการลดราคาลงแล้ว
ส่วนห้องชุดนั้น มีสัญญาณการลดราคาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการลดลงของชาวจีนที่มาซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทย แม้จะมีชาวต่างชาติเช่น ชาวเมียนมาร์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเข้ามาช่วยซื้อ ราคาคอนโดมิเนียมก็ยังปรับตัวลง ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง
สรุปสถานการณ์ปัจจุบัน
ตลาดที่อยู่อาศัย ทั้งยอดโอน ยอดขาย ยังไม่มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน แต่ถือว่าพ้นจากจุดต่ำสุดคือในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2568 มาแล้ว และสิ่งที่ชัดเจนคือที่อยู่อาศัยที่มีราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ถือเป็นตลาดของบ้านมือสอง ด้านสัดส่วนของหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ เป็นบ้านมือสอง 66% บ้านสร้างใหม่ 34% ในด้านมูลค่าบ้านมือสองอยู่ที่ 49% บ้านสร้างใหม่ 51% โดยราคาเฉลี่ยบ้านมือสองอยู่ที่ 2.01 ล้านบาท บ้านสร้างใหม่อยู่ที่ 3.99 ล้านบาท
“มองภาพของตลาดในปี 2568-2569 ในเรื่องของการโอนกรรมสิทธิ์นั้น ถือว่าไม่ดีทั้ง 2 ปี โดยคาดว่าจะชะลอตัวต่อไป ส่วน New Supply ที่ปีนี้ลดลงไป 31.2% ปีหน้าคาดว่าจะขยับขึ้นเล็กน้อย 0.6% เพราะเป็นการเติบโตขึ้นจากฐานที่ต่ำ”
หากมองปัจจัยสนับสนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ จะมี 4 เรื่องหลักคือ
- มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569
- ธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยในทุกระดับราคา โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569
- อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับลดลง โดย กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 3 ครั้งในปี 2568 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 30 เมษายน และ 13 สิงหาคม คงเหลือที่ 1.50% โดยครั้งที่ 4 คงอัตราดอกเบี้ยไว้
- รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน
ส่วนปัจจัยเสี่ยงนั้นมองว่ามี 3 เรื่องหลักคือ
- เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มชะลอลงจากช่วงครึ่งแรก จากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ซึ่งมีผลต่อรายได้ของธุรกิจและประชาชน
- ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายกลางและรายเล็กมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสูงขึ้น
- จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน ตามการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และปัญหาการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีผลกระทบต่อกำลังซื้อของชาวต่างชาติ
สิทธิเพ็ญ ให้ข้อสังเกตว่า การจะไปต่อในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ควรจะพิจารณาใน 5 ตัวชี้วัดสำคัญ คือ
- ความต้องการจะต้องมีการขยายตัว: เช่น ยอดโอน การเติบโตของยอดขาย ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มกลับมา
- การมี Supply ที่จำกัด: โครงการใหม่เลื่อนเปิดขาย จำนวน Remaining Supply หรือหน่วยเหลือขายลดลง
- ดอกเบี้ย หรือต้นทุนเงินกู้ต้องไม่สูงเกินไป: ทำให้ต้นทุนการถือครองต่ำ
- มีแนวโน้มของเศรษฐกิจขาขึ้น: เช่น การส่งออกเพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น การลงทุนของชาวต่างชาติดเพิ่มขึ้น
- มีอัตราผลตอบแทนสูง: เมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น ผู้เช่าเพิ่มขึ้น ปรับเพิ่มราคาค่าเช่าได้
ส่วนสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจต้องพักการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก่อน มี 6 เรื่องสำคัญคือ
- ยอดโอน/ยอดขาย: หดตัวต่อเรื่อง ยังไม่ฟื้น
- อัตราดูดซับ (Absorption rate): ลดลงต่อเนื่อง
- โครงการเปิดขาย/อยู่ระหว่างขาย: มีจำนวนมากเกินไป (Supply ล้น)
- ดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น: ต้นทุนผู้ซื้อและนักลงทุนเพิ่ม
- แนวโน้มเศรษฐกิจขาลง: เช่น ส่งออกลดลง นักท่องเที่ยวลดลง การลงทุนของชาวต่างชาติลดลง
- อัตราผลตอบแทนต่ำ: เมื่อเทียบกับการลงทุนสินทรัพย์ประเภทอื่น มีผู้เช่าลดลง ราคาค่าเช่าลดลงเพราะการแข่งขันสูง
“จากข้อมูลและสัญญาณทั้งหมด บ่งชี้ว่าควรพักการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก่อน แล้วให้รอสัญญาณฟื้นตัว เช่น ยอดโอนกลับมาโตต่อเนื่อง 2 ไตรมาสขึ้นไป แล้วค่อยกลับเข้าไปในตลาด ระหว่างนั้นให้ลดความเสี่ยงด้วยการกระจายพอร์ต อย่ากระจุกการลงทุนในที่เดียว และให้ติดตามตัวชี้วัดตลาดอย่างต่อเนื่อง อย่าใช้แค่ความรู้สึก ให้เก็บเงินสดรอ เพื่อให้พร้อมลงสนามเมื่อมีจังหวะเหมาะสม”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
- ผู้ว่าธปท. ชี้ AMC คือ ‘จิ๊กซอว์สำคัญ’ เร่งขยายบทบาทดูดซับ NPL สู้ปัญหาหนี้ครัวเรือน
- ดร.รักษ์ มอง 90 AMC ไทย ไม่ใช่คู่แข่งแต่คือพันธมิตร จับมือสู้หนี้เสีย 2 ล้านล้านบาท
- “เครดิตบูโร” แนะเร่งสร้างวัฒนธรรมเครดิตดี ก่อนเดินหน้าสู่ Risk-Based Pricing
- BAM เปิดงานใหญ่ BAM SYMPOSIUM : New Era of AMC 2025 เวทีประวัติศาสตร์ของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ไทย สู่ยุคใหม่แห่งการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ
- 5 กูรู AMC ผนึกกำลังปลุกชีพเศรษฐกิจไทย ด้วยยุทธศาสตร์ "เปลี่ยนหนี้เสียเป็นหนี้ดี"
- "NCB” แนะเร่งสร้างวัฒนธรรมเครดิตดี ก่อนเดินหน้าสู่ Risk-Based Pricing
- “NPA” ขุมทรัพย์แห่งอนาคตอสังหาฯ ไทย บิ๊กเนม ชี้มือสองมาแรง คุ้มกว่าบ้านใหม่-ผลตอบแทนพุ่ง 29%