โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับสัญญาณลงทุนอสังหาฯ ยอดโอน-ขาย ชะลอตัว กูรูแนะพักก่อน ลงสนามเมื่อพร้อม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 29 ต.ค. 2568 เวลา 10.08 น. • เผยแพร่ 28 ต.ค. 2568 เวลา 14.37 น.

กูรู ชี้ตลาดอสังหาฯยังชะลอตัว ยอดโอน ยอดขาย ยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน แต่พ้นจากจุดต่ำสุดคือในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2568 มาแล้ว แนะพักก่อน ระหว่างรอให้กระจายพอร์ต รอจับสัญญาณฟื้นตัว แล้วลงสนามเมื่อพร้อม

สิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวในงานสัมมนา BAM SYMPOSIUM ครั้งที่ 1 : New Era of AMC 2025 “พลิกฟื้นสินทรัพย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ในหัวข้อ “ลงทุนอสังหาฯ ไปต่อหรือพอก่อน?” จัดโดย บมจ.บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ว่า

การจะรู้ว่าจะลงทุนอสังหาฯต่อ หรือควรพัก สิ่งที่ต้องทำคือการพิจารณาจากสภาพข้อเท็จจริงของตลาด โดยข้อมูลจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงจากกรมที่ดิน พบว่า หน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 196,000 หน่วย ลดลงราว 10% เมื่อเทียบกับช่วง 8 เดือนแรกของปี 2567 เป็นการลดลงทั้งอาคารชุดและที่อยู่อาศัยแนวราบ

ด้านมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 8 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการโอนอยู่ที่ 527,000 ล้านบาท ลดลงจากช่วง 8 เดือนแรกของปี 2567 ราว 13% เป็นการลดลงทั้งอาคารชุดและที่อยู่อาศัยแนวราบเช่นกัน

และหากเจาะลึกลงไปที่หน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยรวมทุกประเภท ทั่วประเทศ ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 จะพบว่าบ้านมือสองมีการโอนหน่วยกรรมสิทธิ์มากกว่าบ้านใหม่ โดยเฉพาะในช่วงราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทลงมา และหากเทียบกับตลาดปีที่แล้วว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นหรือลดลงจะพบอีกว่า มีการลดลงในภาพรวมที่ 10.6%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าบ้านที่สร้างใหม่ มีสัดส่วนการโอนที่น้อยกว่าบ้านมือสอง โดยบ้านใหม่มีสัดส่วนอยู่ที่ 34% ขณะที่บ้านมือสองมีสัดส่วนอยู่ที่ 66% ขณะที่เมื่อดูในเรื่องของมูลค่านั้น บ้านใหม่มีสัดส่วนอยู่ที่ 51% บ้านมือสองอยู่ที่ 49% โดยราคาบ้านใหม่กับบ้านมือสอง ในทำเลเดียวกันบ้านมือสองจะมีราคาต่ำกว่าบ้านใหม่ประมาณ 30-40% ดังนั้นในช่วงที่เศรษฐกิจเกิดการชะลอตัว คนส่วนใหญ่จึงให้ความสนใจบ้านมือสอง เพราะมีราคาถูกกว่า

หากประมาณการจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2568 จะมีการโอนอยู่ที่ 343,678 หน่วย ลดลงจากปี 2567 ที่มีการโอนอยู่ที่ 347,799 หน่วย ที่ 1.2% และในปี 2569 คาดว่าจะมีการโอนอยู่ที่ 343,433 หน่วย ลดลง 0.07%

หากประมาณการณ์ในด้านมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2568 มูลค่าการโอนจะอยู่ที่ 964,027 ล้านบาท ลดลง 1.7% จากปี 2567 ที่มีมูลค่าการโอนอยู่ที่ 980,648 ล้านบาท และในปี 2569 คาดว่ามูลค่าการโอนจะอยู่ที่ 963,553 ล้านบาท ลดลง 0.05% จากปี 2568 โดยทั้งตัวเลขปัจจุบันและการประมาณการต่างสะท้อนว่าในปี 2569 ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวนี้จะยังคงอยู่ และการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจะยังลดลงต่อเนื่อง โดยคาดว่าอาจจะลดลงต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ปี นับจากปี 2566 เป็นต้นมา

โดยในปี 2565 การโอนกรรมสิทธิ์มีตัวเลขเป็นบวกที่ 14.3% โดยเป็นผลมาจากแรงอั้นในช่วงการระบาดของโควิด 19 และมาตรการการโอนรวมถึงการผ่อนเกณฑ์ LTV ส่งผลให้ปี 2565 เป็นปีเดียวที่มีตัวเลขเป็นบวก

“ในปี 2568 แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวอย่างไร แต่เชื่อว่าการสนับสนุนทั้งมาตรการโอนและการผ่อนเกณฑ์ LTV จะทำให้ภาพของปี 2568 ยังทรงตัว แม้จะลดลงแต่ก็ไม่ได้ติดลบมากมาย ขณะที่ปี 2569 ก็มองไปในทิศทางเดียวกัน”

หากดูตัวเลขของที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ (New Supply) ทั่วประเทศ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 อยู่ที่ 28,884 หน่วย ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน กทม.-ปริมณฑล ในสัดส่วน 63% โดยเป็นบ้านจัดสรร 12,299 หน่วย อาคารชุด 16,585 หน่วย ลดลงในภาพรวม 49.4%

ในด้านมูลค่าที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ช่วงครึ่งแรกของปี 2568 อยู่ที่ 197,726 ล้านบาท โดยพื้นที่กทม.-ปริมณฑลมีสัดส่วนถึง 71% หรือ 149,288 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 108,063 ล้านบาท อาคารชุด 89,663 ล้านบาท ถือเป็นจุดต่ำสุดตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด 19 และหากมองในภาพใหญ่ตั้งแต่ปี 2567 จะเห็นว่าผู้ประกอบการมีการชะลอการสร้างที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องดีในภาวะตลาดปัจจุบันที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมีการชะลอตัว

เมื่อประมาณการหน่วยและมูลค่าของที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ทั่วประเทศ คาดว่าทั้งปี 2568 จะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จำนวน 74,544 หน่วย ลดลงจากปี 2567 ที่ 31.2% ในด้านมูลค่าจะอยู่ที่ 472,300 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ที่ 38.6% ขณะที่ปี 2569 คาดว่าทั้งปีจะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จำนวน 75,000 หน่วย เพิ่มจากปี 2568 ที่ 0.6% ในด้านมูลค่าจะอยู่ที่ 487,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2%

จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า กลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยต่ำกว่า 3 ล้านบาท เป็นกลุ่มมีโอกาสถูกปฏิเสธการให้สินเชื่อมากกว่า 50% ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยในช่วงราคานี้จะถูกนำกลับมาขายใหม่ ดังนั้นผู้ประกอบการก็จะมีการขยับเซกเมนต์ขึ้นไป ทำให้มูลค่าของการเปิดตัวโครงการใหม่นั้นเพิ่มขึ้น

ในด้านของหน่วยที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ (New Sales) ทั่วประเทศ ช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ก็ทำจุดต่ำสุด สะท้อนว่าแม้ผู้ประกอบการจะมีโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ลดลง แต่ภาวะการซื้อก็ลดลงตามไปด้วย โดย 6 เดือนแรกของปี 2568 ยอดขายอยู่ที่ 38,056 หน่วย เป็นบ้านจัดสรร 20,346 หน่วย อาคารชุด 17,710 หน่วย ลดลง 31.3% จากปี 2567

ด้านมูลค่าที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 207,632 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 120,479 ล้านบาท อาคารชุด 87,153 ล้านบาท ลดลง 29.1% จากปี 2567

และเมื่อลงลึกไปถึงหน่วยที่ขายได้ แยกเป็นระดับราคาต่าง ๆ เทียบระหว่างครึ่งหลังของปี 2567 กับครึ่งแรกของปี 2568 จะพบว่าหน่วยที่อยู่อาศัยที่ขายได้นั้นลดลงในทุกระดับราคา โดยเฉพาะในกลุ่มราคา 40 ล้านบาทขึ้นไปนั้นมีการลดลงถึง 51.5% ขณะที่กลุ่มต่ำกว่า 1 ล้านบาทนั้นก็ลดลงถึง 46.6%

ด้านที่อยู่อาศัยเหลือขาย (Remaining Supply) ทั้งแบบสร้างเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างสร้าง และยังไม่สร้าง ครอบคลุมทั่วประเทศ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จากการสำรวจพบว่า มีที่อยู่อาศัยเหลือขายอยู่ที่ 363,813 หน่วย เป็นบ้านจัดสรร 233,480 หน่วย อาคารชุด 130,333 หน่วย เพิ่มขึ้น 9.5% เมื่อเทียบกับครึ่งหลังของปี 2567 โดยถือเป็นปีที่มีที่อยู่อาศัยเหลือขายมากที่สุด (New High) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้ซื้อโดนปฏิเสธสินเชื่อ

ในด้านมูลค่าของที่อยู่อาศัยเหลือขาย ทุกสถานะของการก่อสร้าง ครอบคลุมทั่วประเทศในครึ่งแรกของปี 2568 นั้น มีมูลค่าอยู่ที่ 2,071,313 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 1,398,466 ล้านบาท อาคารชุด 672,847 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากปี 2567

ส่วนอัตราดูดซับต่อเดือน (Absorption Rate) ของที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ที่เป็นการนำยอดขายใหม่ในช่วง 6 เดือน มาดูดซับที่อยู่อาศัยที่เหลือขายในทุกสถานะช่วงครึ่งแรกของปี 2568 นั้น เมื่อแยกตามระดับราคา จะพบว่ามีการเพิ่มขึ้นในทุกระดับราคา โดยที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท และสูงกว่า 40 ล้านบาทมีอัตราเหลือขายมากที่สุด โดยในปี 2568 มีอัตราดูดซับอยู่ที่ 1.6% ต่อเดือน ลดลงจากปี 2567 ที่มีอัตราดูดซับที่ 2.4% ต่อเดือน โดยอัตราดูดซับนี้จะทำให้ยอดขายของที่อยู่อาศัยเหลือขาย ต้องใช้เวลาขายนานขึ้น จาก 36 เดือนเป็น 57 เดือน เท่ากับว่าตลาดตอนนี้ มีการโอนน้อยลง และยังขายหมดได้ช้าลงอีกด้วย

หากนับเฉพาะหน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขายแบบสร้างเสร็จแล้ว เทียบกับการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 แยกตามระดับราคา ก็ยังพบว่าหน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขายแบบสร้างเสร็จยังคงเพิ่มขึ้นในทุกระดับราคา โดยในภาพรวมเพิ่มขึ้น 21.9% อยู่ที่ 101,478 หน่วย ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2567 อยู่ที่ 83,280 หน่วย ด้านหน่วยโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะบ้านสร้างใหม่ลดลง 14.3% โดยอยู่ที่ 47,613 หน่วย เทียบกับครึ่งแรกของปี 2567 ที่ 55,580 หน่วย

“ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ผู้ประกอบการที่ยังมีหน่วยที่อยู่อาศัยพร้อมขาย ให้รีบจัดโปรโมชั่น เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดตรงนี้ให้ได้ และทำให้ไม่กลายเป็นภาระหนี้ โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กที่แม้จะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ก็ถือว่ามีความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะขาดสภาพคล่องได้”

ด้านหน่วยที่อยู่อาศัยประเภทบ้านมือสองพร้อมขายนั้น ในครึ่งแรกของปี 2567 อยู่ที่ 140,725 หน่วย ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2568 อยู่ที่ 189,382 หน่วย เพิ่มขึ้น 34.6% เป็นการเพิ่มจากการเกิด NPL และ NPA ที่สูงขึ้น ทำให้บ้านมือสองพร้อมขายนั้นเพิ่มขึ้น และเป็นการเพิ่มในทุกระดับราคา ยกเว้นบ้านมือสองระดับ 7.5-10 ล้านบาท และ 10 ล้านบาทขึ้นไป ถึงจะมี Supply ที่ลดลง

สำหรับการโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสองก็มีการลดลงเช่นกัน โดยอยู่ที่ 92,846 หน่วย ลดลง 8.6% จากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 101,637 หน่วย และเมื่อหา Absorption Rate ในภาพรวมเมื่อปี 2567 มีอัตราดูดซับอยู่ที่ 7% ขณะที่ปี 2568 อยู่ที่ 5.5% ระยะเวลาการขายเพิ่มขึ้นจาก 8 เดือนเป็น 12 เดือน

เมื่อดูข้อมูลตามดัชนีราคาบ้านจัดสรรที่อยู่ระหว่างการขาย ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล พบว่า ในไตรมาส 3 ปี 2568 มีการลดราคาทางอ้อม เช่น ในบ้านแบบเดิม ขนาดเท่าเดิม ในไตรมาสก่อนขาย 1 ล้านบาท ไตรมาส 3 ก็จะขาย 1 ล้านบาท แต่เพิ่มของแถมอื่น ๆ เข้าไป เช่น แถมแอร์ ให้ส่วนลดเงินสด ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน โดยภาพรวมยังถือว่าราคาบ้านจัดสรรยังอยู่ในภาวะทรงตัว โดยเฉพาะในกรุงเทพ ขณะที่บ้านจัดสรรในเขตปริมณฑลนั้นเริ่มมีสัญญาณการลดราคาลงแล้ว

ส่วนห้องชุดนั้น มีสัญญาณการลดราคาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการลดลงของชาวจีนที่มาซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทย แม้จะมีชาวต่างชาติเช่น ชาวเมียนมาร์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเข้ามาช่วยซื้อ ราคาคอนโดมิเนียมก็ยังปรับตัวลง ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง

สรุปสถานการณ์ปัจจุบัน

ตลาดที่อยู่อาศัย ทั้งยอดโอน ยอดขาย ยังไม่มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน แต่ถือว่าพ้นจากจุดต่ำสุดคือในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2568 มาแล้ว และสิ่งที่ชัดเจนคือที่อยู่อาศัยที่มีราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ถือเป็นตลาดของบ้านมือสอง ด้านสัดส่วนของหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ เป็นบ้านมือสอง 66% บ้านสร้างใหม่ 34% ในด้านมูลค่าบ้านมือสองอยู่ที่ 49% บ้านสร้างใหม่ 51% โดยราคาเฉลี่ยบ้านมือสองอยู่ที่ 2.01 ล้านบาท บ้านสร้างใหม่อยู่ที่ 3.99 ล้านบาท

“มองภาพของตลาดในปี 2568-2569 ในเรื่องของการโอนกรรมสิทธิ์นั้น ถือว่าไม่ดีทั้ง 2 ปี โดยคาดว่าจะชะลอตัวต่อไป ส่วน New Supply ที่ปีนี้ลดลงไป 31.2% ปีหน้าคาดว่าจะขยับขึ้นเล็กน้อย 0.6% เพราะเป็นการเติบโตขึ้นจากฐานที่ต่ำ”

หากมองปัจจัยสนับสนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ จะมี 4 เรื่องหลักคือ

  • มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยในทุกระดับราคา โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569
  • อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับลดลง โดย กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 3 ครั้งในปี 2568 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 30 เมษายน และ 13 สิงหาคม คงเหลือที่ 1.50% โดยครั้งที่ 4 คงอัตราดอกเบี้ยไว้
  • รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน

ส่วนปัจจัยเสี่ยงนั้นมองว่ามี 3 เรื่องหลักคือ

  • เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มชะลอลงจากช่วงครึ่งแรก จากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ซึ่งมีผลต่อรายได้ของธุรกิจและประชาชน
  • ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายกลางและรายเล็กมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสูงขึ้น
  • จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน ตามการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และปัญหาการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีผลกระทบต่อกำลังซื้อของชาวต่างชาติ

สิทธิเพ็ญ ให้ข้อสังเกตว่า การจะไปต่อในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ควรจะพิจารณาใน 5 ตัวชี้วัดสำคัญ คือ

  • ความต้องการจะต้องมีการขยายตัว: เช่น ยอดโอน การเติบโตของยอดขาย ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มกลับมา
  • การมี Supply ที่จำกัด: โครงการใหม่เลื่อนเปิดขาย จำนวน Remaining Supply หรือหน่วยเหลือขายลดลง
  • ดอกเบี้ย หรือต้นทุนเงินกู้ต้องไม่สูงเกินไป: ทำให้ต้นทุนการถือครองต่ำ
  • มีแนวโน้มของเศรษฐกิจขาขึ้น: เช่น การส่งออกเพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น การลงทุนของชาวต่างชาติดเพิ่มขึ้น
  • มีอัตราผลตอบแทนสูง: เมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น ผู้เช่าเพิ่มขึ้น ปรับเพิ่มราคาค่าเช่าได้

ส่วนสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจต้องพักการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก่อน มี 6 เรื่องสำคัญคือ

  • ยอดโอน/ยอดขาย: หดตัวต่อเรื่อง ยังไม่ฟื้น
  • อัตราดูดซับ (Absorption rate): ลดลงต่อเนื่อง
  • โครงการเปิดขาย/อยู่ระหว่างขาย: มีจำนวนมากเกินไป (Supply ล้น)
  • ดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น: ต้นทุนผู้ซื้อและนักลงทุนเพิ่ม
  • แนวโน้มเศรษฐกิจขาลง: เช่น ส่งออกลดลง นักท่องเที่ยวลดลง การลงทุนของชาวต่างชาติลดลง
  • อัตราผลตอบแทนต่ำ: เมื่อเทียบกับการลงทุนสินทรัพย์ประเภทอื่น มีผู้เช่าลดลง ราคาค่าเช่าลดลงเพราะการแข่งขันสูง

“จากข้อมูลและสัญญาณทั้งหมด บ่งชี้ว่าควรพักการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก่อน แล้วให้รอสัญญาณฟื้นตัว เช่น ยอดโอนกลับมาโตต่อเนื่อง 2 ไตรมาสขึ้นไป แล้วค่อยกลับเข้าไปในตลาด ระหว่างนั้นให้ลดความเสี่ยงด้วยการกระจายพอร์ต อย่ากระจุกการลงทุนในที่เดียว และให้ติดตามตัวชี้วัดตลาดอย่างต่อเนื่อง อย่าใช้แค่ความรู้สึก ให้เก็บเงินสดรอ เพื่อให้พร้อมลงสนามเมื่อมีจังหวะเหมาะสม”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...