โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

คดีมาตรา 112 ของตั้ม-จิรวัฒน์ กรณีแอดมินเพจ “คนกลมคนเหลี่ยม” วาดการ์ตูนล้อเลียน

iLaw

อัพเดต 15 ก.ย 2568 เวลา 12.11 น. • เผยแพร่ 10 ก.ย 2568 เวลา 07.12 น. • iLaw

11 กันยายน 2568 เวลา 9:00 น. ศาลอาญานัดตั้ม-จิรวัฒน์ ฟังคำพิพากษาคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมฯ ในคดีหมายเลขดำที่ อ. 306/2567 กรณีถูกกล่าวหาเป็นแอดมินเพจ “คนกลมคนเหลี่ยม” วาดการ์ตูนล้อเลียนจำนวน 4 โพสต์ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน 2565 เช่น โพสต์เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 เป็นภาพการ์ตูนคล้ายรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 สนทนากัน และอีกช่องเป็นภาพคล้ายรัชกาลที่ 9 เล็งปืนยิงออกไป ซึ่งอัยการเห็นว่า ทำให้ประชาชนทั่วไปที่พบเห็นโพสต์ดังกล่าวเข้าใจว่า รัชกาลที่ 9 เป็นผู้ลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8

คดีนี้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2565 ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ สมาชิกศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)เพื่อดำเนินคดีกับเพจเฟซบุ๊กชื่อ “คนกลมคนเหลี่ยม” จากการโพสต์ข้อความและรูปภาพที่เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ รวม 4 โพสต์ ในจำนวนนี้เข้าข่ายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ จำนวน 2 โพสต์

ด้าน ร.ต.อ.หญิงณัฐชยา วงศ์รุจิไพโรจน์ พนักงานสอบสวน บก.ปอท. ได้แจ้งข้อกล่าวหาและพฤติการณ์ มีรายละเอียดโดยสรุปว่า หลังได้รับการร้องทุกข์จากระพีพงษ์ให้ดำเนินคดีกับเพจเฟซบุ๊ก เจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนจนเชื่อว่าเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวมีตั้ม-จิรวัฒน์เป็นผู้ดูแล (Admin) โดยพบว่าบัญชีดังกล่าวเปิดมาตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2562 และได้ทำการโพสต์ข้อความและภาพตามที่ถูกกล่าวหา จำนวน 4 โพสต์ ดังนี้

1. การ์ตูนล้อคล้ายว่าเป็น ‘ธุรกิจครอบครัว’ เหมือนตระกูลชินวัตร

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2565 เวลาประมาณ 17.18 น. ได้โพสต์ข้อความว่า “ตัวการ์ตูนและเหตุการณ์ในเพจเป็นเพียงการสมมุติขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น (ฝากสมัครเป็นผู้สนับสนุนเพจด้วยนะครับ)” พร้อมลงรูปวาดการ์ตูนที่แบ่งเป็น 2 ช่อง ลักษณะแนวตั้ง จำนวน 1 ภาพ

ในช่องแรกเป็นตัวการ์ตูน 5 ตัว ตัวแรก (จากซ้ายมือ) มีใบหน้าคล้ายทักษิณ ชินวัตร, อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และมีการ์ตูนผู้หญิง 2 คนสวมใส่เสื้อเหลือง มีกล่องข้อความลักษณะเป็นคำพูดมีข้อความว่า “555 ส่งต่อกันเป็นทอดๆ ธุรกิจครอบครัว”

ช่องที่ 2 เป็นภาพตัวการ์ตูนคล้ายพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ตั้งแต่รัชกาลที่ 1-10 และตัวการ์ตูนเพศหญิง 2 คนทำท่าทางหมอบกราบอยู่ด้านข้าง

ผู้กล่าวหาเห็นว่า โพสต์ดังกล่าวเป็นการพูดและแสดงท่าทางเยาะเย้ยว่าพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ตั้งแต่รัชกาลที่ 1-10 เป็นธุรกิจครอบครัวส่งต่อกันเป็นทอดๆ เป็นการเปรียบเทียบและสื่อถึงการเมืองว่าคล้ายครอบครัวชินวัตร

ผู้กล่าวหาระบุว่า ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นการสืบราชสันตติวงศ์ (สืบราชสมบัติ) ที่ถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาล ทำให้เข้าใจได้ว่าการสืบราชสมบัติเป็นธุรกิจครอบครัวที่สืบทอดกันมาเป็นรุ่นสู่รุ่นเพื่อหาประโยชน์ของประเทศชาติให้แก่พวกพ้องของตนเอง เป็นการใส่ร้ายพระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า การสืบราชสมบัติเป็นธุรกิจครอบครัว ซึ่งเป็นเรื่องของการรักษาผลประโยชน์ของคนในครอบครัว โดยมุ่งหวังกำไรจากประเทศชาติและประชาชน เป็นการดูหมิ่นพระเกียรติและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทำให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติและถูกดูหมิ่น เจตนาทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ

2. การ์ตูนล้อคล้าย ร.9 ถก ร.8

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 เวลา 09.48 น. โพสต์ข้อความว่า “ไม่มีใครร้ายเท่าน้องเล็ก ตัวการ์ตูนเหตุการณ์ในเพจเป็นเพียงการสมมุติขึ้นเพื่อแสดงความบันเทิงเท่านั้น (ฝากสมัครเป็นผู้สนับสนุนด้วยนะครับ)” พร้อมลงรูปภาพวาดการ์ตูนที่แบ่งเป็น 3 ช่อง จำนวน 1 ภาพ

ในช่องแรก เป็นตัวการ์ตูนมีใบหน้าคล้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ช่องที่ 2 เป็นตัวการ์ตูนมีใบหน้าคล้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

และช่องที่ 3 เป็นตัวการ์ตูนที่มีใบหน้าคล้ายรัชกาลที่ 9 สวมเสื้อขาว ท่าทางยิงอาวุธปืน

ผู้กล่าวหาเห็นว่า เป็นการใส่ร้ายดูหมิ่นพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 รวมทั้งเป็นการบิดเบือนความจริง

3. การ์ตูนล้อคล้ายสื่อ ร.9 ในกรณีสวรรคต ร.8

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 เวลา 14.37 น. โพสต์ข้อความว่า “เล็กยิ่งพี่ทำมายยยยย ตัวการ์ตูนและเหตุการณ์ในเพจเป็นเพียงการสมมุติขึ้นเพื่อแสดงความบันเทิงเท่านั้น (ฝากสมัครเป็นผู้สนับสนุนด้วยนะครับ)” พร้อมลงรูปวาดการ์ตูนที่แบ่งเป็น 5 ช่อง จำนวน 1 ภาพ

ผู้กล่าวหาเห็นว่า ผู้โพสต์ต้องการสื่อถึงการ์ตูนที่มีใบหน้าคล้ายรัชกาลที่ 8 สนทนากับการ์ตูนที่มีใบหน้าคล้ายรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นการสร้างข้อมูลที่บิดเบือน ไม่ถูกต้อง เพื่อให้บุคคลที่พบเห็นเข้าใจว่าเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ 8 เกิดจากรัชกาลที่ 9

รวมทั้งในภาพช่องสุดท้ายมีการ์ตูนที่มีใบหน้าคล้าย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งเป็นบุคคลที่มักจะพูดถึงหรือกล่าวอ้างเรื่องราวเกี่ยวกับการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ซึ่งการโพสต์ดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายดูหมิ่นพระเกียรติของรัชกาลที่ 9 รวมทั้งเป็นการบิดเบือนความจริง

4. การ์ตูนล้อคล้ายเสียดสี ร.10

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 เวลา 07.08 น. โพสต์ข้อความว่า “เฝ้าไปนร้าาา ตัวการ์ตูนและเหตุการณ์ในเพจเป็นเพียงการสมมุติขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น (ฝากสมัครเป็นผู้สนับสนุนเพจด้วยนะครับ)” พร้อมลงรูปวาดการ์ตูนที่แบ่งเป็น 4 ช่อง จำนวน 1 ภาพ

ผู้กล่าวหาเห็นว่าผู้โพสต์ต้องการสื่อให้บุคคลที่พบเห็นเข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไม่มีความห่วงใยประชาชน ไม่มีความสนใจในกิจการบ้านเมืองใดๆ แต่กลับเที่ยวเล่น ณ ต่างประเทศเป็นการเสียดสี ต้องการด้อยค่าพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้พระองค์เสื่อมเสียพระเกียรติสักการะ

พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อกล่าวหาต่างกันไปในแต่ละโพสต์

โพสต์ที่ 1 และ 4 ถูกแจ้งข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” และ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง” ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)

ส่วนโพสต์ที่ 2 และ 3 ถูกแจ้งข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) “โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”

หลังรับทราบข้อกล่าวหา ตั้ม-จิรวัฒน์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและจะให้การเป็นหนังสือภายใน 30 วัน อีกทั้งไม่ประสงค์ลงลายมือชื่อในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาอีกด้วย

คดีนี้ถือเป็นคดีจากการแสดงออกและแสดงความเห็นทางการเมืองคดีที่ 2 ของตั้ม โดยเมื่อปี 2559 เขาเคยถูกดำเนินคดีจากกรณีร่วมในเหตุการณ์ฉีกบัตรออกเสียงประชามติ ที่หน่วยออกเสียงประชามติเขตบางนา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งต่อมาศาลพิพากษาจำคุกเขาและจำเลยอีก 2 รายในคดีนี้ คนละ 6 เดือน พร้อมทั้งปรับคนละ 6,000 บาท แต่ลดโทษเหลือจำคุกคนละ 4 เดือนปรับ 4,000 บาท เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ โดยให้รอลงอาญาโทษจำคุกไว้เป็นเวลา 1 ปี

ต่อมา 31 มกราคม 2567 พนักงานอัยการ สำนักอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 6 ได้ยื่นฟ้องตั้ม-จิรวัฒน์ ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1)(3)

บรรยายฟ้องโดยสรุประบุว่า จำเลยเป็นผู้ใช้งานเพจเฟซบุ๊กชื่อ “คนกลมคนเหลี่ยม” ได้โพสต์ข้อความและภาพตามลำดับเวลาในแต่ละโพสต์จนถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2565 ที่มีผู้แจ้งข้อกล่าวหาไว้ โดยข้อความและภาพการ์ตูนที่ปรากฏนั้นทำนองพาดพิงถึงกษัตริย์ รวม 4 โพสต์

อัยการระบุว่า โพสต์ทั้งสี่ข้อมูลเท็จและเป็นการกล่าวหา ใส่ความ โดย 2 โพสต์ มีเจตนาทำให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติ และอีก 2 โพสต์ มีเจตนาทำให้รัชกาลที่ 9 เสื่อมเสียพระเกียรติ

หลังรับทราบฟ้องของพนักงานอัยการแล้ว ตั้มได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยมีทนายความและนายประกันจากกองทุนราษฎรประสงค์ยื่นขอประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี เสนอวงเงินประกันจำนวน 90,000 บาท

ต่อมา เวลา 17.45 น. ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราว แต่ให้เพิ่มหลักทรัพย์ประกัน รวมเป็นจำนวน 200,000 บาท ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขการประกันใด ๆ และนัดพร้อมตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 1 กรกฎาคม 2567

กระบวนการสืบพยาน ศาลสั่งห้ามนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีเผยแพร่สู่สาธารณะ

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 ในนัดสืบพยานนัดแรก ศาลในห้องพิจารณาคดีที่ 805 ได้มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ด้วยข้อความว่า “ห้ามมิให้บุคคลใดนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต มิฉะนั้น ศาลจะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลต่อไป“

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่าตั้งแต่ช่วงปลายเดือน มีนาคม 2568 พบว่าในการพิจารณาคดีของศาลอาญา ได้เริ่มมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาในรายคดี โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา 112 และการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจ โดยระบุห้ามมิให้บุคคลใดนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

อย่างไรก็ตาม การห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณา และการจำกัดไม่ให้ประชาชนเข้าฟังการพิจารณา หากกระทำโดยไม่ระมัดระวัง อาจกลับกลายเป็นการหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบโดยสาธารณชน

ในสังคมที่ความยุติธรรมของศาลถูกตั้งคำถามมากขึ้น การเปิดเผยต่อสาธารณชนย่อมจะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นต่อศาลว่าจะพิจารณาไปด้วยความโปร่งใส (Transparency) และเป็นหัวใจของความชอบธรรม (Legitimacy) ในการใช้อำนาจรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...