เรือหนู 'ออกจากฝั่ง' ฝ่าคลื่น 4 เดือน เพื่อสี่ (หรือซี้?) ปี
บทความในประเทศ
เรือหนู ‘ออกจากฝั่ง’
ฝ่าคลื่น 4 เดือน
เพื่อสี่ (หรือซี้?) ปี
“เรือประเทศไทย” ภายใต้การนำของกัปตันหนู แล่นออกจากฝั่งเป็นที่เรียบร้อย
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา นับถอยหลัง 120 วันรัฐบาลหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล สู่การยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่
สำหรับศึกแถลงนโยบายรัฐบาลตลอด 2 วัน บรรยากาศผิดคาด
จากที่คิดว่าพรรคส้มโดยหลักการน่าจะเป็นฝ่ายค้ำ กลับกลายเป็นเดินเครื่องเต็มสูบ อภิปรายแบบดุดัน จนคนตามดูก็รู้สึกประหลาดใจชอบกล ว่าถ้าปัญหาเยอะขนาดนี้แล้วจะไปโหวตให้ทำไม
ส่วนฝ่ายแค้นอย่างเพื่อไทย ยกทัพรุ่นใหญ่รุ่นเล็ก เหยียบคันเร่งฝ่ายแค้นกันจนทะลุห้องเครื่อง รุมตีตั้งแต่ระดับ “ปาไข่ใส่” ไปจนกระทั่ง “สาดโคลน”
มีหรือค่ายสีน้ำเงินจะอยู่เฉย เพราะในประสบการณ์การเมืองที่ผ่านมาย่อมรู้ทางกันดีอยู่แล้ว เจอย้อนศรเจ็บจี๊ดไปหลายดอก
ไม่ว่าจะงัดหมอชลน่าน ศรีแก้ว ขึ้นกล่าวหา ไม่เว้นแม้แต่เรื่อง 30 บาท รักษาทุกที่ ก็เจอนายกฯ หนูลุกขึ้นสู้กลับ ยืนซัดกันชนิดไม่มีถอย แฉกลับว่ายุคเพื่อไทย สิทธิฟอกไตของคนไทยลดลง พร้อมประกาศทวงคืนกลับมาใน 2 เดือน
โดยรวม “รัฐมนตรีบ้านใหญ่สีน้ำเงิน” และ “รัฐมนตรีบ้านใหญ่ผู้สนับสนุน” ทั้งค่ายพรรคกล้าธรรม พลังประชารัฐ ไปจนถึงค่ายรวมไทยสร้างชาติ ก็ถือว่ารับมือกับขีปนาวุธที่ถูกปล่อยจากฝ่ายค้านและฝ่ายค้านผ่านมาด้วยดี แม้จะมีหลุดรอดมาให้ต้องไปตามล้างตามเช็ดกันอยู่บ้าง แต่ภาพรวมก็ดูคึกคักพร้อมทำงาน
ขณะที่ “รัฐมนตรีกลุ่มสายเทคโนแครต” ก็ได้รับเสียงตอบรับในทางบวกมากกว่าลบ ไม่ว่าจะเป็นการลุกขึ้นตอบของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รมว.พาณิชย์ ต่อข้อซักถามของ ส.ส.พรรคประชาชน โชว์แผนมาตรการกอบกู้เศรษฐกิจชายแดน ได้รับคำชมแม้แต่จากฝ่ายค้าน
หรือจะเป็น “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง กับการกำหนดแผนเบื้องต้น พยุงเศรษฐกิจระยะเวลา 4 เดือน ไม่ให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยดิ่งเหวมากกว่านี้ ก็อธิบายได้อย่างเห็นภาพ
ยังมี “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.ต่างประเทศ ที่เพิ่งโชว์ลีลาปกป้องเกียรติภูมิไทยฉบับนักการทูตประสบการณ์สูง ฟาด “กัมพูชา” แบบนิ่มๆ และสุภาพในเวทีโลกไปหมาดๆ
ขณะที่ท่าทีของรัฐบาลสีน้ำเงินกับพรรคฝ่ายค้ำ-ค่ายสีส้ม ก็ยังอยู่ในร่องรอยของการประนีประนอมระหว่างกัน นายอนุทินและทีมงานตอบโต้กลับฝ่ายค้านแบบนุ่มนวล วางตัวแบบโคตรเซียน ยอมกลืนเลือดบ้างในบางจังหวะ
แต่ทั้งหมดเป็นเพียงละครฉากแรก ของจริงต้องดู 4 เดือนจากนี้ต่างหาก
หลักใหญ่ใจความของการแถลงนโยบายรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยคือคำสัญญาจากปากนายกฯ หนู ว่าจะยุบสภาใน 4 เดือน ตามสัญญาที่ตกลงให้ไว้กับพรรคประชาชน
มาถึงวันนี้ก็ต้องยอมรับว่าค่ายสีน้ำเงินเก็บอาการได้ดี ยังไม่มีวี่แววว่าจะแหกเอ็มโอเออยู่ยาว โดยเฉพาะการตั้ง “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นรองนายกฯ และเป็นตัวหลักขับเคลื่อนเรื่องการทำประชามติรัฐธรรมนูญภาครัฐ น่าจะเป็นตัวการันตีได้ระดับหนึ่ง
อย่างน้อยในอดีต “บวรศักดิ์” ก็เคยโวยวาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหารมาแล้วรอบหนึ่ง คราวถูกขอให้มาช่วยร่างรัฐธรรมนูญ แล้วเจอคณะรัฐประหารเล่นตุกติก จนเจ้าตัวต้องออกมาแฉว่า “เขาอยากอยู่ยาว”
รอบนี้เจ้าตัวก็เสียงแข็ง ประกาศกลางสภา ไม่แตะคดีฮั้ว ส.ว.และเขากระโดง หากทีมสีน้ำเงินมีสัญญาณผิดสัญญา อาจจะได้เจอ “เขาอยากอยู่ยาวภาค 2” เป็นแน่แท้
4 เดือนจากนี้จึงเป็นโอกาสของค่ายสีน้ำเงินว่าจะใช้อำนาจรัฐเพื่อเป้าหมายอะไร?
เพราะเรื่องใหญ่ที่สุดวันนี้คือโจทย์ “การเมือง” โดยเฉพาะคำถามสำคัญคือ จะเอายังไงกับ “กติกาประเทศ” มรดกคณะรัฐประหารฝีมือนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่สร้างวิกฤตการเมืองรอบ 10 ปีที่บังคับใช้จนนับครั้งไม่ถ้วน
และนี่คือโจทย์สำคัญที่ทำให้ “กองทัพส้ม” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพลังการเมืองฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตย ยอมหันมาเลือกทาง “ประนีประนอม” กับค่ายสีน้ำเงิน โหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ ชนิดไม่แตกแถวแม้แต่เสียงเดียว
การตัดสินใจของค่ายสีส้มรอบนี้สูญเสียต้นทุนการเมืองไปมากโข มองหาดอกไม้มอบให้แทบไม่เจอ ที่เห็นในแต่ละวันคือก้อนอิฐจากปัญญาชนที่เคยสนับสนุน ซ้ำยังเจออินฟลูเอนเซอร์ค่ายสีแดง เยาะเย้ยไปจนกระทั่งด่ากราด-ไม่พัก
เรื่องรัฐธรรมนูญจึงเป็นปัญหาเร่งด่วนตามข้อตกลง ตามไทม์ไลน์ จะมีการพูดคุยกันอย่างจริงจังกลางเดือนตุลาคมนี้
และผลของการเจรจาตกลงอย่างเป็นรูปร่างก็จะปรากฏชัดใน 1-2 เดือนนี้
ดังนั้น จุดยืนระหว่างค่ายสีน้ำเงินกับค่ายสีส้มในเรื่องการเมืองก็จะขยับมาถึงจุดที่ต้องวัดใจกันอีกครั้ง เป็นโจทย์ว่าค่ายสีน้ำเงินจะตอบรับ “การเปลี่ยนแปลงกติกาบ้านเมืองให้เข้าร่องเข้ารอย” มากกว่าเดิมหรือไม่?
แน่นอนว่า เมื่อข้อเสนอทางการเมืองของค่ายสีน้ำเงินปรากฏ พรรคส้มย่อมเห็นเจตนาทั้งหมด
วันนั้นเองจะเป็นจุดท้าทายพรรคส้มอีกครั้งว่าจะเดินหน้าเป็น “ฝ่ายค้ำ” หรือจะเป็น “ฝ่ายโค่น” รัฐบาล
มิต้องแปลกใจกับกระแสข่าวช่วงนี้ ว่ารัฐบาลอาจยุบสภาก่อนครบ 4 เดือนด้วยซ้ำ ปมเงื่อนสำคัญก็คือเรื่องรัฐธรรมนูญนี้เอง
เพราะหากคิดจากรากฐานที่มาที่ไปทางอำนาจของ “ค่ายสีน้ำเงิน” ต้องยอมรับว่าธรรมชาติของนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ไปด้วยกันยากมากในทางการเมืองและจุดยืนเรื่องรัฐธรรมนูญ
ค่ายสีน้ำเงินได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 และแทบไม่เคยได้รับผลกระทบสักครั้ง แถมยังได้ประโยชน์จากการเข้าไปเล่นในกติกานี้ จนเป็นที่มาของฉายา ส.ว.สีน้ำเงิน
มีหรือ ค่ายสีน้ำเงินจะยอมเปลี่ยนแปลงโดยง่าย มีหรือ “จะยอมปล่อยดาบในมือคืนกรรมการ” เพราะตัวเองได้เปรียบฝ่ายอื่นอยู่มาก
เมื่อไม่รู้สึกว่าต้องยกร่างฯ ใหม่, รู้สึกว่ากติกาเดิมก็ทำให้ตัวเองมีอำนาจดีอยู่แล้ว, ไม่ต้องไปชนกับองค์กรอิสระเพราะไม่เคยถูกเล่นงาน ไม่เคยโดนศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค แล้วจะไปเปลี่ยนทำไม
จึงเป็นไปได้ว่านี่อาจจะเป็นจุดสิ้นสุดความสัมพันธ์กับค่ายส้ม จนนำไปสู่การยุบสภาเร็วกว่ากำหนด ก็เป็นได้
วันนี้ยังได้เห็นสัญญาณแปลกๆ จากค่ายสีน้ำเงิน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโมเดล ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จนคนแซว สงสัยจะตั้ง ส.ส.ร.สีน้ำเงิน อีกแล้วหรือ? โดยอ้างเพราะกลัวผิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
หรือจะเป็นอาการโหนชาตินิยมผิดปกติ ทั้งการผลักดันทำประชามติยกเลิก MOU 43 (โดยไม่อธิบายความจำเป็นอย่างเพียงพอ-ท่ามกลางเสียงคัดค้านทางวิชาการจำนวนไม่น้อย) พร้อมๆ กับการเลือกตั้งใหญ่ และประชามติรัฐธรรมนูญ จนไม่รู้ว่าตกลงรัฐบาลภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับพรรคประชาชนหรือไม่?
หรือจริงๆ แค่จะปลุกกระแสชาตินิยมมากลบกระแสแก้รัฐธรรมนูญ อาศัยช่วงจังหวะผู้คนกำลังหน้ามืด รักชาติยิ่งชีพเป็นเครื่องมือทางการเมืองสร้างความเกลียดชังใส่นักการเมืองค่ายส้ม-ค่ายแดง หวังผลเลือกตั้งใหญ่หรือเปล่า?
มากกว่านั้น หาก 4 เดือนจากนี้ รัฐบาลอนุทินเลือกเข้าไปยุ่งกับคดีความอย่างการฮั้ว ส.ว. และเขากระโดง ใช้เวลาครองอำนาจไปกับการแก้ปัญหาตัวเอง
หาก 4 เดือนจากนี้ รัฐบาลแทนที่จะประคองสถานการณ์ กลับพบการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อหวังผลทางการเมือง ผิดวิสัยหลักวินัยการเงินการคลังที่ดี
หาก 4 เดือนจากนี้ รัฐบาลตั้งใจมุบมิบ ไม่ทำตาม “สัญญาประชาคม” ที่เคยให้ไว้ หรือทำตามแต่ใช้ข้ออ้างต่างๆ มากมายในการหลบเลี่ยง ลดทอนเป้าหมาย โดยคิดว่าคนไทยตามไม่ทัน มองไม่ออก
เรือ “หนู” ที่เคลื่อนออกจากฝั่งแล้ว ก็อาจจะแล่นไปได้ไม่ถึงฝั่ง
ทั้งหมดล้วนเป็นอุปสรรคและความท้าทาย เป็นคลื่นพายุที่พร้อมก่อตัวพัดมาล้ม “เรือหนู” ให้จมกลางทะเล
แต่ถ้า 4 เดือนจากนี้ ผลลัพธ์ตรงกันข้าม
รัฐบาลไม่ยุ่งกับคดีความของตัวเอง, ตั้งใจประคองสถานการณ์รอรัฐบาลใหม่, พยุงเศรษฐกิจประเทศไม่ให้ตกเหว, ทำตามสัญญาประชาคม, ยุบสภาตามกำหนด, ปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นายมีชัยและมรดกรัฐประหารสร้างไว้ได้สำเร็จ
“เรือหนู” แล่นถึงฝั่งแน่นอน แถมบนฝั่งจะมีประชาชนยืนรอรับและปรบมือให้
ชะตากรรมรัฐนาวาประเทศไทยจะเป็นอย่างไร
จากนี้ จับตา “กัปตันหนู” และทีมงานบุรีรัมย์คอนเน็กชั่น อย่ากะพริบ!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เรือหนู ‘ออกจากฝั่ง’ ฝ่าคลื่น 4 เดือน เพื่อสี่ (หรือซี้?) ปี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly