รำลึกถึง 'เจน กูดอลล์' นักวิทยาศาสตร์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม
Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ
รำลึกถึง ‘เจน กูดอลล์’
นักวิทยาศาสตร์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม
เนื่องจาก เจน กูดอลล์ (Jane Goodall) นักวานรวิทยาและนักอนุรักษ์คนสำคัญของโลกได้จากไปเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.2025 ที่ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ผมจึงขอแสดงความไว้อาลัยและความรำลึกถึงเธอ ผู้ซึ่งไม่เป็นเพียงแค่นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ แต่ยังเป็นมนุษย์ผู้มีเมตตาธรรมสูงอย่างยิ่งอีกด้วย
จึงอยากชวนมารู้จักตัวตน ความคิด วิถีชีวิต และผลงานของเธอ ผ่านเกร็ดประวัติบางแง่มุมกันครับ
เจน กูดอลล์ เกิดที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 3 เมษายน ค.ศ.1934 คุณพ่อเป็นนักธุรกิจ ส่วนคุณแม่เป็นนักแต่งนิยาย ในสมัยนั้น สังคมอังกฤษไม่ได้มีค่านิยมว่าผู้หญิงควรเรียนสูงๆ เพียงแค่แต่งงานไปเป็นแม่บ้าน มีครอบครัวที่อบอุ่นก็พอแล้ว
เจนในวัยเด็กฉายแววความรักสัตว์ เช่น ไปเฝ้าสังเกตแม่ไก่กกไข่ราว 5 ชั่วโมง หายไปจนครอบครัวต้องแจ้งตำรวจให้ออกตามหา แถมเธอยังเคยนำหนอนเข้ามาเลี้ยงในห้องนอน แต่เมื่อคุณแม่เห็นเข้าก็ไม่ดุ แต่สอนว่าถ้าอยากให้หนอนมีชีวิตอยู่ ก็ต้องให้มันอยู่ในดิน ว่าแล้วก็ชวนพามันกลับไปที่ดินอีกครั้ง
คุณพ่อของเจนเคยให้ตุ๊กตาลิงชื่อ จูบิลี (Jubilee) อันเป็นชื่อของลิงที่เกิดในสวนสัตว์ลอนดอน เจนผูกพันกับตุ๊กตาตัวนี้ เธอรักมันมาก และเก็บมันไว้ชั่วชีวิตบนโต๊ะเครื่องแป้ง เจนยังเลี้ยงสุนัขชื่อ รัสตี้ (Rusty) และบอกว่าตัวเธอเองนั้นเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสัตว์จากเจ้ารัสตี้นี้
หนังสือที่เจนอ่าน เช่น ดร.ดูลิตเติล (Dr.Doolittle) ซึ่งเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์ที่พูดคุยกับสัตว์ได้ เธอยังชอบทาร์ซาน แถมมีอารมณ์ขันโดยพูดเล่นขำๆ ว่า ทาร์ซานแต่งงานกับเจนผิดคน เพราะจริงๆ แล้วต้องแต่งกับเธอ คือ เจน กูดอลล์
หลังเรียนจบระดับมัธยม เจนไม่ได้เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย เนื่องจากทางบ้านไม่มีเงิน แถมห้วงเวลานั้นอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เธอจึงทำงานเป็นพนักงานบริการและค่อยๆ เก็บเงิน แต่ก็เรียนวิชาเลขานุการพร้อมกันไปด้วย
เจน กูดอลล์ ที่น้ำตกสุดโปรดของเธอในอุทยานแห่งชาติลำธารกอมบี
ที่มา : https://janegoodall.org/our-story/about-jane/
ในช่วงนั้นมีเพื่อนคนหนึ่งเดินทางไปเคนยา เจนได้ไปเยี่ยมเพื่อนคนนี้ และที่เคนยานี้เองที่เธอได้พบกับ หลุยส์ ลีกกี (Louis Leaky) นักมานุษยวิทยาและนักบรรพชีวินวิทยาเรืองนาม
ในเวลานั้น ลีกกีต้องการหาคนมาศึกษาสิ่งมีชีวิตที่ใกล้กับมนุษย์ว่ามีพฤติกรรมอย่างไร จะได้เข้าใจมนุษย์ในช่วงที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากลิงใหญ่มาเป็นมนุษย์
วงศ์ลิงใหญ่ (Great Apes) คือกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับวานร ประกอบด้วยชิมแปนซี โบโนโบ กอริลลา อุรังอุตัง และมนุษย์ มีสมองขนาดใหญ่ มีความฉลาดสูง ไม่มีหาง และมีพฤติกรรมซับซ้อน เช่น การใช้เครื่องมือและการสื่อสาร
หลุยส์ ลีกกี เลือกเจน กูดอลล์ ให้ไปศึกษาชิมแปนซี เพราะแม้ว่าเธอจะไม่มีพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์เลย แต่เมื่อให้สืบค้นข้อมูลต่างๆ ก็พบว่าเจนทำงานด้วยความละเอียดถี่ถ้วนและอดทนอย่างยิ่ง
เจนไปถึงอุทยานแห่งชาติลำธารกอมบี (Gombe Stream National Park) ในประเทศแทนซาเนีย เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1960 เธอเดินทางไปกับแม่ กางเต็นท์เพื่อพักอาศัย และมีพ่อครัวชาวแอฟริกัน 1 คน คอยทำอาหารให้
ในป่าไม่สะดวกสบาย มีทั้งแมลงสัตว์กัดต่อย ความเสี่ยงต่อโรคเขตร้อน เช่น มาลาเรีย อหิวาตกโรค และไทฟอยด์ แถมในระยะแรกลิงชิมแปนซีวิ่งหนีเธอ ทำให้เจนรู้สึกผิดหวัง
แต่เจนก็อดทนรออยู่ราว 2 เดือนกว่าก็เกิดเหตุการณ์สำคัญ
นั่นคือคนที่อยู่ในแคมป์รายงานว่ามีลิงใจกล้าเข้ามาปีนต้นปาล์ม เจนจึงขอให้นำผ้าขาวมาผูกเอาไว้เป็นสัญลักษณ์หากมีลิงเข้ามาอีก
วันหนึ่งมีลิงแชมแปนซีเคราขาวตัวหนึ่งเข้ามาฉกกล้วยไปกิน เจนตั้งชื่อให้มันว่า เดวิด เกรย์เบียร์ด (David Greybeard) ต่อมาเมื่อเจนยื่นกล้วยให้ มันก็รับ นับเป็นการผูกมิตรครั้งแรก เมื่อเชื่อมต่อได้แล้ว เธอจึงค่อยๆ ฝังตัวเข้าไปอยู่ในฝูงชิมแปนซี ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีลิงบางตัวที่ไม่ชอบเธอ
เจนได้ฝังตัวอยู่ในสังคมของชิมแปนซีจนกระทั่งได้รับการยอมรับ แต่เธออยู่ในลำดับต่ำสุดในโครงสร้างทางสังคมของชิมแปนซี เธอพบว่าสังคมชิมแปนซีมีส่วนคล้ายสังคมมนุษย์หลายอย่าง เช่น พบว่าเดวิด เกรย์เบียร์ด สามารถใช้ใบหญ้ายาวๆ แหย่ลงไปในรู พอมีปลวกติดขึ้นมาก็กิน
แต่หากไม่มีใบหญ้าที่ยาว มันก็จะนำกิ่งไม้ยาวๆ มาหักให้มีขนาดเหมาะสมกับรู นั่นคือ ชิมแปนซีสร้างเครื่องมือได้ แถมยังสอนตัวอื่นให้ทำตามอีกด้วย
เจนชอบคิดค้นวิธีใหม่ๆ เช่น นำตุ๊กตาลิงไปให้ลูกลิงเล่น และนำกระจกมาตั้งให้ลิงที่โตแล้วดู ผลก็คือ ลิงบางตัวรู้สึกงุนงงถึงขนาดเดินไปดูด้านหลังกระจกเลยทีเดียว
เจนพบว่าลิงแชมแปนซีอยู่เป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มมีการใช้เครื่องมือซึ่งอาจจะเหมือนหรือแตกต่างจากเครื่องมือของกลุ่มอื่น นั่นคือ หากลิงตัวหนึ่งเกิดในกลุ่มไหนก็จะประพฤติตัวตามวัฒนธรรมย่อยในกลุ่มนั้น คล้ายกับคนเราที่เกิดขึ้นมาภายใต้วัฒนธรรมไหนก็จะซึมซับเอาวิถีของวัฒนธรรมนั้นเข้ามาใช้ในการดำเนินชีวิตนั่นเอง
แต่เดิมนั้นเคยมีคำนิยามสำหรับมนุษย์ว่า ‘เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างเครื่องมือได้’ แต่คำนิยามนี้ต้องเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเจนศึกษาพฤติกรรมของลิงชิมแปนซี เนื่องจากเธอค้นพบว่าชิมแปนซีสามารถสร้างเครื่องมือง่ายๆ ได้ และค้นพบแง่มุมที่สำคัญอีกหลายอย่าง
ด้วยเหตุนี้ หลุยส์ ลีกกี จึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนนิยามของความเป็นมนุษย์เสียใหม่ ถ้าไม่เช่นนั้นก็ต้องเปลี่ยนนิยามของคำว่าเครื่องมือ หรือไม่ก็ต้องยอมรับว่าลิงชิมแปนซีเป็นมนุษย์!
ลิงชิมแปนซียังแสดงพฤติกรรมบางอย่างที่คล้ายมนุษย์ เช่น กอดกัน จุ๊บกัน ตบหลัง คือมีภาษาท่าทางบางอย่างในทำนองเดียวกับเรา ครั้งหนึ่งเธอยื่นเมล็ดพืชให้เดวิด เกรย์เบียร์ด แต่มันคืนเมล็ดพืชกลับมา พร้อมกับบีบมือเธอเบาๆ เพื่อบอกว่า “รู้นะว่าให้ แต่ไม่เอา”
อาจมีคนสงสัยว่าเจนคิดเอาเองหรือเปล่าว่ามันต้องการบอกเช่นนั้น แต่อย่าลืมว่าเธอรู้ภาษาชิมแปนซี ลองดูคลิปที่เธอสอนพิธีกรบางคนอย่าง จอหน์ โอลิเวอร์ (John Oliver) ดูได้ในยูทูบชื่อ Dr.Jane Goodall Interview : Last Week Tonight with John Oliver (HBO) ที่ https://www.youtube.com/watch?v=izUzqUrhbh0
พิธีกรคนนี้มีอารมณ์ขัน เช่น เขาแกล้งถามเจนว่า คุณอยู่กับชิมแปนซีมานาน มีบางช่วงเวลาไหมที่คุณใช้มันเป็นพนักงานเสิร์ฟ แต่เธอก็ตอบว่าไม่ เพราะเธอมองว่าสัตว์มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมมนุษย์
ในช่วงหนึ่งเธอก็สอนจอห์น โอลิเวอร์ ว่า ถ้าคุณจะขออะไรจากชิมแปนซี ก็ให้ส่งเสียงบางอย่าง ซึ่งตัวพิธีกรก็ส่งเสียงตาม และพอถึงตอนจบที่อยากให้ดูมากๆ คือ ตอนที่พิธีกรยื่นกล้วยให้เจน แล้วเขาก็ปอกเปลือกกล้วย แต่เจนกลับสอนวิธีปอกกล้วยแบบลิงชิมแปนซีให้เขา คลิปยาว 6 นาทีนี้มีอะไรสนุกๆ ฮาได้ตลอดทั้งคลิปทีเดียว
เจน กูดอลล์ โด่งดังตั้งอายุยังไม่มากนัก เพราะตอนที่เธอเข้าไปศึกษาลิงชิมแปนซีในแทนซาเนียนั้นอายุเพียง 26 ปี แต่หลังจากนั้นราว 5 ปี เนชั่นแนล จีโอกราฟิก ก็ได้ถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับผลงานของเธอ
เจนมีเมตตาธรรมและขันติธรรมสูง ครั้งหนึ่งแกรี ลาร์สัน (Gary Larson) นักเขียนการ์ตูนชาวอเมริกันแนวเสียดสี ได้เขียนภาพชิมแปนซีสองตัวกำลังทำความสะอาดขนให้กัน (เรียกว่า grooming) โดยพาดพิงถึงเจนโดยใช้ประโยคว่า “Well, well – another blonde hair. Conducting a little more ‘research’ with that Jane Goodall tramp?”
คำว่า tramp เป็นคำที่มีความหมายเชิงลบ เช่น คนพเนจร และเมื่อใช้กับสตรี อาจหมายถึง ผู้หญิงสำส่อน!
ผลก็คือคนที่สถาบันเจน กูดอลล์ (Jane Goodall Institute) โกรธมาก แต่ตัวเจนเองกลับมองว่าเป็นอารมณ์ขัน เป็นสิทธิ์ที่จะล้อเลียนได้ แถมยังเดินทางไปหานักเขียนการ์ตูนคนนี้ และบอกเขาว่าคุณสามารถนำพฤติกรรมของสัตว์มาเขียนล้อเลียนเทียบกับพฤติกรรมมนุษย์ได้ดี ปรากฏว่ารายได้ของภาพดังกล่าวถูกแบ่งคนละครึ่งระหว่างนักเขียนการ์ตูนกับสถาบันเจน กูดอลล์ (แหล่งข้อมูลบางแห่งบอกว่ายกรายได้ให้สถาบันทั้งหมด)
นั่นคือ เจนพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เพราะไม่โกรธ ผูกมิตร แถมได้ตังค์อีกต่างหาก
ตอนที่กลับออกมาจากแอฟริกานั้น ผลงานของเจนนับได้ว่าเป็นระดับโลกแล้ว แต่เนื่องจากเธอไม่ได้เรียนจบปริญญาตรี อาจารย์หลุยส์ ลีกกี จึงผลักดันให้เธอเรียนปริญญาเอก เพราะเห็นว่าในวงการวิทยาศาสตร์ (อย่างน้อยในขณะนั้น) ใครสักคนจะต้องมีดีกรีอะไรบางอย่าง คนในวงการจึงจะยอมรับ
ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้รับเจน กูดอลล์ ซึ่งไม่จบปริญญาตรี เพื่อเข้าเรียนปริญญาเอกโดยตรง กระโดดข้ามขั้นไปอย่างนั้นเลย (เธอเป็นคนที่ 8 ที่ได้สิทธิ์เช่นนี้) ผู้ที่รับเธอเข้าเรียนปริญญาเอกคือ โรเบิร์ต ฮินด์ (Robert Hinde) นักสัตววิทยา อาจารย์ฮินด์ผู้นี้ศึกษาลิงวอกและตั้งชื่อให้แก่ลิงวอกแต่ละตัวด้วยเช่นกัน
เจนเริ่มศึกษาในระดับปริญญาเอกในปี 1962 และสำเร็จการศึกษา โดยได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต (PhD) สาขาวิชาพฤติกรรมวิทยา (Ethology) จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในปี 1966 ดุษฎีนิพนธ์มีชื่อว่า The Behaviour of Free-living Chimpanzees (พฤติกรรมของชิมแปนซีที่ใช้ชีวิตในธรรมชาติ)
น่ารู้ด้วยว่า ในช่วงแรกๆ ผลงานของเธอถูกต่อต้าน เพราะนักวิชาการจำนวนหนึ่งบอกว่าเจนไม่ได้เรียนวิธีวิทยา (methodology) มา แถมไม่ได้สังเกตแบบวัตถุวิสัย (คือ ทำตัวห่างเหินจากสัตว์ที่ศึกษา) กล่าวคือ แทนที่เธอจะใช้รหัสเรียก แต่เจนกลับตั้งชื่อให้ชิมแปนซีแต่ละตัว เช่น เกรย์เบียร์ด ไมค์ ฮัมฟรีย์ รูดอล์ฟ โกไลแอธ (เพราะตัวใหญ่ แข็งแรง) ฯลฯ
แม้แต่ลิงชิมแปนซีชื่อ ลีกกี เหมือนชื่อของอาจารย์ที่ส่งเธอไปก็มี!
เจนยังอธิบายพฤติกรรมของชิมแปนซีด้วยภาษามนุษย์ เช่น มันกอดกัน มันจูบกัน ฯลฯ อีกทั้งยังคิดไปทำไป คือ มีสมุดจดเล่มหนึ่ง ใช้กล้องส่อง ฯลฯ
นักวิทยาศาสตร์ตามขนบในขณะนั้นจึงคิดว่าทำแบบนี้จะให้เชื่อถือได้ยังไง มันผิดทั้งหลักการและวิธีการในการทำวิจัย!
ในการให้สัมมนาครั้งหนึ่ง เจนเล่าว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์บอกเธอว่า “เจน คุณจะบอกว่าสัตว์มีบุคลิก มีความคิด และมีความรู้สึก ไม่ได้นะ สิ่งเหล่านั้นมีเฉพาะในพวกเรา [คือมนุษย์] เท่านั้น” หรือ “เจน คุณจะรู้สึกเห็นอกเห็นใจสิ่งที่คุณศึกษาไม่ได้นะ การที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีนั้น คุณจะต้องศึกษาสิ่งต่างๆ แบบวัตถุวิสัย และเพื่อให้การศึกษาเป็นแบบวัตถุวิสัย คุณจะรู้สึกเห็นอกเห็นใจไม่ได้” และเรื่องอื่นๆ ที่ต้องเป็นไปตามขนบ
แต่เจนบอกว่า “เอ่อ…ตอนยังเด็ก ฉันมีครูที่ยิ่งใหญ่ ครูผู้นี้ได้สอนฉันว่าสิ่งที่อาจารย์พวกนี้พูดนั้นไม่ได้เรื่องแม้แต่น้อย ครูผู้นั้น – ซึ่งพวกคุณบางคนอาจจะมีอยู่เช่นกัน – ก็คือสุนัขชื่อ รัสตี้ ของฉันนั่นเอง” (ถึงตรงนี้คนฟังฮาครืน)
เจนยังพูดต่อว่า “และไม่ว่าคุณจะมีหมา แมว หนูตะเภา กระต่าย นกแก้ว ไม่ว่าอะไรก็ตาม คุณจะรู้อย่างชัดเจนว่าเราไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวในดาวเคราะห์ดวงนี้ที่มีบุคลิก มีความคิด และมีอารมณ์”
“และวงการวิทยาศาสตร์ก็ค่อยๆ ยอมรับว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสัตว์ซึ่งไม่ได้แยกขาดออกจากส่วนอื่นๆ ที่เหลือ” เจนพูดสรุป
นอกจากการสร้างสถาบันเจน กูดอลล์ (Jane Goodall Institute) ขึ้นมาแล้ว เจนยังเชื่อมั่นในพลังของหนุ่มสาว และสร้างโครงการ Roots and Shoots ขึ้น คำว่า Roots คือราก ส่วน Shoots คือ ยอดที่โผล่ออกมา นับเป็นความใฝ่ฝันของเธอที่ต้องการจะปกป้องโลกนี้ ในช่วงบั้นปลายชีวิตเจนยังพูดถึงเรื่องโลกร้อนด้วย เพราะตระหนักว่าเรื่องนี้เป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อสิ่งมีชีวิตทั้งมวล
ช่วงที่เธอเข้าไปทำงานในแอฟริกา มีลิงชิมแปนซีราว 1 ล้านตัว แต่ขณะนี้เหลืออยู่ประมาณ 3 แสนตัว เนื่องจากพื้นที่อยู่อาศัยของชิมแปนซีลดลงเพราะมนุษย์รุกเข้าไป แถมยังมีชิมแปนซีจำนวนหนึ่งถูกมนุษย์จับ
ในแต่ละปีเจนใช้เวลาราว 300 วันในการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อทำงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเมื่อใดที่เธอได้ไปแอฟริกา เธอจะบอกว่าเหมือนได้กลับบ้าน
เจนเคยมาเมืองไทยด้วย หากสนใจ ลองอ่านบทสัมภาษณ์ เรื่อง Jane Goodall – The Power of Individual โดยคุณสุวัฒน์ อัศวไชยชาญ บรรณาธิการนิตยสารสารคดี ในเว็บไซต์ของสารคดีที่ https://www.sarakadee.com/2019/10/01/jane-goodall-power-of-individual/
เจน กูดอลล์ ฝากข้อคิดไว้หลายอย่าง แต่ข้อคิดที่สะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจนก็คือ
“Caring for others, whether people or animals, is what makes us fully human.”
“ความใส่ใจต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้คนหรือสัตว์ คือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รำลึกถึง ‘เจน กูดอลล์’ นักวิทยาศาสตร์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly