โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘โรงแรม-ค้าปลีก’ หนี้เสียพุ่ง NPL ธุรกิจขนาดจิ๋วทะลุ 14.8%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ส.ค. 2568 เวลา 10.28 น. • เผยแพร่ 16 ส.ค. 2568 เวลา 00.03 น.

จับสัญญาณหนี้เสีย “ธุรกิจขนาดจิ๋ว” สูง 14.81% ศูนย์วิจัยกสิกรฯเกาะติดกลุ่มธุรกิจ “โรงแรม-ค้าปลีก” พบปัญหาหนี้เสียก้าวกระโดด ผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น เผยบัญชีลูกหนี้ปกติทยอยปรับลดลง ขณะที่ตัวเลขหนี้ครัวเรือนคงค้างติดลบเป็นครั้งแรกลดลง 2 หมื่นล้าน เผย 2 ปัจจัยหลัก แบงก์ไม่ปล่อยกู้-เศรษฐกิจไม่ดี ผู้บริโภคระวังใช้จ่าย คาดสิ้นปี’68 หนี้ครัวเรือนต่อจีพีดีอยู่ที่ 87%

นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของงบการเงินธนาคารพาณิชย์ 9 แห่งในไตรมาสที่ 2/2568 มีแนวโน้มขยับเพิ่มขึ้นในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยเอ็นพีแอลอยู่ที่ 3.16% และสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM : ค้างชำระ 31-90 วัน) อยู่ที่ 7.17%

ขณะที่ข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ในส่วนของบัญชีลูกหนี้ธุรกิจไตรมาสที่ 1/2568 พบว่า ภาพรวมหนี้เอ็นพีแอล และ SM อยู่ที่ 5.03% ของสินเชื่อ ทรงตัวจากไตรมาสที่ 4/2567 อยู่ที่ 5.02% แต่มีทิศทางแย่ขึ้น และสูงเมื่อเทียบในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจยังคงไม่เป็นปกติจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวค่อนข้างช้าและไม่ทั่วถึง

ธุรกิจจิ๋วหนี้เสียสูง 14.81%

ทั้งนี้ หากแบ่งตามขนาดของธุรกิจจะพบว่า ธุรกิจขนาดเล็กจะมีสัญญาณหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่น โดยกลุ่มธุรกิจขนาดจิ๋ว (Super Micro) ที่มียอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท หนี้เสียสูงถึง 14.81% ของสินเชื่อรวม กลุ่มธุรกิจไมโคร (Micro) ยอดสินเชื่อคงค้างตั้งแต่ 5-20 ล้านบาท เอ็นพีแอลอยู่ที่ 12.11%

ส่วนธุรกิจขนาดเล็ก (Small) ที่มียอดคงค้าง 20-100 ล้านบาท เอ็นพีแอลอยู่ที่ 9.75% กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง (Medium) ที่มียอดสินเชื่อคงค้าง 100-500 ล้านบาท เอ็นพีแอล 6.51% และกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (Large) ที่มียอดสินเชื่อคงค้างมากกว่า 500 ล้านบาท เอ็นพีแอลอยู่ที่ 1.37% อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีการดูแลคุณภาพหนี้เชิงรุก และจากมาตรการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) ส่งผลให้ตัวเลข SM ทยอยปรับลดลงทุกกลุ่มตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567

“เราเห็นจำนวนบัญชีที่มีการปรับโครงสร้างหนี้เยอะขึ้น จากมาตรการของ ธปท.ที่ให้ปรับก่อนและหลังเป็นหนี้เสีย ทำให้ตัวเลขค้างชำระหนี้ไม่เกิน 30 วัน ทยอยปรับลดลง โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างในบัญชีที่มีการค้างชำระใหม่ ๆ โดยตัวเลขที่มีการปรับโครงสร้างในส่วนของแบงก์และสถาบันการเงินของรัฐสูงถึง 87.8%”

“โรงแรม-ค้าปลีก” NPL กระโดด

นายกฤษฏิ์ แก้วหิรัญ นักวิจัยอาวุโส บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ธุรกิจที่มีสัญญาณหนี้ด้อยคุณภาพทั้งในส่วนของเอ็นพีแอลและผิดนัดชำระหนี้ลามมาที่รายกลาง และใหญ่ จะอยู่ในส่วนของธุรกิจที่พักแรม เนื่องจากเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว แม้ว่าตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 1/2568 จะออกมาดี แต่เห็นสัญญาณการกระโดดขึ้นของตัวเลข SM และเห็นการผิดนัดชำระหนี้กระโดดสูงขึ้น ในกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ถึง 40% ถือเป็นสัญญาณที่ต้องเข้าไปดูแลเพิ่มเติม

เช่นเดียวกับกลุ่มค้าส่งค้าปลีก ที่เห็นสัญญาณการปรับเพิ่มขึ้นทั้งหนี้เอ็นพีแอลและ SM ขณะที่ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ เป็นกลุ่มที่มีการซบเซามานาน โดยเห็นการปรับเพิ่มขึ้นของ SM โดยเฉพาะกลุ่มขนาดจิ๋ว และรายใหญ่ ที่มีสัดส่วนผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น

“ภาพเศรษฐกิจที่เติบโตในไตรมาสที่ 1/68 ไม่ได้สะท้อนไปยังคุณภาพหนี้ โดยยังเห็นปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้น และปัจจัยลบครึ่งปีหลัง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่คาดว่าจะชะลอตัว การส่งออกเริ่มหดตัวจากนโยบายภาษีสหรัฐจะเพิ่มปัญหาให้กับภาคการผลิต และคุณภาพหนี้ลุกลามไปสู่กลุ่มธุรกิจรายใหญ่มากขึ้นด้วย”

บัญชีลูกหนี้ชำระปกติน้อยลง

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า การแบ่งหนี้ออกเป็นกลุ่มปกติ (Good) เริ่มมีปัญหา (Newly Impaired) ดีสลับแย่ (On-Off) และมีปัญหารุนแรง (Distressed) จากข้อมูลพบว่า บัญชีธุรกิจประมาณ 95% ยังอยู่ในกลุ่มปกติ แต่จะเห็นว่าจากปัญหาเศรษฐกิจและวิกฤตหลายระลอก ทำให้หนี้กลุ่ม Good ชำระหนี้ปกติ มีสัดส่วนบัญชีลดลง และกลุ่มธุรกิจที่มีสถานะไม่ปกติมีจำนวนเพิ่มขึ้น

2 ปัจจัยหลักสินเชื่อหดตัว

ดร.กาญจนากล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ยอดหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาสที่ 1/2568 อยู่ที่ 16.35 ล้านล้านบาท โดยสถานการณ์เป็นการทยอยปรับลดลงจากจุดสูงสุดในไตรมาสที่ 4/2567 ที่อยู่ 16.42 ล้านล้านบาท และหากเทียบกับไตรมาส 1/2567 (อยู่ที่ 16.37 ล้านล้านบาท) จะเห็นว่ายอดคงค้างหนี้ครัวเรือนไทยมีอัตราการติดลบเป็นครั้งแรก โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีไตรมาสที่ 1/2568 ปรับลดลงอยู่ที่ 87.4% จากที่เคยสูงสุดในไตรมาสที่ 1/2564 ที่ระดับ 95.5%

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยกู้ ตามความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การปล่อยสินเชื่อในหลาย ๆ สถาบันการเงินหดตัว เช่น สินเชื่อเช่าซื้อที่ติดลบต่อเนื่อง สินเชื่อบ้านยังลดลง เช่นเดียวกับกลุ่มบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพหดตัวติดลบ

หากดูในรายละเอียดหนี้ครัวเรือนไทยจะพบว่า มีเพียงบางกลุ่มที่การปล่อยสินเชื่อยังเป็นบวก เป็นกลุ่มรายได้ไม่สูง เช่น โรงรับจำนำ สหกรณ์ เป็นต้น

ดร.กาญจนากล่าวว่า สัญญาณการปล่อยสินเชื่อติดลบ สะท้อนว่าผู้กู้หรือครัวเรือนมีความระวังในการกู้ยืมจากภาวะเศรษฐกิจ และสถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยกู้สินเชื่อเช่นเดียวกัน รวมทั้งยอดชำระหนี้คืนสูงกว่าปล่อยใหม่ เนื่องจากในไตรมาสแรกเป็นช่วงฤดูกาลการชำระหนี้ เช่น ได้โบนัสมาชำระหนี้ ซึ่งเป็นแรงกดดันการปล่อยสินเชื่อใหม่

โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนในสิ้นปี’68 เบื้องต้นไม่เกิน 87% ของจีดีพี ด้วยยอดคงค้าง 16.36 ล้านล้านบาท โดยตัวเลขไตรมาสที่ 2/68 น่าจะทรงตัว และเทรนด์ลดลงในช่วงที่เหลือของปี

กนง.ลด ดบ.ลดภาระลูกหนี้ 7 พันล้าน

นางสาวธัญญลักษณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.50% ต่อปี ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ได้ทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตาม 0.25% ต่อปี และเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ M Rate ทั้งกระดาน ซึ่งถือว่าเป็นการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนและความเสี่ยงจากนโยบายภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐ ซึ่งจะช่วยลดภาระลูกหนี้โดยเฉพาะในส่วนของสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อบ้านแลกเงิน

รวมถึงสินเชื่อธุรกิจบางส่วน ซึ่งหากดูข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะพบว่าลูกหนี้ที่ได้ประโยชน์จากการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ มีสัดส่วนประมาณ 60% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด ซึ่งสามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ สิงหาคม-ธันวาคม 2568 คิดเป็นมูลค่าราว 7,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้อาจไม่ได้ช่วยลดภาระหนี้ครัวเรือนปรับลดลงทันที มองไปข้างหน้าหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากหนี้โตช้า หรือติดลบ ขณะที่เศรษฐกิจแม้จะโตช้าแต่ยังคงเติบโต ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะยังคงทยอยปรับลดลง และเราอยู่ในกระบวนการลดหนี้ต่อรายได้ (Debt Deleveraging) ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี โดยต้องอาศัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการปล่อยสินเชื่อไม่ได้ขยายตัวมากนัก

แบงก์เซฟตัวเองไม่ปล่อยกู้

นายปริทัศน์ เพชรอำไพ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทิศทางหนี้ครัวเรือนน่าจะทรงตัว ไม่ได้เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา แม้ว่าเศรษฐกิจภาพรวมจะไม่ได้ขยายตัวมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งเป็นมาตรการช่วยลดหนี้ครัวเรือน ประกอบกับคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง หลังจากมีการปรับลดไปในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ซึ่งช่วยอัดฉีดเงินเข้าระบบ ถือเป็นปัจจัยทำให้หนี้ครัวเรือนไม่ได้เร่งสูงขึ้น

การลดลงของหนี้ครัวเรือน ส่วนหนึ่งมาจากสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อน้อยลง จะเห็นว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเช่าซื้อ บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคลไม่ได้ขยายตัวมาก โดยตัวเลขสินเชื่อภาพรวมระบบของธนาคารพาณิชย์ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 จะเห็นว่าสินเชื่อภาคธนาคารหดตัว -1% จากปีก่อน ขณะที่สินเชื่อของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์) มีสัดส่วนในหนี้ครัวเรือนค่อนข้างน้อยประมาณ 1-2% เท่านั้น

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ธนาคารมีความรัดกุมและระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ภายใต้ทิศทางเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยง และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี การลดปัญหาหนี้ครัวเรือน สิ่งที่จะแก้ได้คือ เศรษฐกิจจะต้องขยายตัว และรายได้ต้องเติบโต จึงจะทำให้หนี้ครัวเรือนปรับลดลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารได้ร่วมมือกับภาครัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการลดหนี้ครัวเรือนอยู่ ผ่านมาตรการช่วยเหลือ หรือมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย”

แก้โจทย์ “หนี้ครัวเรือน”

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า 1-2 ปีหลังจากนี้จะเห็นภาพหนี้ครัวเรือนไทยทรงตัว หรือปรับลดลงเล็กน้อย เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านและรถยนต์ หรือธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีการกู้ยืมเพื่อประกอบธุรกิจก็ปรับตัวลดลง ภายใต้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไม่ได้หดตัว และยังคงขยายตัว แม้ว่าจะโตช้าก็ตาม ดังนั้น หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีมีโอกาสปรับตัวลดลงทั้งในปีนี้และปี 2569

อย่างไรก็ดี การควบคุมหนี้ครัวเรือนได้ในระดับหนึ่ง จะเริ่มเห็นเสถียรภาพในตลาดการเงินเริ่มปรับดีขึ้น เพราะเราเคยกังวลว่าหากมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย จะทำให้สินเชื่อจะขยายตัว แต่ปัจจุบันแม้ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ย สินเชื่อก็ไม่โต เพราะธนาคารระมัดระวังเป็นห่วงด้านเครดิต ดังนั้น ในอนาคตอาจจะต้องมองหาวิธีให้คนสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

“ส่วนหนึ่งหนี้ครัวเรือนที่ลดลง อาจจะมีผลมาจากมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เช่น มาตรการ Responsible Lending เพื่อให้แบงก์ปล่อยก็เท่าที่จำเป็น ขณะเดียวกัน แบงก์ก็เซฟตัวเองไม่ปล่อยสินเชื่อ ทั้งบ้าน สินเชื่อรถ อเนกประสงค์ เพราะมีปัญหาไม่ใช่แค่หนี้เอ็นพีแอลสูงอย่างเดียว แต่ตัวเลข SM (ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน) ก็เพิ่มขึ้นเหมือนกัน ทำให้ทุกคนต้องเซฟตัวเองก่อน”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘โรงแรม-ค้าปลีก’ หนี้เสียพุ่ง NPL ธุรกิจขนาดจิ๋วทะลุ 14.8%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...