“Reinvent Thailand” 6 สถาบันรัฐ-เอกชน ยกร่างสมุดปกขาวใหม่ ร่วมฟื้นเศรษฐกิจชาติ
6 สถาบันรัฐ-เอกชน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยกร่างสมุดปกขาวใหม่ ร่วมฟื้นเศรษฐกิจชาติ
เปิดรายละเอียด "สมุดปกขาว"
เปิดร่างพิมพ์เขียว (White Paper) การทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ REINVENT THAILAND A Platform for Policy Co-Creation and Execution พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจการเงินมาหลายครั้ง และเกือบทุกครั้ง ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลงเรื่อย ๆ จากที่เคยเติบโตเฉลี่ย 7% ในช่วง 2537-2539 ปรับลดลงมาต่ำกว่า 3% หลังวิกฤตโควิด-19 สะท้อนปัญหาในการปรับตัวของระบบเศรษฐกิจ
ในครั้งนี้ ภูมิทัศน์การค้าโลกกำลังถูกพลิกโฉมครั้งสำคัญจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐ กำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดสู่ระดับสูงที่สุดในรอบ 80 กว่าปี ไม่เพียงเป็นความท้าทายที่หนักหน่วง แต่ยังซ้าเติมปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน การรับมือกับแรงกระแทกทางการค้าต้องอาศัยทั้งมาตรการรองรับผลกระทบระยะสั้น และการปรับตัวยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งหากเราไม่ปรับเปลี่ยนอย่างจริงจัง
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวลดลงไปอีก
หัวใจสำคัญที่เป็นโจทย์หลักของบทความนี้ คือ กระบวนการทางานที่สร้างผลสัมฤทธิ์บนพื้นฐานของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการเงินและภาครัฐ จากแผนการดาเนินงานที่ตอบโจทย์และปฏิบัติได้จริง การผลักดันที่ต่อเนื่องและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีนัย ตลอดจนการติดตาม ประเมินผลอย่างเป็นระบบ
กระบวนการดังกล่าวสามารถเป็นต้นแบบในการประยุกต์ใช้กับภาคการผลิตต่าง ๆ ในการปลดล็อกปัญหาและสนับสนุนการปรับตัวของภาคเอกชนแบบ end-to-end เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย ยกระดับ SMEs สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
อนาคตของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับตัวเราเอง พายุรอบนี้เป็นการเรียกร้องให้เราลุกขึ้นมาร่วมมือปรับตัวครั้งสาคัญ
ส่วนที่ 1 บริบทของเศรษฐกิจไทย : ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ
1.1 ผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐ
การปรับภูมิทัศน์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในภาคส่งออกตลอดจน supply chain และผู้ผลิตในหลายอุตสาหกรรมรวมประมาณ 2 แสนราย ซึ่งมีการจ้างงานประมาณ 3 ล้านคนและโดยรวมมีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 6 ต่อ GDP โดยส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจดังนี้
ธุรกิจส่งออกสินค้าไปสหรัฐมีมูลค่ากว่า 54,956 ล้านดอลลาร์ สรอ. ในปี 2567 หรือคิดเป็น 18% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และสร้างมูลค่าเพิ่มกว่า 2.2% ของ GDP ครอบคลุมผู้ส่งออก จำนวน 6,356 ราย ซึ่งมีการจ้างงานสูงถึง 1.6 ล้านคน รวมทั้งผู้ผลิตใน supply chain ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบหลัก ได้แก่
- ผู้ส่งออกสินค้าที่ถูกเก็บภาษีตอบโต้หรือ reciprocal tariff (58% ของสินค้าส่งออกไปสหรัฐ) อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและเกษตรแปรรูป และเคมีภัณฑ์ ซึ่งได้รับผลกระทบหลักจากความต้องการสินค้าที่ลดลงจากภาษีนาเข้าที่สูงขึ้น และการเสียส่วนแบ่งตลาดสหรัฐจากอัตรา reciprocal tariff ที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งในบางหมวดสินค้า
- ผู้ส่งออกสินค้าที่ถูกเก็บภาษีเฉพาะอุตสาหกรรมหรือ sectoral tariff (13% ของสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ) ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง ที่ปริมาณการส่งออกถูกกระทบจากความต้องการที่ลดลงเช่นกัน
ผลกระทบมีแนวโน้มรุนแรงในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความสามารถในการแข่งขันต่ำกว่าธุรกิจขนาดใหญ่และสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ มีสายป่านสั้น รวมทั้งมีข้อจำกัดและต้องใช้เวลาในการปรับตัว นอกจากนี้ผู้ส่งออกมีความเสี่ยงเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากยังมีสินค้าอีก 29% ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา sectoral tariff ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยา และไม้ รวมทั้งผู้ส่งออกบางส่วนมีความเสี่ยงที่ถูกเก็บ reciprocal tariff ประเภท transshipment
แม้นิยามดังกล่าวยังไม่ชัดเจน แต่ภาครัฐควรเร่งปรับปรุงกระบวนการเกี่ยวกับ rules of origin เพื่อให้การส่งออกสินค้าได้รับ reciprocal tariff ประเภทที่ถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบรุนแรงมากกว่าที่ควรจะเป็น
นอกจากนี้ผู้ผลิตในประเทศกว่า 1.9 แสนรายซึ่งมีการจ้างงานสูงถึง 1.4 ล้านคน รวมทั้งเกษตรกรประมาณ 1.9 ล้านคน เผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้นจาก import flooding และการเปิดเสรีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ แม้การที่มีสินค้าราคาถูกเข้ามาในประเทศจะส่งผลดีต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ส่งผลกระทบอย่างมากกับผู้ผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่เผชิญ import flooding มาต่อเนื่อง เช่น โลหะและโลหะประดิษฐ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ผู้ผลิตในประเทศอีกส่วนหนึ่งโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเกษตรมีความเสี่ยงที่จะถูกแข่งขันเพิ่มขึ้นจากการเปิดเสรีสินค้านาเข้าจากสหรัฐ เพราะต้นทุนการผลิตของสหรัฐต่ำกว่าไทย อาทิ ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และเนื้อวัว
1.2 ภาพเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน: โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ
เศรษฐกิจไทยกาลังเผชิญความอ่อนแอจากภายในอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปรับลดลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัวต่ามาต่อเนื่อง โดยปรับลดลงจาก 6% ในช่วงปี 2542-2551 มาขยายตัวประมาณ 2% หลังวิกฤตโควิด-19 รวมถึงความสามารถในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) ของไทยที่ต่กว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยในช่วงปี 2561-2567 ไทยมีสัดส่วน net FDI ต่อ global FDI ที่ 0.6% เทียบเวียดนามและอินโดนีเซียที่ 1.2% และ 1.6% ตามลาดับ
นอกจากนี้ FDI ไทยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบน าเข้าสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ทำให้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศจำกัด ปัญหาด้านผลิตภาพคือหัวใจของความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย ธุรกิจไทยจำนวนมากแข่งขันไม่ได้เพราะผลิตภาพต่ำ อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานลดจากเฉลี่ยเกือบ 3% ในสองทศวรรษก่อน เหลือประมาณ 2% ในทศวรรษล่าสุด
ภาคส่งออกโตช้ากว่าเพื่อนบ้าน ความสามารถในการผลิตและส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงวัดโดยดัชนีความซับซ้อน (economic complexity) ปรับแย่ลงเทียบกับนานาประเทศในทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในหลายหมวดสินค้า เช่น ปิโตรเคมี สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยานยนต์ และเครื่องจักร ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ SMEs ไทยซึ่งควรเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญกลับมีสัดส่วนต่อ GDP เพียง 35% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 55% ของประเทศพัฒนาแล้ว รวมทั้งผลิตภาพของ SMEs ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการถดถอยลงในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา ช่องว่างด้านผลิตภาพระหว่างบริษัทรายใหญ่และรายเล็กห่างขึ้นในภาคการผลิตและบริการเกือบทุกสาขา ขณะที่ภาคเกษตรแทบไม่ปรับตัวตลอด 20 ปี โดยเกษตรกรที่ปลูกพืชหลักขาดทุนบ่อยตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา
เศรษฐกิจเผชิญความไม่สมดุลและการกระจุกตัวเพิ่มขึ้น บริษัทขนาดใหญ่เพียง 1% ของบริษัททั้งหมดมีบทบาทขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2567 มากกว่าครึ่ง และบริษัทขนาดใหญ่สุด 5% แรกครองส่วนแบ่งรายได้ราว 85% ของภาคธุรกิจทั้งหมด ความเหลื่อมล้ำในระดับครัวเรือนยังรุนแรง แม้ดัชนีความเหลื่อมล้ าของรายได้ครัวเรือนไทย (Gini Index) ลดลง จาก 36 ในปี 2558 เป็น 34.3 ในปี 2565 แต่สูงกว่าค่ากลางโลกที่ 33.6 รวมทั้งความเหลื่อมล้ำของไทยยังสูงอยู่ที่อันดับ 27 จาก 61 ประเทศ โดยครัวเรือนไทยกลุ่มรายได้สูงสุด (Quintile 5) ครอบครองรายได้ 48% ของประเทศ4 ขณะที่กลุ่มรายได้ต่าสุดมีเพียง 6% หรือมีช่องว่างระหว่างครัวเรือนกลุ่มรายได้สูงสุดและกลุ่มรายได้ต่ำสุดถึง 8 เท่า
ภาระหนี้สินตอกย้ำความเปราะบาง คนไทยกว่า 25 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรไทยมีหนี้ในระบบ มูลค่าหนี้เฉลี่ยต่อคนสูงถึง 540,000 บาท5 โดยประมาณ 38% เป็นหนี้เพื่อการบริโภคที่มีภาระผ่อนชำระสูงและไม่ก่อรายได้ กลุ่มรายได้น้อยมีภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) สูงถึง 73% เทียบกับ 24% ในกลุ่มรายได้สูง จำนวนบัญชีที่กำลังมีปัญหาหนี้เรื้อรังและกลายเป็นหนี้เรื้อรังแล้วมีมากกว่า 1.8 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดภาระหนี้ถึง 7.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ครัวเรือนและ SMEs มีปัญหาหนี้นอกระบบ ส่วนหนึ่งเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบและมีความจาเป็นใช้จ่ายเร่งด่วน สถานการณ์นี้จำกัดศักยภาพของครัวเรือนและ SMEs ไทยในการปรับตัวหรือลงทุนเพื่ออนาคตและเสี่ยงกับการติดกับดักรายได้ต่ำถาวร
1.3 ต้นตอปัญหาเศรษฐกิจของไทย
เมื่อมองไปข้างหน้า ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ เศรษฐกิจไทยที่มีอาการ ‘โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้า’ มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ
โดยประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างหลักในมิติของภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคการเงิน มีดังนี้
ภาคธุรกิจ ขาดพลวัตและนวัตกรรม ธุรกิจรายใหม่เกิดขึ้นน้อยลง บริษัทอายุน้อย (อายุน้อยกว่า 5 ปี) ซึ่งมีบทบาทสาคัญในการผลักดันการขยายตัวของรายได้ภาคธุรกิจโดยรวมมีส่วนแบ่งตลาดลดลง SMEs เผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทั้งจากสินค้านาเข้าราคาถูกที่ ไม่ได้มาตรฐานและอานาจต่อรองของธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น การถูกลอกเลียนแบบสินค้า การถูกยืดเครดิตเทอมเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และการผูกขาดในตลาดจากการควบรวมกิจการ นอกจากนี้ต้นทุนการทาธุรกิจยังสูงจากกฎระเบียบและคอร์รัปชัน ขณะที่ระบบนิเวศในการสนับสนุนผู้ประกอบการกระจัดกระจาย มีหน่วยงานหลักเกี่ยวข้องถึง 15 หน่วยงานแต่ละหน่วยงานมี KPIs ของตนเอง การเข้าถึงเงินทุนยังเป็นข้อจำกัดสาคัญในการเริ่มต้นธุรกิจและเติบใหญ่ของธุรกิจขนาดเล็ก เทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนาไม่ทันประเทศคู่แข่ง
นอกจากนี้เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่ ธุรกิจไทยประมาณ 78% ของธุรกิจทั้งหมดอยู่นอกระบบ โดยธุรกิจและบุคคลธรรมดาที่ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มมีจานวนเพียง 7 แสนกว่าราย จากจำนวนธุรกิจทั้งหมด 3.27 ล้านกว่าราย ขณะที่แรงงานกว่า 50% เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระและแรงงานภาคเกษตรซึ่งอยู่นอกระบบ โดยผู้ที่เสียภาษีเงินได้ฯ มีสัดส่วนเพียง 10% ของกำลังแรงงานทั้งหมด สะท้อนว่าประโยชน์จากการอยู่ในระบบไม่คุ้มกับต้นทุนที่ต้องจ่าย
ภาคประชาชน คุณภาพแรงงานไทยไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ แม้การลงทุนด้านการศึกษาประมาณ 8 แสนล้านบาทต่อปี (5% ของ GDP ใกล้เคียงกับ OECD) แต่คุณภาพลดลงอย่างต่อเนื่อง คะแนน PISA (มาตรฐานวัดคุณภาพการศึกษาสากล) ลดลงต่อเนื่องจนอยู่ระดับต่ำสุดในทุกวิชาในช่วงกว่าสองทศวรรษและต่ำกว่าเพื่อนบ้าน คะแนน ONET (มาตรฐานวัดคุณภาพการศึกษาของไทย) ลดลง ความเหลื่อมล้าทางการศึกษายังสูง นักเรียนในกรุงเทพฯทำคะแนนสูงกว่าจังหวัดอื่นในทุกวิชา ขณะที่การพัฒนาทักษะตลอดชีวิตยังไม่เข้มแข็ง แรงงานไม่สามารถ upskill หรือ reskill ทักษะใหม่ อีกทั้งสมองไหลทำให้คนเก่งและคนรุ่นใหม่เลือกที่จะย้ายไปต่างประเทศ ขณะที่ระบบดึงดูด talent จากต่างประเทศยังไม่มีกำลังพอ
ภาครัฐ การเมืองมีความไม่แน่นอนสูง ระบบราชการปรับตัวช้า เป็นคอขวดสำคัญต่อการสร้างบรรยากาศการลงทุน (investment climate) ที่มีพลัง ประสิทธิภาพภาครัฐทั้งในด้านกรอบการบริหารและกฎหมายธุรกิจในระยะหลังมีอันดับแย่ลงต่อเนื่อง กฎระเบียบมีจำนวนมากซ้ำซ้อน และล้าสมัย และคอร์รัปชันฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจไทย นโยบายเศรษฐกิจส่วนใหญ่เน้นการอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไขและหวังผลระยะสั้น เช่น มาตรการเงินโอน และการดูแลราคาสินค้า โดยคิดเป็น 1 ใน 5 ของงบประมาณด้านเศรษฐกิจในปี 2567 ซึ่งนอกจากจะสร้างความเคยชินแล้วยังบิดเบือนแรงจูงใจในการพัฒนาศักยภาพ นอกจากนี้การเมืองไทยขาดเสถียรภาพ ทำให้นโยบายอุตสาหกรรมและการค้าขาดทิศทางที่ชัดเจน
ภาคการเงิน ไม่สนับสนุนการสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ อีกทั้งมีส่วนที่พึ่งพาหนี้นอกระบบซึ่งดอกเบี้ยสูง จึงเป็นข้อจากัดต่อการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนใหม่ ขณะที่การปล่อยกู้ของธนาคารส่วนใหญ่พึ่งพาหลักประกัน การปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs และผู้ประกอบการขนาดเล็กมีต้นทุนสูงทั้งจากการตรวจสอบข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์และต้นทุนความเสี่ยงที่สูงกว่าลูกค้ารายใหญ่โดยเปรียบเทียบ จึงทำให้ SMEs ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เต็มที่ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในการปิดช่องว่างของระบบการเงิน ด้านระบบนิเวศของตลาดทุนสาหรับการลงทุนเสี่ยง เช่น venture capital และ crowdfunding ยังไม่พัฒนาเพียงพอ ไม่เอื้อต่อการสร้างธุรกิจใหม่และนวัตกรรม
โดยสรุป ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งสี่มิติต่างเชื่อมโยงกันจนกลายเป็นโซ่ตรวนฉุดรั้งศักยภาพของประเทศ หากไม่ร่วมกันปรับโครงสร้างเหล่านี้อย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยเสี่ยงที่จะติดอยู่ในภาวะ ‘โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ’ ที่ยืดเยื้อ ดังนั้น การยกระดับผลิตภาพในทุกภาคส่วน จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อสร้างพลวัตใหม่และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกลับสู่เส้นทางการเติบโตที่ยั่งยืน**
ส่วนที่ 2 : กรอบการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
หนึ่งในหัวใจสำคัญของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย คือการมีกระบวนการทำงานที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ได้จริง ซึ่งต้นแบบที่เสนอในรายงานถูกเรียกว่า “A Template for Change” โดยเน้นการกำหนดนโยบายที่อ้างอิงข้อมูล (data-driven policy) เพื่อให้ทุกการตัดสินใจอยู่บนฐานข้อเท็จจริง ไม่ใช่การคาดเดาหรือการเมือง พร้อมกับการสร้างแรงจูงใจในระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้อง ภายใต้แนวคิด “ทำดี ได้ดี” เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจที่ปฏิบัติตามกติกาได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม ไม่ถูกเอาเปรียบ
กรอบดังกล่าวยังเน้นการเปิดพื้นที่ผ่าน crowd-sourced solution platform ให้ภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้ามามีส่วนร่วมออกแบบนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหา แทนที่การผูกขาดการตัดสินใจไว้ที่รัฐเพียงฝ่ายเดียว โดยที่ภาครัฐเองต้องปรับบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” มาเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ผ่านกฎเกณฑ์แบบ enabling regulations ที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ลดความซับซ้อน และเปิดกว้างให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ
กระบวนการทำงานยังต้องเป็นแบบ End-to-End ที่ครบวงจร เริ่มจากการระบุปัญหาอย่างตรงจุด → เสนอแนวทางแก้ที่หลากหลาย → กำหนดเจ้าภาพหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง → ลงมือปฏิบัติจริงตามกรอบเวลา และที่สำคัญคือ การวัดผลด้วยตัวชี้วัด (KPI) ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรายงานต่อสาธารณะเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
ขณะเดียวกัน การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัย ฟันเฟืองเชื่อมโยงหลายด้าน ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อให้ทุกฝ่ายขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีระบบ incentives ที่ถูกต้อง คอยกำกับ เช่น การสนับสนุนธุรกิจที่ลงทุนในนวัตกรรมหรือแรงงานที่พัฒนาทักษะใหม่ ๆ ควบคู่กับการลดขนาดของ เศรษฐกิจนอกระบบ
ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนสูงและทำให้รัฐเก็บรายได้และคุ้มครองแรงงานได้ไม่เต็มที่ การดึงแรงงานและธุรกิจเข้าสู่ระบบจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างฐานรายได้ภาษีที่มั่นคงขึ้น
สุดท้าย คือ การติดตามความก้าวหน้า ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ด้วย KPI ที่ชัดเจนและตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขรายงานในเชิงสัญลักษณ์ หากสามารถสร้างระบบติดตามที่เข้มแข็ง จะช่วยให้ประชาชนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม และสร้างความมั่นใจว่าการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรม แต่เป็นการเดินหน้าสู่การแก้ไขโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
ส่วนที่ 3 : เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน
เศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจังในทิศทางเดียวกัน ภาครัฐต้องแสดงบทบาทนำด้วยการสร้างนโยบายที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีเสถียรภาพต่อเนื่องเพียงพอที่จะดึงดูดการลงทุนระยะยาว ทั้งยังต้องปรับบทบาทจากการควบคุมเป็นการอำนวยความสะดวก สร้างกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อธุรกิจ ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และสนับสนุนการลงทุนที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก เช่น การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว
ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจต้องเร่งพัฒนานวัตกรรมและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน เพื่อก้าวพ้นการเป็นเพียงผู้ผลิตต้นทุนต่ำ โดยต้องลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการใหม่ ๆ สร้างมูลค่าเพิ่ม และมองตลาดโลกเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่เพียงการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ ส่วนภาคประชาชนต้องได้รับการสนับสนุนให้ เสริมทักษะใหม่ (reskill & upskill) เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นทักษะดิจิทัล การปรับตัวต่ออุตสาหกรรมใหม่ หรือทักษะเชิงวิเคราะห์ที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องการ
ภาคการเงินเองต้องทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงทุนกับธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการรายเล็กและสตาร์ทอัพ พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจมีความแข็งแรงและลดความเสี่ยงในระยะยาว
การปฏิรูปเชิงโครงสร้างในลักษณะนี้จะทำให้ไทยก้าวพ้นวงจร “โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำสูง” ไปสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ เติบโต แข่งขันได้ และกระจายโอกาสอย่างเป็นธรรม โดยไม่เพียงแก้ปัญหาปัจจุบัน แต่ยังสร้างรากฐานสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันจริงจัง ประเทศไทยจะสามารถยกระดับบทบาทในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง และพร้อมรับมือกับแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน