โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“Reinvent Thailand” 6 สถาบันรัฐ-เอกชน ยกร่างสมุดปกขาวใหม่ ร่วมฟื้นเศรษฐกิจชาติ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 ก.ย 2568 เวลา 19.20 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2568 เวลา 10.29 น.

6 สถาบันรัฐ-เอกชน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยกร่างสมุดปกขาวใหม่ ร่วมฟื้นเศรษฐกิจชาติ

เปิดรายละเอียด "สมุดปกขาว"

เปิดร่างพิมพ์เขียว (White Paper) การทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ REINVENT THAILAND A Platform for Policy Co-Creation and Execution พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจการเงินมาหลายครั้ง และเกือบทุกครั้ง ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลงเรื่อย ๆ จากที่เคยเติบโตเฉลี่ย 7% ในช่วง 2537-2539 ปรับลดลงมาต่ำกว่า 3% หลังวิกฤตโควิด-19 สะท้อนปัญหาในการปรับตัวของระบบเศรษฐกิจ

ในครั้งนี้ ภูมิทัศน์การค้าโลกกำลังถูกพลิกโฉมครั้งสำคัญจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐ กำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดสู่ระดับสูงที่สุดในรอบ 80 กว่าปี ไม่เพียงเป็นความท้าทายที่หนักหน่วง แต่ยังซ้าเติมปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน การรับมือกับแรงกระแทกทางการค้าต้องอาศัยทั้งมาตรการรองรับผลกระทบระยะสั้น และการปรับตัวยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งหากเราไม่ปรับเปลี่ยนอย่างจริงจัง

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวลดลงไปอีก

หัวใจสำคัญที่เป็นโจทย์หลักของบทความนี้ คือ กระบวนการทางานที่สร้างผลสัมฤทธิ์บนพื้นฐานของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการเงินและภาครัฐ จากแผนการดาเนินงานที่ตอบโจทย์และปฏิบัติได้จริง การผลักดันที่ต่อเนื่องและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีนัย ตลอดจนการติดตาม ประเมินผลอย่างเป็นระบบ

กระบวนการดังกล่าวสามารถเป็นต้นแบบในการประยุกต์ใช้กับภาคการผลิตต่าง ๆ ในการปลดล็อกปัญหาและสนับสนุนการปรับตัวของภาคเอกชนแบบ end-to-end เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย ยกระดับ SMEs สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

อนาคตของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับตัวเราเอง พายุรอบนี้เป็นการเรียกร้องให้เราลุกขึ้นมาร่วมมือปรับตัวครั้งสาคัญ

ส่วนที่ 1 บริบทของเศรษฐกิจไทย : ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ

1.1 ผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐ

การปรับภูมิทัศน์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในภาคส่งออกตลอดจน supply chain และผู้ผลิตในหลายอุตสาหกรรมรวมประมาณ 2 แสนราย ซึ่งมีการจ้างงานประมาณ 3 ล้านคนและโดยรวมมีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 6 ต่อ GDP โดยส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจดังนี้

ธุรกิจส่งออกสินค้าไปสหรัฐมีมูลค่ากว่า 54,956 ล้านดอลลาร์ สรอ. ในปี 2567 หรือคิดเป็น 18% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และสร้างมูลค่าเพิ่มกว่า 2.2% ของ GDP ครอบคลุมผู้ส่งออก จำนวน 6,356 ราย ซึ่งมีการจ้างงานสูงถึง 1.6 ล้านคน รวมทั้งผู้ผลิตใน supply chain ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบหลัก ได้แก่

  • ผู้ส่งออกสินค้าที่ถูกเก็บภาษีตอบโต้หรือ reciprocal tariff (58% ของสินค้าส่งออกไปสหรัฐ) อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและเกษตรแปรรูป และเคมีภัณฑ์ ซึ่งได้รับผลกระทบหลักจากความต้องการสินค้าที่ลดลงจากภาษีนาเข้าที่สูงขึ้น และการเสียส่วนแบ่งตลาดสหรัฐจากอัตรา reciprocal tariff ที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งในบางหมวดสินค้า
    • ผู้ส่งออกสินค้าที่ถูกเก็บภาษีเฉพาะอุตสาหกรรมหรือ sectoral tariff (13% ของสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ) ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง ที่ปริมาณการส่งออกถูกกระทบจากความต้องการที่ลดลงเช่นกัน

ผลกระทบมีแนวโน้มรุนแรงในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความสามารถในการแข่งขันต่ำกว่าธุรกิจขนาดใหญ่และสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ มีสายป่านสั้น รวมทั้งมีข้อจำกัดและต้องใช้เวลาในการปรับตัว นอกจากนี้ผู้ส่งออกมีความเสี่ยงเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากยังมีสินค้าอีก 29% ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา sectoral tariff ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยา และไม้ รวมทั้งผู้ส่งออกบางส่วนมีความเสี่ยงที่ถูกเก็บ reciprocal tariff ประเภท transshipment

แม้นิยามดังกล่าวยังไม่ชัดเจน แต่ภาครัฐควรเร่งปรับปรุงกระบวนการเกี่ยวกับ rules of origin เพื่อให้การส่งออกสินค้าได้รับ reciprocal tariff ประเภทที่ถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบรุนแรงมากกว่าที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้ผู้ผลิตในประเทศกว่า 1.9 แสนรายซึ่งมีการจ้างงานสูงถึง 1.4 ล้านคน รวมทั้งเกษตรกรประมาณ 1.9 ล้านคน เผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้นจาก import flooding และการเปิดเสรีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ แม้การที่มีสินค้าราคาถูกเข้ามาในประเทศจะส่งผลดีต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ส่งผลกระทบอย่างมากกับผู้ผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่เผชิญ import flooding มาต่อเนื่อง เช่น โลหะและโลหะประดิษฐ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ผู้ผลิตในประเทศอีกส่วนหนึ่งโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเกษตรมีความเสี่ยงที่จะถูกแข่งขันเพิ่มขึ้นจากการเปิดเสรีสินค้านาเข้าจากสหรัฐ เพราะต้นทุนการผลิตของสหรัฐต่ำกว่าไทย อาทิ ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และเนื้อวัว

1.2 ภาพเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน: โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ

เศรษฐกิจไทยกาลังเผชิญความอ่อนแอจากภายในอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปรับลดลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัวต่ามาต่อเนื่อง โดยปรับลดลงจาก 6% ในช่วงปี 2542-2551 มาขยายตัวประมาณ 2% หลังวิกฤตโควิด-19 รวมถึงความสามารถในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) ของไทยที่ต่กว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยในช่วงปี 2561-2567 ไทยมีสัดส่วน net FDI ต่อ global FDI ที่ 0.6% เทียบเวียดนามและอินโดนีเซียที่ 1.2% และ 1.6% ตามลาดับ

นอกจากนี้ FDI ไทยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบน าเข้าสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ทำให้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศจำกัด ปัญหาด้านผลิตภาพคือหัวใจของความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย ธุรกิจไทยจำนวนมากแข่งขันไม่ได้เพราะผลิตภาพต่ำ อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานลดจากเฉลี่ยเกือบ 3% ในสองทศวรรษก่อน เหลือประมาณ 2% ในทศวรรษล่าสุด

ภาคส่งออกโตช้ากว่าเพื่อนบ้าน ความสามารถในการผลิตและส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงวัดโดยดัชนีความซับซ้อน (economic complexity) ปรับแย่ลงเทียบกับนานาประเทศในทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในหลายหมวดสินค้า เช่น ปิโตรเคมี สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยานยนต์ และเครื่องจักร ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ SMEs ไทยซึ่งควรเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญกลับมีสัดส่วนต่อ GDP เพียง 35% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 55% ของประเทศพัฒนาแล้ว รวมทั้งผลิตภาพของ SMEs ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการถดถอยลงในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา ช่องว่างด้านผลิตภาพระหว่างบริษัทรายใหญ่และรายเล็กห่างขึ้นในภาคการผลิตและบริการเกือบทุกสาขา ขณะที่ภาคเกษตรแทบไม่ปรับตัวตลอด 20 ปี โดยเกษตรกรที่ปลูกพืชหลักขาดทุนบ่อยตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา

เศรษฐกิจเผชิญความไม่สมดุลและการกระจุกตัวเพิ่มขึ้น บริษัทขนาดใหญ่เพียง 1% ของบริษัททั้งหมดมีบทบาทขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2567 มากกว่าครึ่ง และบริษัทขนาดใหญ่สุด 5% แรกครองส่วนแบ่งรายได้ราว 85% ของภาคธุรกิจทั้งหมด ความเหลื่อมล้ำในระดับครัวเรือนยังรุนแรง แม้ดัชนีความเหลื่อมล้ าของรายได้ครัวเรือนไทย (Gini Index) ลดลง จาก 36 ในปี 2558 เป็น 34.3 ในปี 2565 แต่สูงกว่าค่ากลางโลกที่ 33.6 รวมทั้งความเหลื่อมล้ำของไทยยังสูงอยู่ที่อันดับ 27 จาก 61 ประเทศ โดยครัวเรือนไทยกลุ่มรายได้สูงสุด (Quintile 5) ครอบครองรายได้ 48% ของประเทศ4 ขณะที่กลุ่มรายได้ต่าสุดมีเพียง 6% หรือมีช่องว่างระหว่างครัวเรือนกลุ่มรายได้สูงสุดและกลุ่มรายได้ต่ำสุดถึง 8 เท่า

ภาระหนี้สินตอกย้ำความเปราะบาง คนไทยกว่า 25 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรไทยมีหนี้ในระบบ มูลค่าหนี้เฉลี่ยต่อคนสูงถึง 540,000 บาท5 โดยประมาณ 38% เป็นหนี้เพื่อการบริโภคที่มีภาระผ่อนชำระสูงและไม่ก่อรายได้ กลุ่มรายได้น้อยมีภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) สูงถึง 73% เทียบกับ 24% ในกลุ่มรายได้สูง จำนวนบัญชีที่กำลังมีปัญหาหนี้เรื้อรังและกลายเป็นหนี้เรื้อรังแล้วมีมากกว่า 1.8 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดภาระหนี้ถึง 7.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ครัวเรือนและ SMEs มีปัญหาหนี้นอกระบบ ส่วนหนึ่งเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบและมีความจาเป็นใช้จ่ายเร่งด่วน สถานการณ์นี้จำกัดศักยภาพของครัวเรือนและ SMEs ไทยในการปรับตัวหรือลงทุนเพื่ออนาคตและเสี่ยงกับการติดกับดักรายได้ต่ำถาวร

1.3 ต้นตอปัญหาเศรษฐกิจของไทย

เมื่อมองไปข้างหน้า ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ เศรษฐกิจไทยที่มีอาการ ‘โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้า’ มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ

โดยประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างหลักในมิติของภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคการเงิน มีดังนี้

ภาคธุรกิจ ขาดพลวัตและนวัตกรรม ธุรกิจรายใหม่เกิดขึ้นน้อยลง บริษัทอายุน้อย (อายุน้อยกว่า 5 ปี) ซึ่งมีบทบาทสาคัญในการผลักดันการขยายตัวของรายได้ภาคธุรกิจโดยรวมมีส่วนแบ่งตลาดลดลง SMEs เผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทั้งจากสินค้านาเข้าราคาถูกที่ ไม่ได้มาตรฐานและอานาจต่อรองของธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น การถูกลอกเลียนแบบสินค้า การถูกยืดเครดิตเทอมเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และการผูกขาดในตลาดจากการควบรวมกิจการ นอกจากนี้ต้นทุนการทาธุรกิจยังสูงจากกฎระเบียบและคอร์รัปชัน ขณะที่ระบบนิเวศในการสนับสนุนผู้ประกอบการกระจัดกระจาย มีหน่วยงานหลักเกี่ยวข้องถึง 15 หน่วยงานแต่ละหน่วยงานมี KPIs ของตนเอง การเข้าถึงเงินทุนยังเป็นข้อจำกัดสาคัญในการเริ่มต้นธุรกิจและเติบใหญ่ของธุรกิจขนาดเล็ก เทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนาไม่ทันประเทศคู่แข่ง

นอกจากนี้เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่ ธุรกิจไทยประมาณ 78% ของธุรกิจทั้งหมดอยู่นอกระบบ โดยธุรกิจและบุคคลธรรมดาที่ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มมีจานวนเพียง 7 แสนกว่าราย จากจำนวนธุรกิจทั้งหมด 3.27 ล้านกว่าราย ขณะที่แรงงานกว่า 50% เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระและแรงงานภาคเกษตรซึ่งอยู่นอกระบบ โดยผู้ที่เสียภาษีเงินได้ฯ มีสัดส่วนเพียง 10% ของกำลังแรงงานทั้งหมด สะท้อนว่าประโยชน์จากการอยู่ในระบบไม่คุ้มกับต้นทุนที่ต้องจ่าย

ภาคประชาชน คุณภาพแรงงานไทยไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ แม้การลงทุนด้านการศึกษาประมาณ 8 แสนล้านบาทต่อปี (5% ของ GDP ใกล้เคียงกับ OECD) แต่คุณภาพลดลงอย่างต่อเนื่อง คะแนน PISA (มาตรฐานวัดคุณภาพการศึกษาสากล) ลดลงต่อเนื่องจนอยู่ระดับต่ำสุดในทุกวิชาในช่วงกว่าสองทศวรรษและต่ำกว่าเพื่อนบ้าน คะแนน ONET (มาตรฐานวัดคุณภาพการศึกษาของไทย) ลดลง ความเหลื่อมล้าทางการศึกษายังสูง นักเรียนในกรุงเทพฯทำคะแนนสูงกว่าจังหวัดอื่นในทุกวิชา ขณะที่การพัฒนาทักษะตลอดชีวิตยังไม่เข้มแข็ง แรงงานไม่สามารถ upskill หรือ reskill ทักษะใหม่ อีกทั้งสมองไหลทำให้คนเก่งและคนรุ่นใหม่เลือกที่จะย้ายไปต่างประเทศ ขณะที่ระบบดึงดูด talent จากต่างประเทศยังไม่มีกำลังพอ

ภาครัฐ การเมืองมีความไม่แน่นอนสูง ระบบราชการปรับตัวช้า เป็นคอขวดสำคัญต่อการสร้างบรรยากาศการลงทุน (investment climate) ที่มีพลัง ประสิทธิภาพภาครัฐทั้งในด้านกรอบการบริหารและกฎหมายธุรกิจในระยะหลังมีอันดับแย่ลงต่อเนื่อง กฎระเบียบมีจำนวนมากซ้ำซ้อน และล้าสมัย และคอร์รัปชันฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจไทย นโยบายเศรษฐกิจส่วนใหญ่เน้นการอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไขและหวังผลระยะสั้น เช่น มาตรการเงินโอน และการดูแลราคาสินค้า โดยคิดเป็น 1 ใน 5 ของงบประมาณด้านเศรษฐกิจในปี 2567 ซึ่งนอกจากจะสร้างความเคยชินแล้วยังบิดเบือนแรงจูงใจในการพัฒนาศักยภาพ นอกจากนี้การเมืองไทยขาดเสถียรภาพ ทำให้นโยบายอุตสาหกรรมและการค้าขาดทิศทางที่ชัดเจน

ภาคการเงิน ไม่สนับสนุนการสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ อีกทั้งมีส่วนที่พึ่งพาหนี้นอกระบบซึ่งดอกเบี้ยสูง จึงเป็นข้อจากัดต่อการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนใหม่ ขณะที่การปล่อยกู้ของธนาคารส่วนใหญ่พึ่งพาหลักประกัน การปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs และผู้ประกอบการขนาดเล็กมีต้นทุนสูงทั้งจากการตรวจสอบข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์และต้นทุนความเสี่ยงที่สูงกว่าลูกค้ารายใหญ่โดยเปรียบเทียบ จึงทำให้ SMEs ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เต็มที่ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในการปิดช่องว่างของระบบการเงิน ด้านระบบนิเวศของตลาดทุนสาหรับการลงทุนเสี่ยง เช่น venture capital และ crowdfunding ยังไม่พัฒนาเพียงพอ ไม่เอื้อต่อการสร้างธุรกิจใหม่และนวัตกรรม

โดยสรุป ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งสี่มิติต่างเชื่อมโยงกันจนกลายเป็นโซ่ตรวนฉุดรั้งศักยภาพของประเทศ หากไม่ร่วมกันปรับโครงสร้างเหล่านี้อย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยเสี่ยงที่จะติดอยู่ในภาวะ ‘โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ’ ที่ยืดเยื้อ ดังนั้น การยกระดับผลิตภาพในทุกภาคส่วน จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อสร้างพลวัตใหม่และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกลับสู่เส้นทางการเติบโตที่ยั่งยืน**

ส่วนที่ 2 : กรอบการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

หนึ่งในหัวใจสำคัญของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย คือการมีกระบวนการทำงานที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ได้จริง ซึ่งต้นแบบที่เสนอในรายงานถูกเรียกว่า “A Template for Change” โดยเน้นการกำหนดนโยบายที่อ้างอิงข้อมูล (data-driven policy) เพื่อให้ทุกการตัดสินใจอยู่บนฐานข้อเท็จจริง ไม่ใช่การคาดเดาหรือการเมือง พร้อมกับการสร้างแรงจูงใจในระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้อง ภายใต้แนวคิด “ทำดี ได้ดี” เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจที่ปฏิบัติตามกติกาได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม ไม่ถูกเอาเปรียบ

กรอบดังกล่าวยังเน้นการเปิดพื้นที่ผ่าน crowd-sourced solution platform ให้ภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้ามามีส่วนร่วมออกแบบนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหา แทนที่การผูกขาดการตัดสินใจไว้ที่รัฐเพียงฝ่ายเดียว โดยที่ภาครัฐเองต้องปรับบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” มาเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ผ่านกฎเกณฑ์แบบ enabling regulations ที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ลดความซับซ้อน และเปิดกว้างให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ

กระบวนการทำงานยังต้องเป็นแบบ End-to-End ที่ครบวงจร เริ่มจากการระบุปัญหาอย่างตรงจุด → เสนอแนวทางแก้ที่หลากหลาย → กำหนดเจ้าภาพหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง → ลงมือปฏิบัติจริงตามกรอบเวลา และที่สำคัญคือ การวัดผลด้วยตัวชี้วัด (KPI) ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรายงานต่อสาธารณะเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

ขณะเดียวกัน การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัย ฟันเฟืองเชื่อมโยงหลายด้าน ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อให้ทุกฝ่ายขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีระบบ incentives ที่ถูกต้อง คอยกำกับ เช่น การสนับสนุนธุรกิจที่ลงทุนในนวัตกรรมหรือแรงงานที่พัฒนาทักษะใหม่ ๆ ควบคู่กับการลดขนาดของ เศรษฐกิจนอกระบบ

ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนสูงและทำให้รัฐเก็บรายได้และคุ้มครองแรงงานได้ไม่เต็มที่ การดึงแรงงานและธุรกิจเข้าสู่ระบบจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างฐานรายได้ภาษีที่มั่นคงขึ้น

สุดท้าย คือ การติดตามความก้าวหน้า ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ด้วย KPI ที่ชัดเจนและตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขรายงานในเชิงสัญลักษณ์ หากสามารถสร้างระบบติดตามที่เข้มแข็ง จะช่วยให้ประชาชนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม และสร้างความมั่นใจว่าการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรม แต่เป็นการเดินหน้าสู่การแก้ไขโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

ส่วนที่ 3 : เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน

เศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจังในทิศทางเดียวกัน ภาครัฐต้องแสดงบทบาทนำด้วยการสร้างนโยบายที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีเสถียรภาพต่อเนื่องเพียงพอที่จะดึงดูดการลงทุนระยะยาว ทั้งยังต้องปรับบทบาทจากการควบคุมเป็นการอำนวยความสะดวก สร้างกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อธุรกิจ ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และสนับสนุนการลงทุนที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก เช่น การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว

ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจต้องเร่งพัฒนานวัตกรรมและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน เพื่อก้าวพ้นการเป็นเพียงผู้ผลิตต้นทุนต่ำ โดยต้องลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการใหม่ ๆ สร้างมูลค่าเพิ่ม และมองตลาดโลกเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่เพียงการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ ส่วนภาคประชาชนต้องได้รับการสนับสนุนให้ เสริมทักษะใหม่ (reskill & upskill) เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นทักษะดิจิทัล การปรับตัวต่ออุตสาหกรรมใหม่ หรือทักษะเชิงวิเคราะห์ที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องการ

ภาคการเงินเองต้องทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงทุนกับธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการรายเล็กและสตาร์ทอัพ พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจมีความแข็งแรงและลดความเสี่ยงในระยะยาว

การปฏิรูปเชิงโครงสร้างในลักษณะนี้จะทำให้ไทยก้าวพ้นวงจร “โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำสูง” ไปสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ เติบโต แข่งขันได้ และกระจายโอกาสอย่างเป็นธรรม โดยไม่เพียงแก้ปัญหาปัจจุบัน แต่ยังสร้างรากฐานสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันจริงจัง ประเทศไทยจะสามารถยกระดับบทบาทในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง และพร้อมรับมือกับแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

>> อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่…<<

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...