โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดรายงาน กนง. ล่าสุด! หลังมีมติเอกฉันท์ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%

The Bangkok Insight

อัพเดต 27 ส.ค. 2568 เวลา 15.34 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2568 เวลา 00.22 น. • The Bangkok Insight

เปิดรายงาน กนง. หลังมีมติเอกฉันท์ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ชี้นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 13 ส.ค. 68 ซึ่งที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เป็น 1.50% ต่อปี โดยให้มีผลทันที โดยมองว่านโยบายการเงิน ควรอยู่ในระดับผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ควรคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะปานกลาง และขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีจำกัด

อัตราดอกเบี้ยนโยบาย

คณะกรรมการฯ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 68 และ 69 ขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เศรษฐกิจขยายตัวดีจากการส่งออกสินค้าและการผลิต เมื่อมองไปข้างหน้า เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และจะขยายตัวได้ต่ำกว่าระดับศักยภาพในปี 69 อันเนื่องจาก

  • ภาคการส่งออกมีแนวโน้มชะลอลง จากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของมาตรการภาษีของสหรัฐรวมทั้งผลจากการเร่งส่งออกในช่วงครึ่งปีแรก
  • ภาคการผลิตถูกกระทบจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากการทะลักของสินค้านำเข้า (import flooding) ที่อาจรุนแรงขึ้น
  • ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ที่ลดลงจากการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น
  • การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวชะลอลงจากแนวโน้มรายได้แรงงาน ตามแนวโน้มการส่งออก การผลิต และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งมีสัดส่วนสูงในภาคบริการ

"คณะกรรมการฯ เห็นว่า ผลกระทบของนโยบายการค้ายังประเมินได้ยาก แม้ไทยได้รับอัตราภาษี reciprocal ที่ไม่ได้เสียเปรียบเทียบคู่แข่ง แต่อัตราภาษีใหม่ที่สูงกว่าในอดีต อาจส่งผลต่อภาคการส่งออกสินค้า การย้ายฐานการผลิต และการลงทุนใหม่ในระยะข้างหน้า" รายงาน กนง.ระบุ

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการฯ ยังแสดงความกังวลต่อแนวโน้มการชะลอตัวของเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าต่ำกว่าศักยภาพ กล่าวคือ ภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ ภาคการท่องเที่ยวที่มีจำนวนและโครงสร้างนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป และการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตามแนวโน้มรายได้แรงงานที่ลดลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ จะซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดม ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมาจากภาคธุรกิจเพียงบางกลุ่ม และกระจุกตัวอยู่ในผู้ประกอบการรายใหญ่

ธนาคารแห่งประเทศไทย

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทานนั้น คณะกรรมการฯ เห็นว่า ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ และมีส่วนช่วยบรรเทาไม่ให้ค่าครองชีพของประชาชน และต้นทุนธุรกิจยิ่งสูงไปกว่านี้ แต่ก็ควรติดตามความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจถูกกดดันเพิ่มเติมจากอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอลง

"คณะกรรมการฯ ส่วนหนึ่งแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า นโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น มีเป้าหมายสำคัญ คือ ดูแลอัตราเงินเฟ้อระยะปานกลางให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย และเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงต่ำและมีเสถียรภาพ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบเป้าหมายตลอดเวลา โดยสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับเงินเฟ้อและนัยต่อนโยบายการเงิน คือ ที่มา และปัจจัยที่ขับเคลื่อนเงินเฟ้อ และนัยต่อคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะปานกลาง" รายงาน กนง.ระบุ

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเปราะบางของธุรกิจ SMEs ทั้งจากสภาพคล่องที่ตึงตัว และแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น โดยกังวลว่าคุณภาพสินเชื่อที่ปรับด้อยลง อาจส่งผลต่อการพิจารณาให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งจะจำกัดโอกาสของ SMEs ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการปรับตัว อย่างไรก็ดี ไม่พบว่าสถาบันการเงินมีการปรับเกณฑ์การพิจารณาให้สินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น หรือจำกัดการให้สินเชื่ออย่างเป็นวงกว้าง เพียงแต่ระมัดระวังมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อใหม่ตามระดับความเสี่ยงของลูกหนี้ ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อ รวมถึงการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่อาจซ้ำเติมภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs

การพิจารณานโยบายการเงิน

ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงิน ที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ ได้อภิปรายใน 3 ประเด็นที่สำคัญ คือ 1.เศรษฐกิจภาพรวมที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ตามที่ประเมินไว้ แต่ในระยะข้างหน้า จะถูกกดดันจากหลายปัจจัย และบางภาคส่วนของเศรษฐกิจมีความเปราะบางมากขึ้น 2.อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ จากราคาพลังงานและอาหารสด 3.ความสามารถในการชำระหนี้ และการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้ชั่งน้ำหนักเป้าหมายทั้ง 3 ด้านแล้ว เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายลงได้อีกระดับหนึ่ง เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ รวมทั้งมีส่วนช่วยบรรเทาภาระของกลุ่มเปราะบาง ขณะที่ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว

อัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการฯ ได้อภิปรายประเด็นเพิ่มเติม ดังนี้

  • การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย มีส่วนบรรเทาภาระและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้บ้าง อย่างไรก็ดี นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจ และสินเชื่อกลับมาขยายตัวได้เต็มที่ แต่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการที่ช่วยแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs
  • การผ่อนคลายนโยบายการเงินในสภาวะปัจจุบัน ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินมากนัก แต่การดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ต้องคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะปานกลาง โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ควรอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการสะสมความเสี่ยงในระยะยาว
  • กรรมการส่วนหนึ่ง เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงิน ควรคำนึงถึงการรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (Policy space) ที่มีจำกัด เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดด้วย เนื่องจากความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้ายังคงมีอยู่

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...