ชีวิตดีไม่ได้วัดที่เงินในบัญชี! มารู้จัก 5 ความมั่งคั่งที่ช่วยให้ใจกลับมาสุขจากข้างในอีกครั้ง
มีใครเป็นไหม? มีงานดี รายได้ดี มีบ้าน รถ หรือทุกอย่างที่เคยฝันอยากได้ แต่กลับรู้สึกว่าชีวิต “ไม่เติมเต็ม” เหมือนอย่างที่คิดไว้
.
Sahil Bloom ก็เคยรู้สึกแบบนั้น เขาเป็นชายหนุ่มชาวอเมริกันที่เป็นทั้งนักลงทุน นักเขียน และครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามนับล้านบนโซเชียลมีเดีย
.
ในวัยเพียง 30 ปี เขามีครบทุกอย่างที่ใครๆ มองว่าเป็น “ความสำเร็จ” ทั้งอาชีพมั่นคง รายได้สูง บ้านหลังใหญ่ และชีวิตที่ดูพร้อมไปหมด
.
แต่ภายใต้ภาพลักษณ์นั้น เขากลับรู้สึกว่างเปล่า และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “นี่เหรอคือชีวิตที่อยากได้จริงๆ?”
.
คำถามนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาเริ่มค้นหาความหมายใหม่ในชีวิต และนำไปสู่การเขียนหนังสือ The 5 Types of Wealth: A Transformative Guide to Design Your Dream Life หนังสือที่ชวนให้เรากลับมาทบทวนว่า ความมั่งคั่งในชีวิตไม่ได้มีแค่ “เงิน” แต่ยังมีสิ่งอื่นที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่าและมีความสุขอย่างแท้จริง
.
.
เริ่มตั้งคำถามกับชีวิต
.
หลังจากเริ่มรู้สึกว่าชีวิตที่มีอยู่นั้น “ไม่ใช่คำตอบ” Sahil Bloom จึงตัดสินใจเริ่มพูดคุยกับผู้สูงอายุวัย 80-90 ปี ด้วยคำถามสั้นๆ แต่ลึกซึ้งว่า
.
[ ] ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คุณอยากบอกอะไรกับตัวเองในวัยหนุ่มสาว?
[ ] อะไรคือสิ่งที่คุณเสียใจที่สุด?
[ ] อะไรที่ทำให้คุณมีความสุขและรู้สึกเติมเต็มจริงๆ ในชีวิต?
.
และคำตอบที่ได้รับ ก็ทำให้มุมมองของเขาที่มีต่อชีวิตเปลี่ยนไป เพราะไม่มีใครพูดถึง “เงิน” ไม่มีใครบอกว่าอยากได้รถคันใหญ่ขึ้น บ้านหลังโตขึ้น หรือเงินในบัญชีที่มากกว่าเดิม
.
Sahil Bloom กล่าวว่า ชีวิตที่มั่งคั่งอาจเริ่มต้นจากเงินก็จริง แต่สิ่งที่นิยามว่าชีวิตนั้นมีคุณค่าจริงๆ คือ เวลา ผู้คน เป้าหมาย และสุขภาพ
.
จากจุดนั้นเอง เขาเริ่มมอง “ความมั่งคั่ง” ในมุมใหม่ ไม่ใช่แค่ตัวเลขจำนวนเงินที่มี แต่คือคุณภาพของชีวิตในทุกมิติ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของแนวคิด “ความมั่งคั่งทั้ง 5 แบบ” ที่เขาได้แบ่งปันไว้ในหนังสือเล่มนี้
.
.
ความมั่งคั่งทั้ง 5 แบบ
.
หนังสือ The 5 Types of Wealth ได้แบ่ง “ความมั่งคั่ง” ออกเป็น 5 มิติ ดังนี้
.
1. ความมั่งคั่งด้านเวลา
.
วันหนึ่ง เพื่อนของ Sahil Bloom ได้พูดประโยคหนึ่งที่ฝังอยู่ในใจไม่ลืมว่า “คุณจะได้เจอพ่อแม่อีกแค่ประมาณ 15 ครั้งเท่านั้น ก่อนที่พวกท่านจะจากไป”
.
ประโยคนี้เองที่เหมือนเป็นการสะกิดเตือนให้เขารู้ว่า เวลาเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดกว่าที่เราคิด และไม่มีสิ่งใดซื้อคืนได้
.
ซึ่งการมี “ความมั่งคั่งด้านเวลา” หมายถึงการใช้เวลาอย่างตั้งใจ ให้เวลากับสิ่งที่สำคัญจริงๆ และกับคนที่เรารัก รวมถึงการมีอิสระในการเลือก ว่าจะใช้เวลาอย่างไร ใช้ที่ไหน และใช้กับใคร
.
“การตระหนักถึงเวลาที่มีจำกัด คือก้าวแรกของการลงทุนในความมั่งคั่งด้านเวลา” Sahil Bloom กล่าว
.
2. ความมั่งคั่งด้านสังคม
.
ความมั่งคั่งทางสังคมไม่ได้วัดจากจำนวนเพื่อนหรือผู้ติดตาม แต่คือการมีสายสัมพันธ์ที่มีความหมายจริงๆ อย่างวงเล็กๆ ของคนที่เรารักและไว้ใจ วงที่กว้างขึ้นของชุมชนที่เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และการได้รับ “ความเคารพ การชื่นชม และความไว้วางใจ” จากคนรอบข้าง บนพื้นฐานของสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง ไม่ใช่สิ่งที่ซื้อได้
.
Sahil Bloom บอกไว้ว่า “การได้อยู่ใกล้คนที่คุณรัก มีค่ามากกว่างานใดๆ ที่จะให้เงินคุณได้”
.
เพราะสุดท้ายแล้ว คนรอบตัวคือแหล่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงใจ ไม่ใช่รางวัลหรือสถานะที่ได้มาจากโลกภายนอก
.
3. ความมั่งคั่งด้านจิตใจ
.
ความมั่งคั่งทางจิตใจเริ่มจาก “ความอยากรู้อยากเห็น” เหมือนเด็กที่ตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัว
.
เพราะเมื่อเราเปิดรับความอยากรู้ เราจะได้ค้นพบตัวตน ค้นพบเป้าหมาย และเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
.
เราต้องให้เวลากับตัวเอง เพื่อคิด พัก และรีเซต สร้างพื้นที่ในใจให้สงบพอจะมองเห็นสิ่งสำคัญ และเข้าใจว่าเป้าหมายชีวิตไม่จำเป็นต้องผูกติดกับอาชีพการงานเสมอไป
.
บางครั้งเพียงแค่ใช้ชีวิตในแบบที่ทำให้เรารู้สึก “มีความหมาย” ก็เพียงพอแล้ว
.
4. ความมั่งคั่งด้านกายภาพ
.
พ่อของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งอายุ 80 ปี เคยบอก Sahil Bloom ว่า “จงดูแลร่างกายของตัวเอง เหมือนบ้านที่ต้องอยู่ไปอีก 70 ปี” เพราะไม่มีทรัพย์สินใดที่มีค่ามากกว่าร่างกายที่แข็งแรง
.
เราต้องดูแลสุขภาพในทุกมิติ ทั้งออกกำลังกาย กินดี และพักผ่อนให้เพียงพอ ทั้งหมดนี้คือการลงทุนใน “บ้านหลังเดียว” ที่เราต้องอยู่ไปตลอดชีวิต
.
5. ความมั่งคั่งด้านการเงิน
.
แน่นอนว่าเงินยังเป็นส่วนสำคัญของชีวิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต
.
เรายังต้องสร้างรายได้ บริหารรายจ่าย และลงทุนในระยะยาว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรู้จักคำว่า “พอ”
.
เพราะในที่สุด ความมั่งคั่งไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เรามี แต่อยู่ที่ความพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่
.
.
เมื่อเข้าใจ “ความมั่งคั่งทั้ง 5 แบบ” แล้ว Sahil Bloom ก็อยากชวนให้เรากลับมามองอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ “เป้าหมายของชีวิต”
.
เขาเชื่อว่าการมีเป้าหมายคือสิ่งสำคัญ แต่เท่านั้นอาจยังไม่พอ เพราะระหว่างทางสู่ความสำเร็จ เราอาจเผลอสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไปโดยไม่รู้ตัว
.
เขาจึงเสนอแนวคิดของการมีทั้ง “เป้าหมาย” (Goals) และ “สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น” (Anti-goals) เพราะความสำเร็จจะไม่มีความหมาย ถ้าต้องแลกด้วยสุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือความซื่อสัตย์ของเราเอง
.
สำหรับเขา การมี “Anti-goals” คือการกันชีวิตไม่ให้ไหลไปตามแรงผลักของโลกภายนอก รวมทั้งรู้ว่าเราต้องการอะไรและไม่ต้องการอะไรในเวลาเดียวกัน
.
เมื่อมองชีวิตผ่านมุมนี้ เราจะพบว่า “ความมั่งคั่งที่แท้จริง” ไม่ได้อยู่ที่การมีมากขึ้น แต่อยู่ที่การมีชีวิตในแบบที่เราตั้งใจเลือกเอง
.
ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตที่ดีไม่ได้วัดจากตัวเลขในบัญชีหรือภาพลักษณ์ที่ใครมองเห็น แต่คือการมีเวลาให้กับคนที่เรารัก มีสุขภาพที่ดีพอจะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ มีจิตใจที่สงบแม้อยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย และมีเป้าหมายที่ทำให้ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าชีวิตนี้มีค่าจริงๆ
.
.
อ้างอิง
- He had everything he wanted by 30, but still felt ‘miserable’—his life changed when he started focusing on 5 things : Stav Ziv, CNBC - http://bit.ly/4oeObFh
.
.
#trend
#inspiration
#wealth
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast