โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘อินโนพาวเวอร์’ ช่วย SMEs งบฯ 300 ล้านลงทุนเทคโนโลยีสู่กรีน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ส.ค. 2568 เวลา 07.59 น. • เผยแพร่ 22 ส.ค. 2568 เวลา 04.15 น.
อธิป ตันติวรวงศ์

คอลัมน์ : สัมภาษณ์

“ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีมูลค่าการเติบโตเกินกว่าเงินลงทุนก้อนแรก วันนี้เราจึงมีภาพชัดว่า อนาคตไปต่อได้อีกไกล” คำกล่าวที่ฉายภาพทิศทางการเติบโตของบริษัทผู้บุกเบิกด้านนวัตกรรมพลังงานที่เกิดจากความร่วมมือของ 3 พันธมิตร ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด (INNOPOWER) ที่สะท้อนถึงความมั่นใจในเส้นทางธุรกิจโซลูชั่นด้านพลังงาน พร้อมเดินหน้าหนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้ก้าวสู่ “Green Transformation” ท่ามกลางโจทย์ท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันด้านพลังงานที่เข้มข้นขึ้น

ตั้งงบฯ 300 ล้านหนุน SMEs

บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตให้กับบริษัท โดยที่ผ่านมาเรามีการเติบโตเป็นบวก 3 ปีติดต่อกัน และมีเงินที่ลงทุนไว้ในปีแรกตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติวงเงิน 2,960 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทใช้เงินไปแล้ว 1,900 ล้านบาท ยังคงเหลืออีกประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนเป็นการเน้นจังหวะที่เหมาะสมเพื่อสร้างการเติบโตที่ดี และคาดว่าจะมีความพร้อมเข้าจดทะเบียนใน SET ได้ในช่วงหลังปี 2569 หรือราวปี 2570 เป็นต้นไป โดยขั้นตอนดังกล่าวต้องใช้เวลาหารือและประสานกับกระทรวงพลังงาน เนื่องจากผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ กฟผ. ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ

สำหรับปี 2568 บริษัทได้วางงบฯลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนธุรกิจ SMEs ในการลงทุนเรื่องเทคโนโลยีที่เล็งเห็นแล้วว่าจะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจ ช่วยลดต้นทุนและเป็นไปตามเป้าหมายกรีนขององค์กร ซึ่งขณะนี้บริษัทได้เข้าไปช่วยเหลือ SMEs ประมาณ 150 ราย ครอบคลุมทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ เช่น ธนาคาร ห้างสรรพสินค้า เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และคาดว่าจะสามารถเพิ่มจำนวน SMEs อีก 40-50 ราย ภายในระยะเวลา 4-5 เดือน ทำให้คาดว่าในสิ้นปีนี้จะมีพันธมิตร SMEs ได้ถึง 200 ราย

ขณะเดียวกัน บริษัทได้วางเป้าหมายรายได้รวมปี 2568 ไว้ที่ 400 ล้านบาท เติบโต 40% โดยครึ่งปีแรกมีรายได้ 128.4 ล้านบาท กำไรสุทธิ 9.1 ล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ว่าทั้งปีจะสามารถทำรายได้ตามเป้าหมาย 400 ล้านบาท และกำไรแตะ 15 ล้านบาทได้ภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ตั้งเป้าเพิ่มพันธมิตรธุรกิจได้มากกว่า 30% โดยจะขยายกลุ่มเป้าหมายสู่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเพิ่ม ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

เมื่อรวมยอดสะสมตั้งแต่ปี 2565 จะรวมลดคาร์บอนได้ราว 4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยบริษัทยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ “พันธมิตรพิชิตคาร์บอน” ซึ่งเน้นการเป็นพันธมิตรที่ช่วยให้ลูกค้าลดคาร์บอนอย่างยั่งยืน โดยครอบคลุมความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจร (End-to-End Solution) ขณะที่ทิศทางในปี 2569 เรายังคงมุ่งเน้นในการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเล็งเห็นโอกาสของกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว อีเวนต์ที่เริ่มปรับตัวไปสู่การกรีนมากขึ้น ถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

จ่อปิดดีลรถอีวีขนส่ง-กรีนโลน

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยอยู่กับบริษัทขนส่งอันดับหนึ่งของไทยในการเปลี่ยนรถขนส่งน้ำมันเป็นรถขนส่งแบบยานยนต์ไฟฟ้า โดยอยู่ระหว่างการศึกษาคำนวณการประหยัดพลังงาน ความคุ้มค่าต่อการลงทุนสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถ้าผู้ประกอบการจะลงทุนทั้งรถ ทั้งสเตชั่น จะต้องมีฟีดที่ใหญ่มาก อาจจะต้องรองรับปริมาณการใช้เกิน 60% ถึงจะคุ้มค่า ซึ่งเราก็กำลังศึกษาอยู่ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเราได้เข้าไปสนับสนุนวางระบบให้กับโครงการจัดรถมินิบัสไฟฟ้ารับ-ส่งพนักงานโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง จำนวน 28 คัน เป็นรถมินิบัส BEV-Battery Electric Vehicle ใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 0.673 กิโลวัตต์ต่อ 1 กิโลเมตรต่อคัน

ขณะเดียวกันเรากำลังขยายพอร์ตคาร์บอนเครดิตและอยู่ระหว่างการปิดดีลร่วมกับบริษัทรีเทล นอกจากนี้ อยู่ระหว่างการพูดคุยกับธนาคาร 2 แห่ง ในการทำสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) โดยไม่ฟอกเขียว คาดว่าจะชัดเจนภายในปีนี้

ปีนี้ลดงบฯกรีนเพราะ ศก.ไม่ดี

ในช่วงเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา เราเปิดตัวธุรกิจที่ปรึกษาและบริการด้าน Decarbonization เพื่อให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ครอบคลุมตั้งแต่การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การวางกลยุทธ์ การทวนและการให้คำปรึกษาด้านพลังงาน ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการเริ่มมีการตั้งงบประมาณเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น แต่ในปีนี้กลับสวนทาง งบฯต่าง ๆ เหล่านี้กลับลดลง

เรามองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ผิด เพราะผู้ประกอบการต้องนำเงินลงทุนไปพัฒนาธุรกิจหลักก่อนในช่วงสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หากนำเงินไปลงในส่วนที่ยังไม่ใช่ธุรกิจหลักก็จะกลายเป็นความเสี่ยงได้ เราจึงเห็นว่า SMEs เริ่มมีปัญหาเรื่องกระแสเงินสดมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน หากไม่ลงทุนในด้านนวัตกรรมหรือกรีนเลย ในระยะยาวก็จะเจอกับปัญหามาตรการกีดกันทางคาร์บอน โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU-CBAM)

โซลูชั่นที่เราทำให้กับผู้ประกอบการมีพาร์ตของความยั่งยืน แต่หากเราไม่มีพาร์ตของการลดต้นทุนมาประกอบ ผู้ประกอบการก็ไปไม่ได้ เพราะไม่มีใครอยากจ่ายแพง เพียงเพื่อป่าวประกาศแค่ตัวเองกรีน ดังนั้น เราจะเข้าไปดูว่าลงทุนแล้ว ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ ลดต้นทุนได้

“SMEs ลดงบฯเรื่องกรีนลงไป ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้ความสำคัญเรื่องการลงทุน แต่แสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่มีกระแสเงินสด (Cash Flow) เป็นการเอาตัวรอดในช่วงนี้ก่อน ขณะเดียวกันเป้าหมายกรีนของบริษัทยังไม่แน่นอน สามารถยืดหยุ่นได้ตามสภาวะเศรษฐกิจและงบฯลงทุนที่มีของบริษัท” นายอธิปกล่าว

ห่วงภาษีทรัมป์ทำ SMEs ลำบาก

ด้วยสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เราต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) เผชิญกับความท้าทายที่ยากลำบาก ที่ผ่านมาต้องแข่งขันกับสินค้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะสินค้าจีน ซึ่งได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ขณะเดียวกันการที่รัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน กำหนดจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 19% แม้จะเป็นอัตราที่ไทยยังสามารถแข่งขันได้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค และไม่ทำให้เสียเปรียบในการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ แต่สิ่งที่ต้องจับตา คือ “เงื่อนไข” ของมาตรการดังกล่าวว่าจะสร้างผลดีหรือผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อย

เบื้องต้นมีแนวโน้มว่า ไทยอาจต้องเปิดให้นำเข้าสินค้าบางรายการจากสหรัฐ ในอัตราภาษี 0% ซึ่งหากเป็นสินค้าที่ไทยยังไม่สามารถผลิตเองได้ ก็อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม แต่ในทางกลับกัน หากเป็นสินค้าที่ไทยสามารถผลิตได้อยู่แล้ว การเปิดเสรีนำเข้าอาจกลายเป็นแรงกดดันรอบใหม่ที่ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญการแข่งขัน ไม่เพียงแค่กับจีน แต่ยังรวมถึงสินค้าสหรัฐ ที่จะเข้ามาแชร์ตลาดในประเทศด้วย

ที่ผ่านมาผู้ส่งออกบางรายได้เร่งปรับตัวล่วงหน้า โดยทยอยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐล่วงหน้าในช่วง 6 เดือนก่อนหน้าการบังคับใช้มาตรการใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและรักษาส่วนแบ่งตลาด อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งปีหลัง ความต้องการ (Demand) จากฝั่งสหรัฐ มีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลให้มูลค่าการส่งออกโดยรวมลดลง และกระทบต่อภาคการผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่มีความเปราะบางสูง และต้องพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘อินโนพาวเวอร์’ ช่วย SMEs งบฯ 300 ล้านลงทุนเทคโนโลยีสู่กรีน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...